บทความพิเศษ | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
อยู่ดีๆ ข้อถกเถียงว่าคนไทยต้องได้ดูบอลโลกฟรีก็กลับมาเหมือนที่วนมาทุก 4 ปี และอยู่ดีๆ รัฐบาลก็ประกาศว่าจะควักงบประมาณ 1,300 ล้านบาท จ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้ดูบอลฟรีด้วย แต่พอมีกระแสวิจารณ์ว่าเอาภาษีทุกคนไปจ่ายค่าดูบอลโลก รัฐบาลก็แก้ตัวว่าแค่สั่งกรมประชาสัมพันธ์ไปจัดการเรื่องบอลฟรีเท่านั้นเอง
บอลโลกนั้นแสนสนุกจนคนอยากดูบอลฟรีเยอะจริง แต่บอลคือธุรกิจกีฬา ใครอยากดูก็ควรจ่ายเงินเอง เหมือนคนดูบอลพรีเมียร์ลีก บอลเยอรมัน บอลอิตาลี ฯลฯ ไม่ใช่เอาเงินภาษีประชาชนทุกคนไปจ่ายค่าดูบอลโลกให้คนกลุ่มเดียวอย่างที่รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล อยากได้หน้าจนทำแบบนี้เหมือนทุกรัฐบาล
ที่พูดนี่ก็พูดในฐานะคนอยากดูบอล ถ้าได้ดูบอลฟรีก็ดี แต่ไม่ดูก็ได้ ถ้ารัฐบาลเอาภาษี 1,300 ล้านบาทไปจ่ายค่าดูบอล หรือต่อให้รัฐมนตรีภูมิใจไทยที่คุมกรมประชาสัมพันธ์ไปไถ กสทช.หรือนักธุรกิจก็ไม่ควรอีก
เพราะในที่สุดรัฐบาลก็ต้องให้อะไรตอบแทนนักธุรกิจ ซึ่งเท่ากับประชาชนจ่ายทางอ้อมอยู่ดี
คนอยากดูบอลโลกฟรีเหมือนอยากได้ของฟรีทุกเรื่องแน่ๆ และรัฐบาลก็หาเสียงกับคนที่อยากดูบอลฟรีเหมือนหาเสียงเรื่องอื่นด้วย แต่ทุกคนรู้ล่วงหน้าเป็นปีๆ ว่าบอลโลกจะเตะวันไหน การปุปปับหาเสียงเรื่องบอลฟรี ปุบปับถอยเรื่องเอาภาษีไปจ่าย และปุบปับไถจึงสะท้อนความชุ่ยของรัฐบาลเอง
ทั้งหมดนี้เป็นวิธีบริหารสไตล์รัฐบาลอนุทินชัดๆ และทั้งหมดนี้คือตัวอย่างการบริหารแบบ “อนุทินโนมิกส์” ซึ่ง “สั่งวันนี้ หาเงินวันหน้า” ใช้เงินหาเสียงวูบวาบทั้งที่ยังไม่มีเงิน และยังไม่มีแผนหาเงิน แต่ประกาศนโยบายก่อนแล้วไปหาเงินเอาข้างหน้าจนประชาชนรู้สึกว่ารัฐบาลไม่มีแผนอะไรเลย
เพื่อความเป็นธรรมกับรัฐบาล รัฐบาลอาจอ้างว่าทำงานไปแก้ปัญหาไปก็ได้ ตัวอย่างเช่นกู้สี่แสนล้าน รอบนี้มีจุดดีที่กู้ในประเทศช่วงสภาพคล่องสูงจนได้ดอกเบี้ยต่ำ ปัญหาภาระหนี้และหนี้ต่างประเทศจึงลดลง แต่ต้องย้ำข้อเท็จจริงกับประชาชนว่ารัฐบาลกู้โดยไม่มีแผนว่าใช้ทำอะไรและใช้หนี้อย่างไร
“อนุทินโนมิกส์” เน้นการหมุนเงินเพื่อหาเงินไปทำโครงการ ซึ่งส่วนใหญ่มีแต่เรื่องหาเสียงฉาบฉวย หรือแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังไม่มีเรื่อง “โครงสร้าง” หรือ “โครงการขนาดใหญ่” เพื่อแก้ปัญหาระยะยาวอย่าง “ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ” หรือ “อัพเกรดประเทศ” ซึ่งทุกรัฐบาลชอบพูดแต่ไม่ทำ
อนุทินโนมิกส์คล้ายคุณประยุทธ์ จันทร์โอชา ในแง่ “ทำไปกู้ไป” เพื่อหาเงินมา “กระตุ้น” เศรษฐกิจเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และคล้ายคุณเศรษฐา ทวีสิน กับคุณแพทองธาร ชินวัตร ที่เชื่อว่าการโยนเงินเข้าระบบเศรษฐกิจจะ “กระตุ้น” การจับจ่ายจนเกิด “รอบทางเศรษฐกิจ” ที่มีการค้าขายหลายรอบจนเศรษฐกิจระดับประเทศโต
