bg-single

ครม.ลูกเทพ กับอนาคตของรัฐบาล

13.03.2026

บทความพิเศษ | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์

ครม.ลูกเทพ กับอนาคตของรัฐบาล

รัฐบาลภูมิใจไทยถูกสื่อวิจารณ์แล้วว่าเป็นรัฐบาล “ลูกเทพ” หรือรัฐบาล “ลูกบังเกิดเกล้า” ทั้งที่ยังไม่โหวตนายกฯ หรือเปิดประชุมสภา

แน่นอนว่า คุณอนุทิน ชาญวีรกูล และพรรคภูมิใจไทยหงุดหงิดคำวิจารณ์แบบนี้แน่

แต่ยังไม่มีใครตอบโต้หรือขู่ฟ้อง ทั้งที่คำวิจารณ์แบบนี้เข้าข่ายฟ้องได้ตามมาตรฐานภูมิใจไทย

ปฏิกิริยาแบบนี้เป็นสัญญาณว่าไม่มี “ฮันนีมูน” สำหรับคุณอนุทินและภูมิใจไทย

และจริงๆ ก็ไม่ควรมี เพราะคุณอนุทินและพรรคเป็นรัฐบาลเกินครึ่งปีแล้วตั้งแต่เดือนกันยายน 2568

แต่ปัญหาคือ คำวิจารณ์ว่า “ลูกเทพ” หรือ “ลูกบังเกิดเกล้า” เป็นคำวิจารณ์ที่ทำลายความชอบธรรมรัฐบาลได้ทันที

วาทกรรม “ลูกเทพ” ทำให้คนฟังเห็นภาพว่าคุณอนุทินตั้งรัฐมนตรีโดยดูว่าใครเป็นลูกใครหลานใคร หรือใครเป็น “ลูกบังเกิดเกล้า” ของใคร แต่ไม่สนใจความรู้, ความสามารถ, ประสบการณ์ และนโยบายของคนเป็นรัฐมนตรีว่าเหมาะสมหรือไม่

ส่วนคนฟังจะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่วิจารณญาณแต่ละคน

นักการเมืองและสื่อมักใช้คำว่า “วาทกรรม” แบบผิดๆ ว่าหมายถึง “ความเท็จ” หรือ “ความลวง”

แต่ที่จริงวาทกรรมหมายถึงคำอธิบายรวบยอดที่สังคมมีต่อเรื่องต่างๆ ซึ่งอาจเป็นจริงก็ได้, ไม่จริงก็ได้ หรือจริงบ้างไม่จริงบ้างก็ได้อีก เพียงแต่เงื่อนไขคืออะไรที่เป็นวาทกรรมคือสิ่งที่สังคมเชื่อว่าเป็นจริง

ถ้าถามว่า “ลูกเทพ” เป็น “ข้อเท็จจริง” หรือไม่?

คำตอบคือโผคณะรัฐมนตรีภูมิใจไทยตอนนี้มี “ว่าที่รัฐมนตรี” กว่า 10 คนที่มาจาก “ตระกูลการเมือง” หรือ “บ้านใหญ่” ที่พ่อแม่เคยเป็นรัฐมนตรีแล้วลูกกำลังจะเป็นรัฐมนตรีต่อ

โดยถ้ารวมโผเพื่อไทยก็จะเท่ากับ ครม.ชุดนี้จะมี “ลูกเทพ” เกือบ 15 คน

คุณสมบัติพื้นฐานของรัฐมนตรีคือ ควรมีความรู้หรือ “วิสัยทัศน์” ในกระทรวงที่ทำงาน ส่วนประสบการณ์ไม่ใช่ “ของมันต้องมี” เพราะไม่มีใครเป็นรัฐมนตรีตั้งแต่เกิด แต่ความรู้เป็นสิ่งที่นักการเมืองทุกคนควรขวนขวายหาได้ เช่นเดียวกับวิสัยทัศน์ที่นักการเมืองควรแสวงหาจากการทำงานในสภา

อย่างไรก็ดี ว่าที่รัฐมนตรีที่สื่อตั้งฉายาว่า “ลูกเทพ” เกือบทั้งหมดไม่เคยแสดงวิสัยทัศน์หรือพูดอะไรเกี่ยวกับกระทรวงที่ตัวเองอยากเป็นรัฐมนตรีเลย

