บทความพิเศษ | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
สงครามอิหร่านกำลังจะครบ 1 เดือนในวันที่ 28 มีนาคม โดยยังไม่มีวี่แววว่าสหรัฐจะชนะสงครามเลย
โดนัลด์ ทรัมป์เริ่มสงครามโดยประกาศว่าสงครามจะจบใน 1 เดือน ส่วนอิสราเอลกลับประกาศกลางเดือนมีนาคมว่าสงครามจะยืดเยื้อไปไม่ต่ำกว่า 3 อาทิตย์ ซึ่งแปลว่าสงครามอิหร่านไม่เป็นอย่างที่ทรัมป์คุยโว
สำหรับคนที่ถามว่าสงครามไม่จบแล้วไง คำตอบคือ สงครามทำให้น้ำมันขาดแคลน และทุกครั้งที่น้ำมันแพงขึ้น 5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันในไทยจะสูงขึ้นลิตรละ 1 บาท แปลว่าหากราคาน้ำมันพุ่งถึง 200 ดอลลาร์อย่างที่อิหร่านประกาศ ราคาน้ำมันในไทยจะพุ่งเป็นลิตรละ 70 บาททันที
สงครามอิหร่านกระทบการค้ายูเรียโลก 22%, กระทบอุปทานอะลูมิเนียมโลก 24%, กระทบการผลิตกำมะถันสำหรับปุ๋ยทั้งโลก 45% และ 1 ใน 3 ของการผลิตก๊าซฮีเลียมที่อุตสาหกรรมชิปต้องใช้ผลิตโทรศัพท์มือถือ, รถ EV และเซิร์ฟเวอร์ AI
หรือพูดง่ายๆ ไม่มีใครรอดพ้นผลกระทบจากสงคราม
สิ่งเดียวที่ทำให้สหรัฐดูเป็นผู้ชนะสงครามคือคำพูดซ้ำๆ ของทรัมป์ว่าตัวเองชนะสงคราม
แต่ชัยชนะในสงครามคือการบรรลุเป้าหมายที่ผู้ชนะตั้งไว้ก่อนสงคราม หรือไม่ก็นิยามแบบเคลาเซวิทซ์ว่า การทำลายศัตรูจนสิ้นสภาพที่จะต่อต้าน, ต่อสู้ หรือเป็นปฏิปักษ์ ซึ่งสหรัฐยังไม่ใกล้จุดนั้นแม้แต่นิดเดียว
ไม่มีใครรู้เป้าหมายของสงครามอิหร่านแม้แต่ทรัมป์เอง บทความ Joseph Gedeon ใน The Guardian พบว่า ข้ออ้างทรัมป์มีตั้งแต่กำจัดนิวเคลียร์, ล้างแค้นกรณีจับตัวประกันสหรัฐปี 1979, กำจัดผู้นำ, เปลี่ยนระบอบ ฯลฯ ซึ่งเท่ากับสหรัฐรบตามใจทรัมป์โดยไม่รู้ว่าตอนไหนที่ชนะจนต้องหยุดทำสงคราม
“ผู้ก่อการร้าย” คือหนึ่งในข้ออ้างที่ทรัมป์ใช้หว่านล้อมให้คนสนับสนุนสงคราม ประเด็นคือ อิหร่านต่างจากประเทศที่สหรัฐทำสงครามอย่างอิรัก, ซีเรีย, อัฟกานิสถาน หรือลิเบีย เพราะไม่ได้มีบทบาทเป็นภัยคุกคามประเทศอื่นหรือป่วน “ระเบียบโลก” ระดับที่ประเทศเหล่านั้นเคยทำหรือถูกเชื่อว่าทำ
ข้ออ้างของสหรัฐคือ อิหร่านสนับสนุนฮามาสซึ่งสหรัฐ, อิสราเอล และหลายประเทศขึ้นบัญชีเป็น “ผู้ก่อการร้าย”
แต่ปัญหาคือ สหประชาชาติไม่เคยขึ้นบัญชีว่าฮามาสเป็นผู้ก่อการร้าย การประชุมเพื่อลงมติเรื่องนี้ในปี 2018 และ 2023 มีประเทศที่โหวตฮามาสเป็นผู้ก่อการร้ายไม่ถึง 2 ใน 3 จนแพ้มติไป
ขณะทรัมป์อ้างว่า อิหร่านเป็น “ภัยคุกคามเร่งด่วน” (Imminent Threat) จนต้องทำสงคราม ประเด็นคือ ประเทศอื่นไม่ได้มองอิหร่านแบบนั้น