เท่าที่คุณอนุทินคุยกับผมก่อนแผนกู้ 4 แสนล้านจะเข้า ครม. คุณอนุทินประเมินว่าอย่างต่ำเงิน 2 แสนล้านจะทำให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ 6-7 รอบ จนเกิดภาษีมูลค่าเพิ่มที่จะเป็น “รายได้เข้ารัฐ” ซึ่งครอบคลุมเงินต้นและดอกเบี้ยที่รัฐบาลกู้ด้วยซ้ำ
แต่จะเป็นแบบนั้นหรือไม่ก็ต้องรอดู
ถ้า “อนุทินโนมิกส์” ทำให้เกิด “รอบทางเศรษฐกิจ” ตามที่คุณอนุทินเชื่อ รัฐบาลก็แทบไม่เสียอะไรจากการกู้ครั้งนี้ เม็ดเงินที่รัฐบาลกู้มีสถานะไม่ต่างจาก “เงินหมุน” ที่โยนเข้าระบบเศรษฐกิจก็สร้างการจับจ่ายจนรัฐบาลได้ภาษีมูลค่าเพิ่มมาฟรีๆ เพราะดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำจนต้นทุนการเงินมีนิดเดียว
จุดเด่นของ “อนุทินโนมิกส์” คือบริหารประเทศเหมือนบริษัทที่กู้เพื่อหมุนเงินไปมาจนกิจการโต แต่ประเด็นคือต่อให้ซีอีโอบริษัทก็ต้องบอก “แผนการเงิน” ผู้ถือหุ้นว่าใช้เงินแบบไหน กำไรสุทธิและแผนชำระหนี้เป็นอย่างไร แต่รัฐบาลกลับไม่บอกผู้ถือหุ้นประเทศกว่า 60 ล้านคนในเรื่องพวกนี้เลย
กู้เงินแจกเป็นเรื่องที่คนไทยด่าทุกรัฐบาลมานาน ใครไม่ได้เป็นรัฐบาลล้วนด่านายกฯ ที่แจกเงินทั้งสิ้น คุณประยุทธ์ด่าคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เรื่องจำนำข้าว คุณทักษิณ ชินวัตร ด่าคุณประยุทธ์ว่าแจกแบบโง่ๆ ส่วนคุณอนุทินด่าเพื่อไทยเรื่องกู้มาแจกหนึ่งหมื่น การกู้ของคุณอนุทินจึงเป็นเรื่องที่ต้องถูกคนด่าเป็นธรรมดา
ปัญหาของอนุทินโนมิกส์คือความไม่เชื่อมั่นในรัฐบาลชุดนี้เหมือนไม่เชื่อคุณประยุทธ์และพรรคเพื่อไทย ทันทีที่คุณอนุทินกู้เงินแจกโดยไม่ให้สภาพิจารณาเหมือนกฎหมายงบประมาณ ความไม่เชื่อมั่นรัฐบาลก็ลามเป็นความระแวงโครงการไปหมด
ทั้งที่คุณอนุทินก็รู้ว่าเรื่องพวกนี้ชี้แจงดีกว่าไม่ชี้แจง
เมื่อประชาชนไม่เชื่อมั่น ภาพคุณอนุทินขี่รถพุ่มพวงให้คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ ก็ถูกล้อเลียนไปทั่วๆ
ทั้งที่หลักคิดเรื่องนี้คือเอาสินค้าที่ไม่ใช่แบรนด์ดังไปขายให้คนที่ไม่มีเงินซื้อของแพงเหมือนรัฐบาลสร้างตลาดทุเรียนและมังคุดซูเปอร์จิ๋ว ซึ่งต่อให้ไม่ผิด แต่ก็จะถูกล้อเลียนเพราะความไม่เชื่อมั่นตลอดเวลา
รถพุ่มพวงคือกลไกกระจายสินค้าจากผู้ผลิตไปสู่ผู้บริโภคโดยรัฐบาลเป็น Platform ระดมรถซึ่งเป็น Distributor ที่ไม่เก็บค่า GP จากผู้ซื้อและผู้ขาย ยิ่งมีคนร่วมมากยิ่งมีโอกาสสำเร็จมาก ถึงระยะยาวจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อและสร้างรายได้ให้ผู้ขายอย่างยั่งยืนไม่ได้ แต่ระยะสั้นดีกว่าไม่ช่วยอะไรเลย
ความไม่เชื่อมั่นเป็นเรื่อง “การเมือง” หรือไม่?