เช่นเดียวกับเกือบทั้งหมดไม่เคยอยู่ในกรรมาธิการหรือมีบทบาทในสภาที่เกี่ยวข้องกับงานในกระทรวงเหล่านี้แม้แต่นิดเดียว

พรรคประชาชนมักถูกพรรคอื่นโจมตีว่าไร้ประสบการณ์จนไม่ควรเป็นนายกฯ หรือรัฐมนตรี ทั้งที่ ส.ส.หลายคนเป็น ส.ส.สมัยที่ 3 และทำงานในกรรมาธิการชุดสำคัญจนมี “ประสบการณ์” ต่อเนื่อง

ส่วน “ลูกเทพ” จำนวนมากเป็นรัฐมนตรีตั้งแต่เป็น ส.ส.สมัยแรกหรือสมัยที่ 2 แต่ไม่ถูกโจมตีแบบนั้นเลย

“ลูกเทพ” คือหลักฐานว่าแกนกลางของรัฐบาลนี้คือการระดม “ตระกูลการเมือง” และ “บ้านใหญ่” เพื่อแบ่งเก้าอี้คณะรัฐมนตรีตามจำนวน ส.ส.ในสังกัดโดยไม่คำนึงถึงความรู้, ความสามารถ, ความเหมาะสม หรือวิสัยทัศน์ โดยทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่ทำกันมาแล้วจากพ่อแม่สู่ลูก อย่างต่ำ 2 ชั่วคน

ยกตัวอย่างง่ายๆ ว่าที่รัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทยและเพื่อไทยอย่างคุณอนุทิน, คุณไชยชนก ชิดชอบ, คุณวราวุธ ศิลปอาชา, คุณเอกนัฏ พร้อมพันธุ์, คุณยศชนัน วงศ์สวัสดิ์, คุณจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์, คุณภราดร ปริศนานันทกุล, คุณซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ฯลฯ ล้วนเติบโตใน “ตระกูลการเมือง” ซึ่งมีบทบาทในการเมืองไทยตั้งแต่รุ่นพ่อมาตั้งแต่ทศวรรษ 2520 คิดเป็นเวลาเท่ากับเกือบ 50 ปี!

แน่นอนว่า “ตระกูลการเมือง” เข้าสู่อำนาจผ่านการเลือกตั้งโดยประชาชน แต่ชัยชนะของ “ตระกูลการเมือง” กลุ่มเดิมครึ่งศตวรรษ หมายถึง การกีดกันคนอื่นผ่านการเลือกตั้งครึ่งศตวรรษจนคนเหล่านี้เป็น “ชนชั้นนำการเมือง” ที่ออกลูกหลานเป็น “ลูกเทพ” ที่มีตำแหน่งเกือบครึ่งคณะรัฐมนตรี

“ตระกูลการเมือง” เป็นปรากฏการณ์ที่พบได้ในหลายสังคม แต่มีไม่กี่สังคมที่ตระกูลการเมืองเดิมๆ ได้เป็นรัฐมนตรีทุกคนมาตลอด 50 ปี และปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้งหมดนี้เป็น “อาการ” ของการเลือกตั้งและประชาธิปไตยที่บิดเบี้ยวจากระดับพื้นที่สู่ระดับชาตินานเกือบครึ่งศตวรรษอย่างชัดเจน

คุณอนุทินทำให้คนจำนวนมากเชื่อว่าคือคนโปรดของ “อำนาจเก่า” ซึ่งมักเรียกรวมๆ ว่า “รัฐพันลึก” หรือ “ฝ่ายอนุรักษนิยม”

และยุทธวิธีที่คุณอนุทินใช้เพื่อชนะเลือกตั้ง คือดึงเทคโนแครตเข้าพรรคเพื่อลบภาพ “ตระกูลการเมือง” ซึ่งโฉมหน้าว่าที่รัฐมนตรีรอบนี้ทำให้คุณอนุทินใช้วิธีนี้ไม่ได้ต่อไป

