บทความพิเศษ | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
ในที่สุดประเทศไทยก็มีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ซึ่งเกือบครึ่งเป็นรัฐมนตรีมาแล้วทุกรัฐบาล หรือถ้าเป็นคนหน้าใหม่ก็ล้วนเป็นคนที่เป็น “ลูกบังเกิดเกล้า” ของ “บ้านใหญ่” ซึ่งเป็นรัฐมนตรีมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ ไม่อย่างนั้นก็คือกลุ่มอดีตข้าราชการคลัง-กฤษฎีกา-ต่างประเทศ อย่างที่ทุกคนเห็นกัน
ครม.มีคนหน้าใหม่เป็น “เด็กฝึกงาน” ถึง 14 คนแต่ไม่มีใครวิจารณ์ “เด็กฝึกงาน” กลุ่มนี้เลย ทั้งที่ปี 2566 เพื่อไทยเคยโจมตีว่าพรรค “ก้าวไกล” ซึ่งชนะอันดับ 1 ไม่ควรเป็นรัฐบาลเหมือน “สามเณร” ไม่ควรเป็น “เจ้าอาวาส” หรือคุณอนุทิน ชาญวีรกูล เคยประกาศว่า ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศของ “เด็กฝึกงาน”
คุณอนุทินให้สัมภาษณ์หลังประกาศรายชื่อ ครม.ว่า บ้านเมืองไม่ใช่ที่ “ทดลองงาน” ตัวคุณอนุทินจึงจะมี KPI ประเมินการทำงานรัฐมนตรีทั้งหมด แต่ประเด็นคือ KPI เป็นคำพูดลอยๆ ของคุณอนุทินที่ไม่มีใครรู้ว่ามีจริงหรือไม่และคืออะไร จึงไม่มีอะไรเป็นหลักประกันคำพูดนี้แม้แต่นิดเดียว
ตัวอย่างง่ายๆ คุณไชยชนก ชิดชอบ เป็น ส.ส.สมัยแรกแค่ปีเศษๆ ก็เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ตั้งแต่อนุทิน 1 จนปัจจุบัน แปลว่าคุณไชยชนกเข้าข่าย “เด็กฝึกงาน” ซึ่งคุณอนุทินถือว่าเป็นได้ดี ประเด็นคือ ผลงานคุณไชยชนกที่ดีเยี่ยมจนผ่าน KPI คุณอนุทินคืออะไร? และทำไมประชาชนจึงไม่เห็นผลงานนั้น?
เป็นอันว่า ปัญหา “เด็กฝึกงาน” คือวาทกรรมที่โผล่มาเพื่อโจมตีพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และ “พรรคก้าวไกล” รวมทั้งณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ และ “พรรคประชาชน” เท่านั้น ต่อให้คนเหล่านั้นจะเป็น ส.ส.มา 3 สมัย และหลายคนจะอายุ 40 เศษๆ มากกว่ารัฐมนตรี “เด็กฝึกงาน” หลายคนในรัฐบาลคุณอนุทิน 1 และ 2 ก็ตาม
นอกจากรัฐมนตรีจำนวนมากจะเป็น “เด็กฝึกงาน” การเลือกคนเป็นรัฐมนตรีก็มาจากระบบโควต้าที่จัดสรรเก้าอี้ตามเงิน, จำนวน ส.ส.ในสังกัด และอิทธิพลในแต่ละพรรค
“เด็กฝึกงาน” ในรัฐบาลนี้จึงไม่ได้มีที่มาจากความรู้, ความสามารถ, ประสบการณ์ หรือเป็นตัวแทนปัญหาประชาชนกลุ่มใด
“รัฐมนตรีขาประจำ” คือคนอีกกลุ่มซึ่งเป็นแกนรัฐบาล แต่คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็น “รัฐมนตรีตลอดกาล” แต่ “ไร้ผลงานตลอดชีวิต” จนจำไม่ได้ว่าทำอะไรทั้งที่เป็นรัฐมนตรีในทุกรัฐบาลมาเกือบ 20 ปี เพียงเพราะมี ส.ส.หรือบ้านใหญ่ในสังกัดมากจนใช้คนเหล่านี้ไปต่อรองจนได้เป็นรัฐมนตรีตลอดมา
