บทความพิเศษ | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
“เลือกตั้งโมฆะ” หรือไม่ เป็นคำถามที่คนจำนวนมากมีคำตอบว่า ถ้าไม่ “นับใหม่” ก็ควร “เลือกใหม่” ไปเลย ไม่เคยมีการเลือกตั้งครั้งไหนที่คนพูดกันสนั่นหวั่นไหวเรื่อง “เลือกตั้งโมฆะ” อย่างครั้งนี้ ซึ่งแปลว่าไม่เคยมีเลือกตั้งครั้งไหนที่รัฐบาลหลังเลือกตั้งมีปัญหาความชอบธรรมเร็วอย่างปัจจุบัน
ในเงื่อนไขที่พรรคประชาชนประกาศล่วงหน้าว่าไม่แย่งภูมิใจไทยตั้งรัฐบาล การตั้งรัฐบาลภูมิใจไทยคือเรื่องที่ควรง่ายจนปอกกล้วยเข้าปากยังยากกว่า
แต่ตอนนี้ปัญหาเลือกตั้งกลับเป็นเหตุให้การตั้งรัฐบาลยากขึ้น เพราะคุณธรรมนัส พรหมเผ่า ประกาศว่า ตอนนี้กังวลเลือกตั้งโมฆะมากกว่าเรื่องตั้งรัฐบาล
ไม่ว่าจะมองการเมืองไทยวันนี้ผ่านเลนส์เรื่องการต่อสู้ระหว่างใครกับใคร คุณธรรมนัสกับภูมิใจไทยล้วนเป็นพรรคการเมืองใน “ขั้ว” เดียวกันทั้งหมด
น้ำเงินกับเขียวคือฝ่าย “อนุรักษนิยม” ในการต่อสู่กับขั้ว “เสรีประชาธิปไตย” แน่ๆ
หรือจะถือว่าเป็นขั้ว “บ้านใหญ่” ต่อสู้กับ “ส้ม” ก็ได้เช่นกัน
คำพูดคุณธรรมนัสเรื่องเลือกตั้งโมฆะสะท้อนว่า “ขั้ว” ที่ชนะเลือกตั้งครั้งนี้มีปัญหา
และปัญหานั้นใหญ่จนคุณธรรมนัสกล้าพูดว่าอาจมีผลต่อ “ผลเลือกตั้ง” ที่ขั้วคุณธรรมนัสซึ่งไม่ได้หาเสียงเรื่อง “ฝ่ายประชาธิปไตย” ชนะเลือกตั้งเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี
เพื่อไม่ให้เกิดเข้าใจผิดว่า ขั้วซึ่ง “ไม่ประชาธิปไตย” เคยชนะเลือกตั้งช่วงก่อน 20 ปีที่แล้ว
ต้องระบุด้วยว่า ประเด็นเรื่องพรรคไหนเป็นประชาธิปไตยเพิ่งเป็น “วาระ” ในการเลือกตั้งหลังรัฐประหารปี 2549
เพราะการตั้งรัฐบาลก่อนหน้านั้นคือการรวมเสียงบ้านใหญ่หรือไม่ก็คุยว่าใครทันสมัยกว่าใคร
รัฐประหารปี 2549 ทำให้ไทยรักไทยหาเสียงโดยอ้างว่าตัวเองเป็นฝ่าย “ประชาธิปไตย” เช่นเดียวพรรคอนาคตใหม่, ก้าวไกล และพรรคประชาชนในการเลือกตั้งปี 2562-2569
ความพ่ายแพ้ของฝ่ายนี้ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดจึงเป็นความพ่ายแพ้ของฝ่ายที่เรียกว่า “ฝ่ายประชาธิปไตย” แน่นอน
ปัญหาคือ คู่แข่งไทยรักไทยอย่างประชาธิปัตย์ (ปชป.) หรือพลังประชารัฐแทบไม่เคยหาเสียงโดยอ้างเป็น “อนุรักษนิยม” ถึงจะมีบ้างที่หาเสียงโดยอ้างสถาบัน ความเป็น “ขั้วอนุรักษนิยม”
จึงเป็นเรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิดชัดๆ เมื่อ “ภูมิใจไทย” และ “กล้าธรรม” ประกาศในการเลือกตั้ง 2569 ว่าตัวเองคือฝ่ายอนุรักษนิยม
“อนุรักษนิยม” มีไหมในการเมืองไทย?