“ลูกเทพ” จะทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาลหลังเลือกตั้ง เช่นเดียวกับเรื่องซื้อเสียงหรือเรื่องโกงเลือกตั้งที่ไม่มีทางหายไปจากความรู้สึกนึกคิดของประชาชนจนใครพูดเรื่องนี้ก็พร้อมจะมีคนเชื่อทันที

คุณชวน หลีกภัย คืออดีตนายกฯ ที่คนจำนวนหนึ่งกล่าวหาว่าเชื่องช้าและฟังแต่ข้าราชการ แต่ในอีกด้าน คุณชวนคืออดีตนายกฯ ที่วิจารณ์การซื้อเสียงมากที่สุด ซ้ำยังวิจารณ์ขั้นบอกว่าระบบราชการทำให้การซื้อเสียงสูงขึ้น ตัวอย่างเช่น ชี้เป้าว่าเลือกตั้งรอบนี้มีการใช้ อสม.และกำนันผู้ใหญ่บ้านซื้อเสียงอย่างไร

ซื้อเสียงเป็นเรื่องใหญ่ของการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างที่ทุกคนรู้กัน และพรรคที่แข่งกันซื้อก็มี 3 พรรคแบบที่หลายคนทราบด้วย แต่ที่หลายคนอาจไม่รู้ชัดๆ คือเลือกตั้งครั้งนี้ 3 พรรคจ่ายเงินซื้อเสียงสูงขึ้น เงินที่ให้ ส.ส.ในเขตเยอะขึ้น

รวมทั้งมีการใช้กลไกรัฐเพื่อซื้อเสียงอย่างเป็นระบบกว่าที่ผ่านมา

ประเด็นที่คุณชวนพูด คือพรรคการเมืองใช้ อสม.และกำนันผู้ใหญ่บ้านซื้อเสียงอย่างไร เรื่องนี้เก่า แต่คุณชวนให้ข้อมูลใหม่ว่านักการเมืองจ่ายเงินก้อนให้ อสม.ซื้อเสียงโดยระบุจำนวนครอบครัวซึ่งต้องจ่ายอย่างเป็นระบบ รวมทั้งใช้มหาดไทยให้ไปใช้กำนันผู้ใหญ่บ้านซื้อเสียงต่อด้วยเช่นกัน

ต่อให้คุณชวนไม่ได้ระบุว่า อสม.และกำนันผู้ใหญ่บ้านซื้อเสียงให้ใคร พรรคไหนคุมมหาดไทยและ อสม.ต่อเนื่อง เป็นเรื่องที่เด็กประถมยังรู้ คำพูดคุณชวนจึงส่งผลสะเทือนมากจนกระทรวงมหาดไทยและกรมการปกครองต้องแถลงปฏิเสธ ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขยังเฉยๆ ไม่ได้พูดอะไร

มีหลักฐานมากมายที่ทำให้คนเชื่อว่าเลือกตั้งครั้งนี้โคตรโกง บาร์โค้ดไม่ลับกับการนับคะแนนพรรคประชาชนเป็นภูมิใจไทยถูกจับได้ที่สุพรรณจนเถียงไม่ได้ คำพูดคุณชวนเรื่องซื้อเสียงตอกย้ำปัญหาโกงเลือกตั้งหนักขึ้นอีก และในที่สุดคนที่ได้รับผลกระทบสูงสุดคือรัฐบาลหลังเลือกตั้งเอง

เสียดายที่คุณชวนไม่พูดต่อว่าหน่วยราชการที่มีปัญหานี้ไม่ได้มีแค่นี้ เพราะข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกรก็ถูกนักการเมืองบางพรรคใช้เป็นเครื่องมือซื้อเสียงด้วย ขนเงินผ่านยานพาหนะราชการก็มี ถึงจะยังไม่ทำอย่างกว้างขวางและ “เป็นระบบ” เท่าพรรคแรกก็ตาม

ประชาธิปไตยเชื่อว่าประชาชนคือเจ้าของอำนาจสูงสุด (Pouvoir Constituant) รัฐบาลซึ่งชอบธรรมแบบประชาธิปไตยจึงต้องเข้าสู่อำนาจโดยมีจุดเกาะเกี่ยวกับ “ประชาชน” หรือ “โหวตเตอร์” ให้มากที่สุด ใครมีจุดเกาะเกี่ยวมากก็ชอบธรรมมาก และใครมีจุดเกาะเกี่ยวน้อยก็ชอบธรรมน้อยโดยปริยาย

