บทความพิเศษ | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
ในที่สุดสหรัฐกับอิหร่านก็ยอมหยุดยิง 2 สัปดาห์หลังโดนัลด์ ทรัมป์ ทิ้งระเบิดเกาะคาร์กพร้อมคำประกาศว่า “อารยธรรมอิหร่านจะพินาศแบบไม่มีวันกลับมา”
อนาคตของโลกจึงอยู่บนทาง 3 แพร่งว่าอิหร่านจะทำสงครามกับสหรัฐอีกหรือไม่
สหรัฐโจมตีอิหร่านต่อหรือเปล่า
หรือสงครามจะสิ้นสุดลงจริงๆ
ถ้าอิหร่านรบต่อ การโจมตีของอิหร่านต่อประเทศตะวันออกกลางก็จะลุกลามต่อไป ถ้าสหรัฐโจมตีอิหร่านต่อ ผลกระทบของสงครามต่อภูมิภาคก็ยังไม่สิ้นสุด
ส่วนสงครามจะยุติอย่างเด็ดขาดก็ต่อเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง (หรือทั้งสองฝ่าย) มาถึงจุดที่ไม่สามารถยอมรับความเสียหายได้อีกต่อไป
ไม่มีใครรู้ว่าข้อตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์จะนำไปสู่ข้อตกลงหยุดยิงถาวรหรือไม่
อิสราเอลฉีก 1 ใน 10 ข้อตกลงเรื่องหยุดยิงทุกแนวรบไปแล้ว เพราะ “เบนจามิน เนทันยาฮู” ประกาศโจมตีเลบานอนตอนใต้ต่อทันทีที่สหรัฐกับอิหร่านประกาศหยุดยิง ทั้งที่การหยุดยิงในเลบานอนเป็น 1 ในข้อตกลงอย่างชัดเจน
หากสงครามไม่จบ นักวิเคราะห์ด้านพลังงานประเมินว่าฉากทัศน์เลวร้ายที่สุดคือราคาน้ำมันดิบโลกมีโอกาสพุ่งไป 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ผลก็คือราคาน้ำมันดีเซลในไทยอาจทะลุไป 60 บาทต่อลิตร ยังไม่รวมผลกระทบด้านอื่นๆ ซึ่งทำให้สถานการณ์โลกและประเทศไทยที่แย่อยู่แล้วแย่ลงกว่าเดิม
ทันทีที่มีการประกาศหยุดยิงชั่วคราว ราคาน้ำมันดิบก็ลดลงวันเดียว 15% ร่วงมาที่ 95.07 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ก็ยังสูงถึง 30% เมื่อเทียบกับราคาก่อนสงคราม หลังจากนี้ต้องดูต่อไปว่าการเปิดช่องแคบจะทำให้ราคาน้ำมันดิบลดลงขนาดไหนเมื่อคำนึงถึงโครงสร้างการผลิตพลังงานที่ถูกทำลายลงไป
พูดตรงๆ ปัญหาของประเทศไทยเวลานี้ไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจไทยจะฟื้นหรือไม่ เพราะเศรษฐกิจไทยยังไม่มีทางฟื้นแน่ๆ แต่เป็นเรื่องว่าเศรษฐกิจจะแย่ไปอีกนานแค่ไหน, เศรษฐกิจจะแย่แบบไหน และเศรษฐกิจจะแย่ขนาดไหน ซึ่งทั้งสามเรื่องนี้รัฐบาลยังไม่เคยพูดและไม่เคยให้คำตอบกับประชาชน
เอาง่ายๆ วันแรกที่หยุดยิงจนราคาน้ำมันโลกลดลง 15% ยังไม่ส่งผลให้ราคาน้ำมันในไทยลดลงเลย
เมื่อเทียบกับนายกฯ ออสเตรเลียหรือสิงคโปร์ที่ฉาย “ฉากทัศน์” ประเทศเพื่อบอกยุทธศาสตร์สู่อนาคต รัฐบาลไทยทำได้แค่บอกคนไทยให้ปรับตัวโดย Work from Home ซึ่งแสดงวิสัยทัศน์แค่ทุกคนควรประหยัดในเวลาที่ทุกคนประหยัดอยู่แล้ว