คำตอบคือมี และมีมากด้วย คนเหล่านี้หนุนรัฐประหารปี 2549, ปราบเสื้อแดงปี 2553, ล้มเลือกตั้งปี 2557, โหวตพลังประชารัฐปี 2562, โหวตคุณประยุทธ์ จันทร์โอชา ปี 2566 และโหวตคุณอนุทิน ชาญวีรกูล ปี 2569 แต่การมีพรรคที่ประกาศเป็น “อนุรักษนิยม” ชัดๆ เพิ่งเริ่มในการเลือกตั้งครั้งนี้เอง
จุดร่วมของพรรคการเมือง “ขั้วอนุรักษนิยม” คือการต่อต้านม็อบราษฎรปี 2563, พรรคก้าวไกลปี 2566 และพรรคประชาชนปี 2569 โดยเนื้อแท้แล้วพรรคกลุ่มนี้จึงเป็น “พันธมิตรทางการเมือง” ที่ก่อตัวขึ้นในเวลาเพียง 6 ปีเพราะมี “ศัตรูร่วมกัน” มากกว่าจะมีอุดมการณ์ “อนุรักษนิยม” เป็นแกนกลางจริงๆ
พรรคอนุรักษนิยมในไทยคือการรวมตัวของนักการเมืองแนวฉวยโอกาสทางการเมือง (Political Opportunist) คนเหล่านี้พร้อมจะจับมือกับคุณทักษิณ ชินวัตร หรือพรรคเพื่อไทยก็ได้ และจะจับมือกับคุณประยุทธ์หรือคุณประวิตร วงษ์สุวรรณ และกองทัพก็ได้ด้วย ต่อให้ทั้งสองกลุ่มเป็นฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองกัน
ในแง่นี้ “พรรคขั้วอนุรักษนิยม” ต่างกับ “มวลชนอนุรักษนิยม” เพราะพรรค Positioning ตัวเองแบบนี้เพื่อสร้างพันธมิตรกับทุกกลุ่มที่มี “ศัตรูร่วม” บางฝ่าย
ส่วน “มวลชนอนุรักษนิยม” มีความเชื่อจริงๆ เรื่องสถาบันหลักจนพร้อมจะโอนเสียงไปให้พรรคไหนก็ได้ที่เล่นบท “ขั้วอนุรักษนิยม”
กลับไปสู่เรื่องคุณธรรมนัสอีกที
คำประกาศคุณธรรมนัสเรื่องกังวลปัญหา “เลือกตั้งโมฆะ” สะท้อนความไม่ลงตัวในการแบ่งอำนาจระหว่าง “พรรคขั้วอนุรักษนิยม” ซึ่งเป็นพวกเดียวกันเพราะมี “ศัตรูร่วม” คือเพื่อไทยและพรรคประชาชนมากกว่ามีอุดมการณ์ร่วมกัน
การตั้งรัฐบาลจึงมีปัญหาเรื่องใครได้อะไรในการร่วมรัฐบาล
ว่าที่รัฐมนตรีภูมิใจไทยหลายคนบอกผมตั้งแต่หลังเลือกตั้งว่าไม่อยากได้กล้าธรรมร่วมรัฐบาล
ยิ่งไปกว่านั้นคือ 1 ใน 3 ของ “ขุนพล” พรรคภูมิใจไทยก็บอกผมว่าไม่อยากทำงานร่วมกับคุณธรรมนัส
ข้ออ้างของคนเหล่านี้คือคุณธรรมนัส “เทา” จนกลัวรัฐบาลจะซวยไปด้วยหากมีคุณธรรมนัสเข้ามา