อดีตนายกฯ คนหนึ่งบอกผมว่า ต้องใช้เวลาไม่ต่ำ 6 เดือนกว่านายกฯ และรัฐมนตรีจะ “รู้งาน” และด้วยวิธีตั้งรัฐบาลแบบนี้ กลไกผลักดันนโยบายรัฐบาลต้องมาจากคุณอนุทินเองและ “สี่จตุรเทพ” อย่างคุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ และกลุ่มอดีตข้าราชการแน่ๆ ไม่ใช่รัฐมนตรีขาประจำและหน้าใหม่ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าไม่ได้ความ
ประเด็นมีอยู่นิดเดียวว่า คุณอนุทินจะพาประเทศไปในทิศทางไหนคือเรื่องที่ยังไม่มีใครรู้สักคน
จุดเด่นของคุณอนุทินคือ การบริหารการเลือกตั้งจนมี ส.ส.ถึง 191 ที่นั่งทั้งที่คนเลือกทั้งประเทศ 6.46 ล้านคน
แต่จุดอ่อนของภูมิใจไทยคือมี “ข้อเสนอ” หรือ “นโยบาย” บริหารประเทศน้อยมากจนไม่มีใครจำได้ว่าพรรคใช้นโยบายอะไรหาเสียงในการเลือกตั้ง 2562, 2566 และ 2569 นอกจากรักชาติกว่าทุกคน
ถ้าพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาล เรารู้ทันทีจากการหาเสียงว่า “วาระ” รัฐบาลคือปฏิรูปกองทัพ เพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ฯลฯ เช่นเดียวกับรู้วาระเพื่อไทยถ้าได้ตั้งรัฐบาล แต่คุณอนุทินไม่ขึ้นเวทีดีเบต และภูมิใจไทยก็ไม่ได้เน้นหาเสียงด้วยนโยบายเท่ากับเรื่องรักชาติและเรื่องสถาบัน
คนสำคัญในทำเนียบคุยกับผมก่อนโปรดเกล้าฯ ครม.ว่าเรื่องที่คุณอนุทินทำตอนเป็นนายกฯ รอบแรกคือการทำอะไรที่ไม่ “ฝืนรัฐ” เลย
ความหมายโดยนัย (Allegory) ของเรื่องนี้คือพรรคประชาชน (หรือรวมถึงเพื่อไทย) ทำอะไรที่ “ฝืนรัฐ” เยอะไปหมด ขณะที่พรรคภูมิใจไทยไม่ได้ทำแบบนั้นเลย
อย่างไรก็ดี ถ้าคุณอนุทินและภูมิใจไทยจะเป็นรัฐบาลบนหลักการ “ไม่ฝืนรัฐ” ผลที่จะเกิดขึ้นตามมาคือ รัฐบาลอนุทิน 2 จะเป็นรัฐบาลที่ “นโยบายราชการ” กลายเป็น “นโยบายรัฐบาล” เต็มไปหมด นั่นแปลว่า ประชาชนเสียโอกาสที่จะได้นโยบายซึ่งสะท้อนความต้องการประชาชนจริงๆ ไปทันที
ราชการกำหนดนโยบายเพื่อคนกลุ่มไหนเป็นเรื่องเถียงกันได้นาน
แต่เรื่องที่ไม่ต้องเถียงคือ ไม่มีใครกำหนดนโยบายได้ “รอบคอบ” และ “รอบด้าน” จนปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนได้ทั้งหมด
รัฐบาลและสภาจึงต้องเป็น “ตัวกลาง” ในการกำหนดนโยบายซึ่งอาจ “ฝืนรัฐ” หรือ “ไม่ฝืนรัฐ” ก็ได้
ยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพขึ้น สงครามอิหร่านทำให้น้ำมันขาดแคลนและน้ำมันแพงจนเห็นอันตรายของการพึ่งพิงน้ำมันมากไป นักการเมือง, นักวิชาการ และประชาชนที่เสนอเรื่องพลังงานหมุนเวียน, โซลาร์เซลล์ หรือพลังงานทดแทนมีเยอะไปหมด แต่ทั้งหมดนี้ไม่ใช่นโยบายรัฐราชการไทย 100%
ข้อดีของปัญหาน้ำมันรอบนี้คือ ทำให้คนไทยตาสว่างว่าประเทศนี้มี “ไอ้โม่ง” กับ “กลุ่มทุนพลังงาน” ที่มีตำแหน่งในรัฐบาลทั้งที่มี “ผลประโยชน์ทับซ้อน”
แต่ทุกพรรคที่เป็นแกนนำรัฐบาลตั้งแต่ปี 2562 – 2569 กลับตั้งคนแบบนี้เป็นรัฐมนตรีในทุกรัฐบาล โดยรัฐราชการไม่แตะต้องนโยบายเพื่อคนกลุ่มนี้เลย