คำตอบคือเป็นแน่ เพราะคนไม่เชื่อมั่นตั้งแต่การกู้เงินบาทแรกยังไม่เริ่ม แต่ใครเป็นรัฐบาลก็เจอปัญหาความไม่เชื่อมั่นแบบนี้หมด เพราะทุกรัฐบาลล้วนดีแต่กู้มาแจกโดยไม่มีผลให้เศรษฐกิจดีขึ้นหรือชีวิตประชาชนกระเตื้องขึ้นเท่าคะแนนเสียงรัฐบาล
คุณอนุทินไม่ผิดที่ตอบโต้คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่ารัฐบาล ปชป.ก็กู้ 4 แสนล้านด้วยกระดาษ 4 หน้าแบบภูมิใจไทย แต่ผลที่ได้คือการชี้หน้าว่ากูเลวเหมือนมึงชั่วจนคนฟังสรุปว่าชั่วกันหมด
ทั้งที่คุณอนุทินควรแสดงความเหนือกว่าโดยชี้แจงแผนการเงินและชำระหนี้ว่ากู้ไป “ทำอะไร” และคนไทย “ได้อะไร”
ไม่ใช่ความลับว่าความฝืดเคืองของเศรษฐกิจไทยวันนี้คือ “ออร์เดิร์ฟ” ของความถดถอยทางเศรษฐกิจซึ่งจะพุ่งสูงสุดในอีกไม่กี่เดือน ซีอีโอบริษัทยักษ์บนถนนอโศกบอกผมว่าเดือนกรกฎาคมน่าจะเป็นช่วงที่เศรษฐกิจเลวร้ายที่สุด และภาวะข้าวของแพงก็น่าจะทะยานขึ้นเต็มที่ในเดือนกรกฎาคม
ถ้าการประเมินข้อนี้ถูก เศรษฐกิจไทยที่ฝืดเคืองมาก่อนสงครามอิหร่านก็จะฝืดต่อไปอีก 2 เดือนเป็นอย่างน้อย ปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวพร้อมกับเงินเฟ้อสูงแบบที่นักวิชาการเรียกว่า Stagflation อาจเป็นเรื่องที่เลี่ยงได้ยาก เพราะแม้แต่ประเทศที่เศรษฐกิจแข็งแกร่งกว่าไทยก็ยังเกิดภาวะนี้แล้วจริงๆ
กู้จำเป็นมั้ย?
คำตอบคือจำเป็นแน่ๆ เพราะถ้าไม่กู้ก็ไม่มีเงินอัดฉีดระบบเศรษฐกิจ ผลก็คือคนไม่มีเงินจะยิ่งไม่ใช้เงิน คนผลิตยิ่งขายอะไรไม่ได้ เศรษฐกิจที่ชะลอตัวก็จะยิ่งชะลอตัวจนระบบของประเทศชะงักงันกว่าเดิม แต่การกู้เพื่อช่วยจ่าย 60% คือการดึงเงินประชาชน 40% มาจ่ายเพื่อให้เศรษฐกิจโต
ล่าสุด รัฐบาลสหรัฐประกาศว่าดัชนีผู้บริโภคเดือนเมษายนพุ่งไปที่ 3.8% หรือสูงขึ้น 60% เมื่อเทียบกับดัชนีผู้บริโภคเดือนกุมภาพันธ์ที่ 2.4%
เท่ากับสงครามอิหร่านทำให้คนสหรัฐ “จนลง” เพราะน้ำ มันแพง, ของแพง รวมทั้งค่าครองชีพและค่าอาหารสูงขึ้น ถึงสหรัฐจะมีน้ำมันของตัวเองมากก็ตาม
เพื่อให้เห็นภาพหายนะที่มาเยือน ทีมเศรษฐกิจ RSM ประเมินว่าเงินเฟ้อสหรัฐจะพุ่งสูงถึง 4.5% ในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม
นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากและนักลงทุนอย่าง Ray Dalio เชื่อว่าน้ำมันแพงทำให้โลกเกิด Supply Shock จนสหรัฐเข้าสู่สภาวะ Staglfation-Light อย่างต่อเนื่องโดยปริยาย
ภายใต้เศรษฐกิจโลกแบบนี้ แทบไม่มีทางที่เศรษฐกิจไทยจะมีสัญญาณบวกได้เลย ยิ่งคำนึงถึงความไร้น้ำยาของรัฐบาลทุกชุดหลังปี 2557 ที่ทำจนไทยมี GDP ต่ำที่สุดในอาเซียน จนแพ้เขมร พม่า ลาว และเวียดนาม
โอกาสที่สถานการณ์ประเทศจะดีขึ้นอาจยากกว่าโอกาสที่ไทยไปบอลโลกด้วยซ้ำไป
อนุทินโนมิกส์จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้หรือไม่ยังไม่รู้ แต่ความไม่เชื่อมั่นรัฐบาลเป็นปัญหาที่ยังแก้ไม่ได้ คุณอนุทินไม่ได้ช่วยให้ปัญหาดีขึ้น และจุดชี้ขาดคือเดือนกรกฎาคมที่ว่าการอัดฉีด 4 แสนล้านจะส่งผลอย่างไรต่อเศรษฐกิจไทยจริงๆ
ถ้ารถพุ่มพวงแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ เรื่องถัดไปที่อาจต้องมาคุยกันคือเรื่องเปลี่ยนรัฐบาล