สงครามอิหร่านกลายเป็นสงครามของทรัมป์กับอิสราเอล จนทรัมป์ยังหาพันธมิตรไม่ได้ และโอกาสที่สงครามจะจบภายใน 1 เดือนยิ่งยากกว่าที่ทรัมป์ประเมิน
น่าสังเกตว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐระดับสูงก็ไม่ได้ถือว่าอิหร่านคือ “ภัยคุกคามเร่งด่วน” แบบทรัมป์โจมตี
“โจ เค้นท์” ผอ.ศูนย์ต่อต้านการก่อการร้าย (NCTC) ถึงกับลาออกเพราะไม่เห็นด้วยที่ทรัมป์พาสหรัฐเข้าสงคราม ซ้ำยังระบุต่อว่าสงครามอิหร่านเกิดจากความต้องการของอิสราเอลและเครือข่ายเอง
พูดตรงๆ โปรไฟล์ของเค้นท์ด้านต่อต้านก่อการร้ายสูงกว่าทรัมป์ราวฟ้ากับดิน เพราะเค้นท์เคยเป็นทหารพราน, ทหารพลร่ม และทำงานข่าวกรองให้ซีไอเอ ส่วนภรรยาเค้นท์เป็นเจ้าหน้าที่สนับสนุนหน่วยซีลของสหรัฐ ซึ่งตายในปี 2019 เพราะกลุ่มระเบิดพลีชีพในซีเรีย
อันที่จริงรอยเตอร์เคยรายงานว่า กระทรวงกลาโหมสหรัฐแจ้งต่อสมาชิกรัฐสภาสหรัฐในวันที่ 1 มีนาคมว่า หน่วยข่าวกรองสหรัฐไม่เคยมีข้อมูลเรื่องอิหร่านจะโจมตีสหรัฐก่อน
หรือเท่ากับว่าอิหร่านไม่ใช่ “ภัยคุกคามเร่งด่วน” แบบที่ทรัมป์ใช้เป็นข้ออ้างในการทำสงครามอย่างแน่นอน
แน่นอนว่า สงครามอิหร่านไม่ใช่ครั้งแรกที่สหรัฐทำสงครามในต่างแดน แต่สงครามอิหร่านเป็นครั้งแรกที่สหรัฐทำสงครามโดยไร้เหตุผลที่สุด มีข้ออ้างในการทำสงครามน้อยที่สุด และแทบไม่มีอะไรให้ปฏิเสธได้ว่าสงครามครั้งนี้มีวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากความต้องการของทรัมป์เอง
เมื่อเทียบกับประธานาธิบดีบุชที่ทำสงครามอิรักปี 1990 หลังกองทัพอิรักบุกยึดครองคูเวต สิ่งที่บุชทำตอนนั้นคือ ประณามว่าการที่ประเทศใหญ่รุกรานประเทศเล็กเป็นการล้มล้างระเบียบโลก จากนั้นบุชผลักดันกับประเทศต่างๆ จนสหประชาชาติมีมติจนมอบให้ 35 ประเทศทำสงครามไล่อิรักผู้รุกราน
ในสปีชบุชต่อสภาสหรัฐวันที่ 11 กันยายน เรื่องความจำเป็นของสงคราม บุชระบุว่า โลกยุคหลังสงครามเย็นคือโลกแห่งความร่วมมือผ่าน UN เพื่อให้ “การปกครองโดยกฎหมาย” (Rule of Law) แทนที่ “กฎของป่า” (Law of the Jungle) โดยประชาธิปไตย, แก้ไขความขัดแย้งโดยสันติ และความมั่นคงร่วม
สงครามอิรักไม่ได้เริ่มต้นเมื่อสหรัฐไม่พอใจอิรักแล้วทำสงคราม แต่สหรัฐชี้ว่าอิรักคุกคาม “ระเบียบโลกใหม่” (New World Order) ที่เป็น “วาระใหม่” ของโลกหลังสงครามเย็น และนานาชาติมีมติในนาม UN ว่าให้อิรักถอนทหารก่อนมอบหมายให้ 35 ประเทศทำสงครามขับไล่อิรักในวันที่ 29 พฤศจิกายน
เห็นได้ชัดว่า ขณะที่ทรัมป์ทำสงครามอิหร่านโดยไม่มีเหตุผลเกี่ยวกับโลกและไม่สนใจ UN เลย บุชกลับทำสงครามอิรักโดยอ้าง “ระเบียบโลก” และเจรจาจนหลายประเทศเชื่อว่าอิรักมี “อาวุธทำลายล้างอานุภาพสูง” (WMD) แล้วร่วมมือจน UN มีมติให้สหรัฐเป็นผู้นำประเทศพันธมิตรทำสงคราม
