บทความพิเศษ | พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ Harvard University เต็มไปด้วยบทสนทนาระดับโลก ตั้งแต่อดีตนายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย Malcolm Turnbull, อดีตผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ และวุฒิสมาชิก Mitt Romney, อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐ ประจำญี่ปุ่น Rahm Emanuel, อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ Kevin McCarthy และ Paul Ryan, อดีตผู้ว่าการรัฐนิวเจอร์ซีย์ Chris Christie ไปจนถึงอดีตรัฐมนตรีคมนาคมสหรัฐ Pete Buttigieg ต่างผลัดกันเข้ามาแลกเปลี่ยนมุมมองเรื่องประชาธิปไตย เศรษฐกิจ และอนาคตของโลกในช่วงเวลาที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ
แต่สิ่งที่ผมประทับใจ และอยากนำมาเล่าให้ท่านผู้อ่านมติชนสุดสัปดาห์ฟังมากที่สุด คือ การขึ้นเวทีที่ Harvard Business School ร่วมกับ Muhammad Chatib Basri อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของอินโดนีเซีย และหนึ่งในนักเศรษฐศาสตร์คนสำคัญของภูมิภาค
สนทนาในหัวข้อ “The Role of the State and Markets” หรือ “บทบาทของรัฐและตลาด” ในการพัฒนาเศรษฐกิจ
คุณ Chatib ไม่ใช่เพียงอดีตรัฐมนตรีคลังธรรมดา เขาเป็นหนึ่งในคนที่ช่วยออกแบบเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของอินโดนีเซียหลังวิกฤตการเงินโลก เคยเป็นทั้งรัฐมนตรีคลังและหัวหน้าหน่วยงานส่งเสริมการลงทุน (BKPM) ในรัฐบาลของ Susilo Bambang Yudhoyono ช่วงที่อินโดนีเซียสามารถรักษาวินัยการคลัง ดึงดูดการลงทุน และค่อยๆ กลายเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจที่แข็งแรงที่สุดในอาเซียน
การคุยกับเขาจึงไม่ใช่แค่การแลกเปลี่ยนความเห็น แต่เป็นการคุยกับคนที่เคย “ออกแบบรัฐ” ให้ทำงานกับตลาดจริงมาแล้ว
สิ่งที่ผมย้ำบนเวทีวันนั้นมีอยู่สองคำ คือ Competition และ Fairness – การแข่งขัน และความเป็นธรรม ถ้ามีการแข่งขันแต่ไม่มีความเป็นธรรม คนส่วนใหญ่จะไม่มีวันเข้าถึงโอกาส แต่ถ้ามีความเป็นธรรมโดยไม่มีการแข่งขัน เศรษฐกิจก็จะหยุดนิ่ง ไม่มีแรงขับเคลื่อนไปข้างหน้า
โจทย์ของรัฐจึงไม่ใช่การเลือกระหว่างสองสิ่งนี้ แต่คือการออกแบบระบบที่ทำให้ทั้งสองอย่างเกิดขึ้นพร้อมกัน
และนั่นเองคือความหมายใหม่ของสิ่งที่เราเรียกว่า Industrial Policy หรือนโยบายอุตสาหกรรม
ที่ผ่านมา เวลาเราพูดถึงนโยบายอุตสาหกรรม เรามักนึกถึงการเลือกอุตสาหกรรมดาวรุ่ง การให้สิทธิประโยชน์ BOI การลดภาษี หรือการสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษ
แต่ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงเครื่องมือ ไม่ใช่ความหมาย คำถามที่สำคัญกว่าไม่ใช่ว่ารัฐจะช่วยอุตสาหกรรมไหน แต่คือรัฐจะออกแบบระบบเศรษฐกิจอย่างไร ให้การแข่งขันเกิดขึ้นจริง ให้ผลประโยชน์ไม่กระจุกตัว และให้คนส่วนใหญ่รู้สึกว่าเขามีที่ยืนอยู่ในระบบนี้
และบนเวทีวันนั้น เราคุยกันผ่าน 3 คำถามใหญ่
คําถามที่ 1 : รัฐควรมีบทบาทอย่างไรในการกำหนดทิศทางของตลาด? รัฐควร “ก้าวเข้า” เมื่อใด และควร “ก้าวออก” เมื่อใด?
(What should be the role of the state in shaping markets? Where should governments actively guide growth, and where should they deliberately step back?)