แต่ไม่บอกเรื่อง “ฉากทัศน์” หรือวิสัยทัศน์ของรัฐบาลเลย
What Is To Be Done? คือสิ่งที่คุณอนุทิน ชาญวีรกูล ควรพูดแต่คนไทยยังไม่ได้ยินจากคุณอนุทิน
อะไรคือโจทย์ของประเทศที่รัฐบาลถือว่าเป็น Prior Mandatory หรือ “ของที่ต้องทำ” คือสิ่งที่รัฐบาลยังไม่รู้และคนไทยก็ยังไม่เคยได้ยินจากรัฐมนตรีลูกเทพหรือรัฐมนตรีมืออาชีพแม้แต่คนเดียว
ราคาน้ำมันดีเซลที่พุ่งขึ้น 75% จาก 29 บาทเป็น 51 บาทในเวลาแค่ 12 วัน เท่ากับประชาชนต้องจ่ายค่าน้ำมันตั้งแต่ 26 มีนาคม เพิ่มขึ้น 75% คนไทยจึงถูกบีบจาก “ความจำเป็นทางเศรษฐกิจ” (Economic Compulsion) ให้ต้องปรับตัวก่อนที่คุณอนุทินจะบอกให้ประหยัด ไม้ตีพริกจึงพูดได้เหมือนรัฐบาล
ประเทศไทยหลังสงครามอิหร่านเจอปัญหาน้ำมันขาดและน้ำมันแพง คนไทยจึงด่ารัฐบาลเยอะที่สุดเรื่องน้ำมัน
แต่รัฐบาลยังไม่สามารถเอาผิด “ไอ้โม่ง” ที่กักตุนน้ำมัน ซ้ำยังไม่ลดภาษีหรือค่ากลั่นจนปล่อยโรงกลั่นฟันกำไรจากน้ำมันที่สูงขึ้นไม่หยุด ส่วนโจทย์อื่นรัฐบาลแทบไม่ตอบเลย
สงครามทำให้โลกน้ำมันขาดแคลน แต่ไทยเป็นไม่กี่ประเทศที่ “ไอ้โม่ง” กักตุนน้ำมันทั้งที่น้ำมันในสต๊อกไม่ขาด ปล่อยโรงกลั่นฟันกำไรช่วงสงคราม และเงินเยียวยาแม้แต่บาทเดียวยังไม่ออก
คำพูดว่าให้ประชาชนประหยัดหรือ Work from Home จึงเป็นแค่การโยนความผิดไปที่ประชาชนเท่านั้นเอง
รัฐบาลสอบตกเรื่องน้ำมันเมื่อเทียบกับประเทศที่ไม่มีการกักตุนหรือโรงกลั่นฟันกำไร
การสอบตกทำให้รัฐบาลสาละวนสอบซ่อมเรื่องนี้จนลืมว่าสงครามสร้างปัญหาอื่นอีกมาก โดยเฉพาะปัญหาการพังทลายของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ซึ่งนำไปสู่ปัญหาการผลิตจนอาจต้องลดการผลิตลง
ใครๆ ก็รู้ว่าสงครามอิหร่านกระทบการผลิตปุ๋ย, เม็ดพลาสติก, ก๊าซ และพลังงานจนต้นทุนสินค้าอุปโภคบริโภคสูงขึ้นทันที คนในสังคมจึง “จนลงโดยเปรียบเทียบ” จากการพุ่งพรวดของต้นทุนในเวลาที่รายได้ทุกคนเท่าเดิม และจนลงยิ่งขึ้นเมื่อเศรษฐกิจชะลอตัวจนเงินหายากกว่าปัจจุบัน
ทั้งหมดนี้คือต้นตอของปัญหา “ข้าวยากหมากแพง” ซึ่งเงินจำนวนเท่าเดิมกลับมี “อำนาจซื้อ” ลดลง และเศรษฐกิจที่ชะลอตัวจากปัจจัยสงครามก็จะยิ่งชะลอตัวขึ้นเพราะปัจจัยภายในประเทศไทยเอง
การพังทลายของห่วงโซ่อุปทานสร้างปัญหาไม่น้อยกว่าความจนยุคเศรษฐกิจชะลอตัว เพราะคนมีเงินไม่เดือดร้อนเท่าคนจน ใครมีเงินก็ยังพอซื้ออะไรได้เสมอ
แต่ห่วงโซ่อุปทานที่พังทลายหมายถึงการไม่มีวัตถุดิบสำหรับการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคจนถึงมีเงินก็ซื้อไม่ได้เลย