นักวิชาการจำนวนมากอธิบาย “ระเบียบโลกใหม่” ตามกระบวนท่าทางปัญญาที่ต่างกัน แซมูเอล ฮันติงตัน เขียน “การปะทะระหว่างอารยธรรม” (The Clash of Civilizations) ว่าศาสนาและวัฒนธรรมคริสเตียน-ขงจื๊อ-อิสลามจะเป็นความขัดแย้งหลักของโลก ซึ่งแน่นอนว่านำไปสู่การต่อต้านอิสลาม
Empire ของอันโตนิโอ เนกรี และไมเคิล ฮาร์ท อธิบาย “ระเบียบโลกใหม่” ในแบบที่แตกต่างกัน ทั้งคู่เห็นว่าโลกใหม่เหมือน “จักรวรรดิ” ที่ไม่มีรัฐชาติใดเป็นศูนย์กลาง แต่คือสถาบันระหว่างประเทศ, บรรษัทข้ามชาติ และเครือข่ายรัฐชาติซึ่งประชาชนทั่วโลกต้องต่อต้านตลอดเวลา
แน่นอนว่า The Clash of Civilizations และ Empire วางอยู่บนความรู้, อุดมการณ์ และมุมมองต่อภูมิรัฐศาสตร์ของ “ระเบียบโลกใหม่” ที่ต่างกัน (Loci of Enunciation) แต่ประเด็นคือ ทั้งหมดเห็นว่าไม่มีประเทศใดเป็นศูนย์กลางโลก ขณะที่ทรัมป์ในสงครามอิหร่านทำเหมือนโลกมีศูนย์กลางที่ตัวเอง
สหรัฐคือมหาอำนาจที่แข็งแกร่งกว่าประเทศอื่นจริง แต่สหรัฐไม่ใช่ศูนย์กลางโลก ทรัมป์คิดผิดที่ทำราวตัวเองเป็นจักรพรรดิของจักรวรรดิที่ถนนทุกสายมุ่งสู่กรุงโรม
หลักฐานง่ายๆ คือทรัมป์คุยว่าชนะอิหร่าน แต่ขอให้นานาชาติช่วยรบอิหร่าน ซึ่งแปลว่าสหรัฐยังไม่ชนะและไม่มีปัญญาชนะด้วยตัวเอง
ความไร้น้ำยาของสหรัฐปรากฏอย่างเต็มที่ทันทีที่ขอให้นาโต้, ญี่ปุ่น, จีน, เกาหลีใต้ ฯลฯ ส่งเรือรบเข้าช่องแคบฮอร์มุซ ข้ออ้างทรัมป์คือ ทุกประเทศเดือดร้อนหลังอิหร่านปิดเส้นทางส่งน้ำมันจนต้องร่วมรบ แต่ทุกประเทศไม่รบ พวกเขาไม่ได้เริ่มสงครามนี้ และบางชาติถามว่าทรัมป์รบอิหร่านเพื่ออะไร
ต่อให้ทรัมป์หว่านล้อมว่า ความร่วมมือทุกชาติจะทำให้สงครามอิหร่านจบเร็ว แทบทุกชาติโต้แย้งว่าสหรัฐไม่เคย “ตัดสินใจร่วม” (Joint Decision) กับใครเรื่องรบอิหร่าน นาโต้ไม่ได้จัดตั้งเพื่อรบนอกพื้นที่ การส่งเรือรบเข้าช่องแคบฮอร์มุซไม่แก้ปัญหา ซ้ำยังอาจทำให้สงครามอิหร่านยืดยาวกว่าเดิม
ทรัมป์เริ่มสงครามอิหร่านด้วยความเข้าใจผิดว่าตัวเองคือกษัตริย์ของระเบียบโลกใหม่ ทั้งที่โลกไม่ได้เป็นแบบที่ทรัมป์คิด คำประกาศให้นานาชาติร่วมรบคือใบเสร็จว่าทรัมป์รู้ว่าตัวเองชนะอิหร่านยากกว่าที่คิด และที่แย่กว่านั้นคือ ทุกประเทศพร้อมปล่อยให้ทรัมป์พังจนต้องหยุดสงครามเอง
อิหร่านเป็นปัญหาของโลกหรือไม่นั้น ยังเถียงกันได้ แต่ทรัมป์ทำลายระเบียบโลกใหม่ แล้วแทนที่ด้วยระเบียบมาเฟีย (Law of Jungle) ไม่ใช่เรื่องที่โลกต้องการอย่างแน่นอน