คุณธรรมนัส “เทา” หรือไม่ เป็นเรื่องที่นักการเมืองและข้าราชการรู้กันดี
แต่พรรครัฐบาลอื่น “เทา” หรือไม่ก็เป็นเรื่องที่ทุกคนรู้กันไม่ต่างกับที่รู้เรื่องคุณธรรมนัส “เทา” จึงเป็นข้ออ้างเพราะนักการเมืองคนอื่นที่อยู่ในพรรครัฐบาลนี้ไม่ได้ “ขาว” โดยเฉพาะกลุ่มที่เพิ่งย้ายจากพรรคอื่นมาภูมิใจไทย
นักการเมืองขั้ว “อนุรักษนิยม” จำนวนมากมองคุณธรรมนัสว่าใช้เวลาแค่ 8 ปีแต่ยกระดับตัวเองจาก ส.ส.ธรรมดาในปี 2562 มาเป็นรองนายกฯ ในปี 2568 และทำพรรคที่มีคนเลือกถึง 58 คนในการเลือกตั้ง 2569 คุณธรรมนัสจึงเป็นเหมือน “บ้านใหม่” ที่โตแข่งกับ “บ้านใหญ่” ในขั้วอนุรักษนิยมอย่างภูมิใจไทย
พรรคกล้าธรรมเป็น 1 ใน 3 พรรคที่สู้ศึกเลือกตั้งครั้งนี้ด้วยวิธีโลดโผนจนเข้าขั้น “ทะลุเพดาน” และอีก 2 พรรคใหญ่ในการตั้งรัฐบาลก็ชนะด้วยวิธีโลดโผนแบบนั้นทั้งสิ้น คุณธรรมนัสจึงรู้ว่าพรรคไหนทำอะไรในการเลือกตั้งครั้งนี้
จนคำพูดว่าระวัง “เลือกตั้งโมฆะ” มีความหมายบางอย่างจริงๆ
จุดอ่อนที่ทำให้เลือกตั้งรอบนี้มีโอกาส “โมฆะ” คือ กกต. และ กกต.ไม่เคยหยุดเงื่อนไขที่จะทำให้ปัญหาในการเลือกตั้งลุกลามเป็น “เลือกตั้งโมฆะ” เลย
กกต.ประกาศว่าจะลงโทษทุกคนที่วิจารณ์การเลือกตั้งด้วยข้อหา “เฟกนิวส์”
ลำพังการเป็นองค์กรของรัฐที่ฟ้องปิดปากประชาชนก็แย่แล้ว แต่ที่แย่กว่าคือ กกต.ไม่ได้ชี้แจงทุกเรื่องที่คนไทยวิจารณ์จนได้ข้อสรุปเป็นที่ยุติ หาก กกต.กลับถือว่าความสงสัยของประชาชนเป็น “เฟกนิวส์” จนต้องยัดคดี
เมื่อ กกต.ชุดใหญ่แสดงท่าทีแบบนี้กับประชาชน กกต.จังหวัดก็ท้าตีทีท้าต่อยประชาชนตามไปหมด
ผอ.กกต.กำแพงเพชรท้าว่า พร้อมลาออกหากใครเจาะบัตรเลือกตั้งที่นั่นได้ว่าใครเลือกใคร
แต่พอมีคนท้าว่า ให้ออกถ้ามีบัตรเขย่งก็เงียบสนิท เช่นเดียวกับตอนมีคนท้าว่า แน่จริงจัดเลือกตั้งจำลองมาเลย
คำขวัญของ กกต.ในอดีตคือ “สุจริต โปร่งใส เที่ยงธรรม” แต่หลังปี 2566 กกต.ก็ตัดคำว่า “โปร่งใส” ทิ้งไปจนกลายเป็น กกต.ที่พร้อมใช้เงินภาษีประชาชนดำเนินคดีกับประชาชนที่ตั้งคำถามเรื่องความ “โปร่งใส” ของ กกต.