คำตอบของผมคือ รัฐต้องรู้จัก “ก้าวเข้า ก้าวขึ้น และก้าวออก” หรือ Step in, Step up, Step back
รัฐต้องก้าวเข้า เมื่อกลไกตลาดยังสร้างอนาคตไม่ได้ด้วยตัวเอง เช่น พลังงานสะอาด เศรษฐกิจดิจิทัล หรือโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ แต่การก้าวเข้าไม่ใช่เพียงการอัดงบประมาณหรือแจกสิทธิประโยชน์ สิ่งสำคัญคือการออกแบบตั้งแต่วันแรกว่า ผลประโยชน์จะไม่ไปกองอยู่กับคนกลุ่มเดิม เพราะถ้ารัฐสร้างการเติบโต แต่ปล่อยให้โอกาสกระจุกตัว นั่นไม่ใช่การพัฒนา แต่มันคือการรวมศูนย์ผลประโยชน์
รัฐต้องก้าวขึ้น เมื่อมีตลาดแต่การแข่งขันไม่เป็นธรรม เมื่อผู้เล่นรายใหญ่ได้เปรียบเกินไป เมื่อกติกาเอื้อคนเดิม และเมื่อคนตัวเล็กไม่มีทางเข้าไปแข่งขันได้ หน้าที่ของรัฐไม่ใช่การเลือกผู้ชนะ แต่คือการทำให้สนามแข่งขันยุติธรรม เพราะการผูกขาดไม่ได้ทำลายแค่ราคา แต่มันทำลายอนาคต ทำให้ SME โตไม่ได้ ทำให้คนรุ่นใหม่หมดหวัง และทำให้ innovation ไม่เกิด
และรัฐต้องก้าวออก เมื่อการแข่งขันเกิดขึ้นจริงแล้ว เมื่อธุรกิจเข้าออกตลาดได้ แรงงานขยับตัวได้ และชุมชนได้รับประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม หากรัฐยังอยู่มากเกินไป รัฐจะกลายเป็นอุปสรรคเอง แต่หากถอยเร็วเกินไป รัฐก็จะทิ้งคนจำนวนมากไว้ข้างหลัง
นโยบายอุตสาหกรรมจึงไม่ใช่ subsidy policy ไม่ใช่ protection policy และไม่ใช่ privilege policy แต่มันคือการแข่งขันที่มีความเป็นธรรมเป็นหัวใจ
คําถามที่ 2 : การเติบโตเพียงอย่างเดียวเพียงพอหรือไม่? และถ้าไม่ใช่ อะไรคือสิ่งที่สำคัญพอๆ กับการเติบโต?
(Is growth everything? If not, what matters as much as growth?)
คำตอบของผมคือ ใช่ แต่ ไม่พอ (necessary but not sufficient)
การเติบโตที่ไม่มีความเป็นธรรม ก็คือความเหลื่อมล้ำในอีกรูปแบบหนึ่ง และความเหลื่อมล้ำในที่สุดจะย้อนกลับมาเป็นความไม่มั่นคง เราจึงไม่สามารถวัดความสำเร็จของประเทศด้วย GDP เพียงอย่างเดียว
ผมเสนอกรอบ 4G คือ Growth, Guardrails, Green และ Gaps เราต้องการ Growth แน่นอน ประเทศต้องโต แต่การเติบโตนั้นต้องมี Guardrails หรือราวกันตก ต้องมีวินัยการคลังและสถาบันที่น่าเชื่อถือ ต้องมี Green คือการเติบโตที่ไม่ทำลายฐานทรัพยากร และต้องมี Gaps คือไม่ปล่อยให้ช่องว่างระหว่างคน เมือง และธุรกิจถ่างออกไปเรื่อยๆ
ถ้าเศรษฐกิจโต แต่คนส่วนใหญ่ไม่มีที่ยืนในระบบนั้น ความเติบโตนั้นจะไม่มีความชอบธรรม และสุดท้ายก็จะไม่ยั่งยืน Growth without fairness is simply inequality in another form.
คําถามที่ 3 : อุตสาหกรรมหรือภาคเศรษฐกิจใด ที่ทำให้คุณยังมีความหวังต่ออนาคตของประเทศมากที่สุด?
(Which industries or sectors make you most hopeful about your country’s future?)
ผมตอบว่า ผมไม่ได้มองแค่ “อุตสาหกรรม” แต่ผมมอง “ระบบ”
ผมใช้กรอบที่เรียกว่า C.R.I.S.I.S ได้แก่ Climate, Reskilling, Innovation, Super Aging, Infrastructure และ State Reform เพราะในโลกวันนี้ ประเทศที่ชนะไม่ใช่ประเทศที่ไม่มีวิกฤต แต่คือประเทศที่สามารถเปลี่ยนวิกฤตให้กลายเป็นความสามารถในการแข่งขัน
จาก pain points ไปสู่ profit
จาก crisis ไปสู่ competitiveness
จากรัฐที่ปกป้องคนบางกลุ่ม ไปสู่รัฐที่สร้างความสามารถให้คนส่วนใหญ่
นี่ต่างหาก คือแก่นของ industrial policy ใหม่
อีกเรื่องหนึ่งที่เราคุยกันบนเวที คือบทบาทของภาคธุรกิจ ผมพูดไว้ชัดเจนว่า ธุรกิจไม่ควรวิ่งเข้าหารัฐเพื่อขอการปกป้อง แต่ควรเข้ามาเพื่อเสนอทางออก ธุรกิจที่ดีไม่ใช่ธุรกิจที่อยู่ได้เพราะกันคนอื่นออกไป แต่คือธุรกิจที่แข่งขันได้โดยไม่ต้องพึ่งอภิสิทธิ์
ถ้าโมเดลธุรกิจของคุณอยู่ได้เพราะปิดประตูไม่ให้คนอื่นเข้ามา นั่นไม่ใช่ competitiveness แต่นั่นคือ privilege และ privilege ไม่เคยสร้างประเทศที่แข็งแรงได้ในระยะยาว
บทสนทนาที่ Harvard อาจดูไกลจากประเทศไทย แต่คำถามที่เราถกเถียงกันนั้นอยู่ตรงหน้าเราทุกวัน
สุดท้ายแล้ว การพัฒนาไม่ใช่การเลือกระหว่างรัฐกับตลาด แต่คือการสร้างระบบที่ตลาดแข่งขันได้อย่างแท้จริง และประชาชนเข้าถึงโอกาสได้อย่างเป็นธรรม
ถ้ารัฐยังคิดเพียงว่าจะปกป้องใคร เราจะได้เศรษฐกิจแบบเดิม แต่ถ้ารัฐเริ่มถามว่าจะเปิดสนามให้ใคร เราจะได้เศรษฐกิจแบบใหม่
และผมคิดว่า นี่คือคำถามที่สำคัญที่สุดของประเทศไทยในวันนี้