พลังงานแสงอาทิตย์เป็นเรื่องที่ทุกคนรู้ว่าไทยควรใช้ให้สูงกว่าที่ผ่านมา แต่ถ้าใช้พลังงานประเภทนี้มากขึ้น ความต้องการซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้าก็น้อยลงจนการไฟฟ้าซื้อไฟจากโรงไฟฟ้าเอกชนน้อยลง รวมทั้งการพึ่งพิงก๊าซและน้ำมันก็ลดลงด้วย กระทรวงพลังงานจึงไม่เคยผลักดันนโยบายนี้จริงจัง
รัฐบาลควรสนับสนุนให้คนไทยใช้โซลาร์เซลล์เพิ่มขึ้นหรือไม่? คำตอบคือควรแน่ๆ แต่ไม่มีพรรคแกนนำรัฐบาลไหนทำ เพราะจะกระทบเงินเจ้าของโรงไฟฟ้าและโรงกลั่นทั้งหมด นโยบายที่ “ไม่ฝืนรัฐ” แบบนี้ทำให้คนไทยเสียประโยชน์ และประเทศไทยได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงยามสงคราม
ควรสังเกตด้วยว่า “ทุนพลังงาน” เป็นกลุ่มทุนเดียวที่มีรัฐมนตรีในรัฐบาลทุกชุดตลอดเวลา นโยบายราชการและรัฐบาลด้านพลังงานจึงถูก “กำหนด” หรืออย่างต่ำคือ “กำกับ” โดย “ทุนพลังงาน” โดยตลอด ขณะที่เสียงประชาชนไม่มีผลต่อนโยบายพลังงานระดับเดียวกับกลุ่มทุนพลังงานเลย
นี่คือตัวอย่างง่ายๆ ว่า ทำไมพรรคการเมืองและรัฐบาลจำเป็นต้อง “ฝืนรัฐ” ไม่อย่างนั้น “ทุนพลังงาน” ที่คุมรัฐบาลก็จะคุมนโยบายรัฐและคุมราชการจนคุมผลประโยชน์ของประเทศตลอดไป
อิทธิพลที่ “ทุนพลังงาน” มีเหนือระบบราชการและรัฐบาลมีมากจนกระทบประโยชน์ประชาชนแน่ แต่ที่ต้องระบุคือ “ผลประโยชน์ของรัฐ” ก็เสียหายจากกระบวนการนี้ด้วยเช่นกัน
การพึ่งพิงพลังงานฟอสซิลเยอะทำให้ไทยเดือดร้อนจากน้ำมันแพงกว่าประเทศที่พึ่งพิงน้อย ตัวอย่างคืออินโดนีเซียใช้ไบโอดีเซลครึ่งประเทศจนไม่เดือดร้อนจากน้ำมันแพงเท่าไทย เกษตรกรไทยไม่มีเงินซื้อน้ำมันเติมเครื่องสูบน้ำและรถไถ แต่รัฐก็ไม่มีความคิดเปลี่ยนอุปกรณ์โซลาร์เซลล์ช่วยชาวนา
วิสัยทัศน์เรื่องเปลี่ยนเทคโนโลยีแบบนี้เป็น “วาระแห่งชาติ” ทั้งด้านเกษตรและด้านพลังงาน แต่รัฐราชการไม่มีวันทำเรื่องนี้ เช่นเดียวกับพรรคการเมืองและรัฐบาลห่วยๆ ก็ไม่มีทางทำเรื่องนี้ด้วย
นายกฯ และรัฐบาลที่มี “กึ๋น” พอจะทำเรื่องนี้คือสิ่งที่ประเทศไทยควรมีกว่านายกฯ ที่ทำตามราชการ
พรรคการเมืองทุกพรรคชอบหาเสียงเรื่องปฏิรูปประเทศเพื่อประชาชน และรัฐบาลทุกชุดก็ชอบพูดเรื่องเปลี่ยนประเทศเพื่อประชาชนด้วย แต่ไม่มีนายกฯ คนไหนกล้าออกนโยบายที่ต่างกับ “รัฐราชการ” จนกระทบต่อผลประโยชน์ของกลุ่มทุน และนั่นคือปัญหาของประเทศไทยในปัจจุบัน
คุณอนุทินเป็นนายกฯ คนแรกที่มาจากพรรคซึ่งชนะเลือกตั้งหลังปี 2554 เป็นต้นมา ถึงจะมีคนนินทาว่าคุณอนุทินชนะเพราะดูดหรือเพราะ กกต. แต่โอกาสในการเปลี่ยนประเทศก็อยู่ในมือคุณอนุทินยิ่งกว่า “รัฐมนตรีขาประจำ” และ “รัฐมนตรีฝึกงาน” รวมทั้งระบบราชการ
หวังว่า รัฐบาลอนุทินเฟส 2 จะเป็นรัฐบาลที่ทำเพื่อคนส่วนใหญ่จริงๆ มากกว่าทำเพื่อกลุ่มทุนอย่างที่คนหลายกลุ่มโจมตี