ไม่น่าเชื่อว่าเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ ผ่านไปแล้ว 2 สัปดาห์แต่ กกต.ยังไม่ยอมบอกว่าปีนี้มีคนไทยไปเลือกตั้งกี่คน ทั้งที่เป็นข้อมูลที่เปิดเผยได้ง่ายที่สุดจนควรประกาศได้เร็วที่สุด เพราะ “จำนวนคนลงคะแนนเลือกตั้ง” ต้องเท่ากันเป๊ะกับ “จำนวนผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้ง” หรือบัตรเลือกตั้งที่เรารับไปลงคะแนน
เมื่อเทียบกับเลือกตั้งปี 2566 ที่กกต.แถลงจำนวนคนใช้สิทธิ์เลือกตั้งหลังปิดหีบ 24 ชั่วโมง กกต.ปีนี้ทำงานช้าลงอย่างต่ำ 14 เท่าในเรื่องซึ่งไม่มีอะไรให้ช้า ผลก็คือ คนสงสัยว่าช้าเพราะตบแต่งตัวเลขผู้ไปใช้สิทธิ์จริงๆ ให้เท่ากับจำนวนคะแนนแต่ละพรรค ซึ่งมี “บัตรเขย่ง” ทุกจังหวัดอย่างที่ไม่เคยเป็น
นอกจากเรื่องง่ายๆ อย่างจำนวนคนเลือกตั้งจะเป็นเรื่องที่เปิดเผยไม่ได้ เรื่องยากๆ ที่ กกต.ไม่ตอบก็มีเยอะไปหมด ตัวอย่างเช่น จำนวนคนลงคะแนน ส.ส.บัญชีรายชื่อกับ ส.ส.เขตที่ต่างกันทุกจังหวัด, บัตรเลือกตั้งถูกทิ้งตามกองขยะ หรือ “บาร์โค้ด” ที่ตรวจสอบย้อนไปได้ว่าใครลงคะแนนให้ใคร
ไม่มีอะไรให้เถียงอีกแล้วว่าเลือกตั้ง 2569 “เละ” กว่าทุกการเลือกตั้งในชั่วชีวิตคนไทย
ที่ผ่านมาเราถูกสอนว่าเลือกตั้งปี 2500 ได้ชื่อว่า “โกง” ที่สุด แต่คนที่ทันเลือกตั้งปีนั้นแล้วอยู่ถึงเลือกตั้งปีนี้ซึ่งเท่ากับมีอายุ 88 ปีคงมีไม่มาก
เลือกตั้ง 2569 จึงเลวร้ายที่สุดในชั่วชีวิตคนไทยส่วนใหญ่จริงๆ
อะไรที่ “เละ” ที่สุดในการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเรื่องที่ต้องคุยกันยาว เพราะเรื่องที่เละมีเยอะ แต่พฤติกรรม กกต.ทำให้ความเละกลายเป็นเรื่องที่ลุกลามไม่จบทางการเมือง
เลือกตั้งโมฆะหรือไม่ ขึ้นอยู่กับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ กระบวนการนี้อีกไกล และทุกคนรู้ดีว่าสีอะไรเฉิดฉายที่สุดในองค์กรอิสระนั้น คำพูดของคุณธรรมนัสเรื่องเลือกตั้งโมฆะเป็นเพียงคำขู่ที่ยากจะเป็นไปได้
แต่คำขู่นี้คือสาส์นไปสู่คุณอนุทินว่า ขั้วใหม่ฝ่ายอนุรักษนิยมไม่นิ่ง และอำนาจรัฐบาลไม่แน่นอน
ภูมิใจไทยต้องมีทั้งเพื่อไทยและกล้าธรรมในรัฐบาล สามพรรคมีเสียง ส.ส.รวมกัน 325 ซึ่งทำให้ไม่ว่าเพื่อไทยถอนตัวหรือกล้าธรรมถอนตัว รัฐบาลภูมิใจไทยก็ยังมี ส.ส.เกิน 250 ขณะที่ถ้าไม่มีกล้าธรรม เสียงรัฐบาลภูมิใจไทยกับเพื่อไทยและพรรคเล็กอาจอยู่แค่ 287 ซึ่งล้มทันทีที่เพื่อไทยถอนตัว
ถ้าภูมิใจไทยไม่มีกล้าธรรม ภูมิใจไทยก็จะเป็นลูกไก่ในกำมือเพื่อไทยไม่รู้จบ โจทย์ของพรรคขั้วอนุรักษนิยมคือ จะแบ่งอะไรให้ใครในสถานการณ์ที่ทุกฝ่ายแยกกันไม่ได้
และโจทย์ที่อันตรายที่สุดคือ จะเกิดอะไรหากคุณธรรมนัสรียูเนียนเพื่อไทยเช็กบิลรัฐบาล
ขั้วใหม่ของการเมืองไทยในอุ้งมืออนุรักษนิยมยังไม่นิ่ง และคุณอนุทินไม่ใช่บอสใหญ่ของศึกนี้อย่างที่ภูมิใจไทยต้องการ