อนึ่ง คำว่าไม่มีวัตถุดิบสำหรับการผลิตในที่นี้หมายถึงการไม่มีวัตถุดิบจริงๆ รวมทั้งการไม่มีวัตถุดิบขายในท้องตลาดเพราะเจ้าของ “ไม่ปล่อยของ” ทั้งเพื่อเก็งกำไร หรือเพื่อแก้ปัญหาความไม่คุ้มทุนจนเกิดภาวะ “ของขาดเทียม” (Artificial Shortage)
ซึ่งผลในที่สุดก็คือไม่มีสินค้าในตลาดอยู่ดี
ตัวอย่างง่ายๆ การปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้ไทยมีปุ๋ยใช้ถึงแค่เดือนเมษายน การขาดปุ๋ยทำให้พืชผลเกษตรขาดสารอาหารจนผลผลิตตกต่ำ ด้อยคุณภาพ ปลูกไปก็ได้กำไรไม่คุ้ม ถึงเกษตรกรมีเงินก็อาจไม่มีปุ๋ยให้ซื้อ เช่นเดียวกับการขาดแคลนเม็ดพลาสติกที่ทำให้ไม่มีวัตถุดิบผลิตบรรจุภัณฑ์
ถ้าเกษตรกรคิดว่าปุ๋ยแพงหรือไม่มีปุ๋ยจนไม่ปลูกอะไรเพราะกลัวไม่คุ้มทุน ผลผลิตเกษตรที่ลดลงจะทำให้ราคาสินค้าเกษตรในประเทศสูงขึ้นจนผู้บริโภคซื้อไม่ได้ การนำเข้าสินค้าเกษตรจากภายนอกเพื่อชดเชยการบริโภคในประเทศอาจเพิ่มขึ้น และทั้งหมดจะยิ่งทำให้เกษตรกรไทยพังยับเยิน
สงครามอิหร่านทำให้โครงสร้างการผลิตอาหารของโลกมีแค่ 2 ทางเลือก
ทางเลือกที่น่ากลัวที่สุดคือผลผลิตเกษตรตกต่ำในฤดูกาลเพาะปลูกรอบหน้าจนคนไม่มีจะกิน
ส่วนทางเลือกซึ่งดีขึ้นอีกนิดคือต้นทุนการเพาะปลูกที่สูงขึ้นกลายเป็นราคาอาหารที่แพงขึ้นในปีถัดไป แต่ก็ยังมีให้กินถ้ามีเงิน
ร้านก๋วเตี๋ยวคั่วไก่ดังแถวราชวัตรเล่าให้ผมฟังว่า กล่องใส่อาหารขยับจากลังละ 450 บาท เป็น 600-700 บาท แต่โรงงานก็ไม่การันตีว่ามีของหรือไม่ ถึงมีก็แพงจนร้านกำไรลดลง ร้านจะขึ้นราคาขายก็ไม่ได้ เพราะผู้บริโภคก็ไม่มีเงินอีก
ปัญหาจึงมีอยู่ว่าธุรกิจขนาดเล็กและกลางจะทนเจอปัญหาแบบนี้ไปได้อีกแค่ไหนกัน?
ข้อดีของการหยุดยิง 14 วันคือเป็นโอกาสทองที่ทุกประเทศจะเร่งขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่ปิดตั้งแต่ 4 มีนาคม ปัญหาห่วงโซ่อุปทานพังทลายยังไม่ลุกลามจนไทยเสียหายขั้นเลวร้ายที่สุด เพราะผลกระทบอยู่ในระดับ Artificial Shortage หรือ “ขาดของเทียม” ยกเว้นการหยุดยิงจะเป็นโมฆะขึ้นมา
รัฐบาลควรทำอะไรเพื่อแก้ปัญหานี้บ้าง?
คำตอบง่ายๆ คือเราจำเป็นต้องมีคลังสำรองสินค้าที่จำเป็นอย่างปุ๋ย ยา อาหาร และน้ำมัน ซึ่งรัฐบาลไทยไม่มี
ทางแก้จึงได้แก่ การบังคับให้เอกชนสต๊อกสินค้าเหล่านี้อย่างต่ำระดับ 4-5 เดือน เหมือนกับที่สั่งโรงกลั่นสต๊อกน้ำมัน 10% ซึ่งตอนนี้ตัวเลขนี้ไม่พอ
การปฏิรูปพลังงานเพื่อลดการพึ่งพิงพลังงานฟอสซิล รวมทั้งน้ำมันและก๊าซจากอ่าวเปอร์เซียเป็นอีกเรื่องที่รัฐบาลต้องทำด้วยเช่นกัน
แต่ก็เหมือนเรื่องระยะยาวอื่นๆ ที่ไม่เคยได้ยินจากรัฐบาลไทยทุกชุดแม้แต่นิดเดียว