นักการเมืองที่ทำอะไรทุเรศมักอ้างว่าทุกรัฐบาลและทุกพรรคมาจาก “การเลือกตั้ง” จนมี “ความชอบธรรม” เหมือนกัน แต่แค่มาจากเลือกตั้งไม่พอจะให้ความชอบธรรมกับใคร เพราะการเลือกตั้งคือข้อบังคับพื้นฐานในการเข้าสู่อำนาจ ไม่ว่ารัฐบาลไหนก็ต้องผ่านการเลือกตั้งจนไม่ควรเอามาคุย

ความชอบธรรมของรัฐบาลขึ้นอยู่กับ “ความเกาะเกี่ยว” กับประชาชน รัฐบาลจากพรรคชนะอันดับ 1 จึงชอบธรรมกว่ารัฐบาลที่แพ้เลือกตั้ง รัฐบาลเสียงข้างมากชอบธรรมกว่ารัฐบาลเสียงข้างน้อย และรัฐบาลที่ไม่โกงจึงชอบธรรมกว่ารัฐบาลซื้อเสียง เพราะอธิบายได้มากกว่าว่าเป็นตัวแทนประชาชน

มองในอีกแง่ เมื่อใดที่ประชาชนมองว่ารัฐบาลซื้อเสียง หรือชนะเลือกตั้งเพราะใช้ระบบราชการช่วยกันโกง เมื่อนั้นการเลือกตั้งที่ควรเป็น “จุดเกาะเกี่ยว” ระหว่างประชาชนกับรัฐบาลย่อมคลายความน่าเชื่อถือลง จนรัฐบาลพูดไม่ได้เต็มปากเต็มคำว่าเป็นตัวแทนประชาชนจริงๆ

ด้วยปัญหาเรื่องคณะรัฐมนตรี “ลูกเทพ”

และความเชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เต็มไปด้วยการซื้อเสียงที่พรรคใหญ่ๆ “โกงเลือกตั้ง” อย่างประเจิดประเจ้อขั้นใช้ข้าราชการเป็นเครื่องมือ

รัฐบาลชุดนี้มีชะตากรรมน่าหวาดเสียวไม่ต่างกับเรือบรรทุกน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซที่ไม่รู้ว่าเมื่อใดจม

รัฐบาล “ลูกเทพ” ไม่ได้เป็นแค่วาทกรรมด้อยค่ารัฐบาล

แต่เป็นกระจกสะท้อนความไม่ศรัทธารัฐบาลที่เริ่มต้นตั้งแต่รัฐบาลยังเปิดประชุมสภาหรือเลือกนายกรัฐมนตรี



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สิทธิที่จะนั่ง
เส้นทาง ความคิด ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ สถานะ มนุษยภาพ
จากนาราถึงรมณีนาถ : การเล่าประวัติศาสตร์ยุคสมัยใหม่ผ่านคุก (จบ)
เชลยศึกสงครามลาว (46)
ชีวิตทางการเมือง ของพระสารสาสน์พลขันธ์ (29)
E-DUANG | ความเปราะบาง อำนาจ การเมือง เบื้องหน้า สถานการณ์ “โกงส.ว.”
รัฐประหาร 2520 ! | สุรชาติ บำรุงสุข
ศุภชัย เบรกกระแสฮั้วสว. ปม‘สำนวนคณะ 26’ ชี้ต้นทางยังพิสูจน์ไม่ได้ เตือนอย่าเพิ่งเชื่อเพียงเพราะเขาพูดกันมา
“ประชาธิปัตย์” ต้อนรับ “ปุ๊น ตรีรัตน์” ร่วมพรรค มอบบทบาทเสริมทัพนโยบายพลังงาน-เศรษฐกิจ ชูเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อประชาชน
‘โครงการหิ่งห้อย’ โดย CKPower ส่งต่อความเชี่ยวชาญ สู่พลังขับเคลื่อนความยั่งยืน
ผู้คิดค้น Bluetooth ให้เราฟังเพลงเพราะๆ
จากฮอร์มุซสู่มะละกา : ข้อคิดเรื่องความเสี่ยงทางภูมิเศรษฐศาสตร์