บทความพิเศษ | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
รัฐมนตรีกร่างเป็นเรื่องที่คนไทยเกลียดเป็นเอกฉันท์ร่วมกัน
อดีตรองประธานสภาจากเพื่อไทยกร่างจนสมัยหนุ่มมีฉายาว่า “ตี๋กร่าง”
อดีตนายกฯ คนหนึ่งขว้างเปลือกกล้วยใส่นักข่าว
อดีตรองนายกฯ ผลักอกนักข่าวหญิง นายกฯ คนปัจจุบันไปถุยบนเวที ส่วนล่าสุด คุณสุชาติ ชมกลิ่น ก็บอกว่า “มึงรู้จักกูน้อยเกินไป”
บุคคลไหนกร่างทำให้คนนั้นถูกนำไปเปรียบกับ “กุ๊ย” ประเด็นคือกุ๊ยเป็นภัยคุกคามบุคคล
ส่วนรัฐมนตรีกร่างเป็นภัยคุกคามสังคม เพราะเหยื่อรัฐมนตรีกร่าง ได้แก่ ประชาชนหรือสื่อที่เป็นปากเสียงแทนประชาชน
ความกร่างของรัฐมนตรีจึงเป็นอาการของโรครัฐมนตรีมองประชาชนเป็นศัตรู
คุณสุชาติอ้างว่าโกรธที่สื่อถามเรื่องโกงในกรมควบคุมมลพิษมากไป
แต่สื่อมีหน้าที่ตั้งคำถาม จะให้สื่ออมสากคงไม่ได้ ถ้าทำก็เท่ากับสื่อรวมหัวกันโกงไปด้วย ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่สื่อ แต่อยู่ที่รัฐมนตรีซึ่งไม่ต้องการให้สื่อถามเรื่องโกงในกรมที่รัฐมนตรีดูแล
คุณอนุทิน ชาญวีรกูล ก็โกรธที่ภาคเอกชนแฉโกงจนยุให้ข้าราชการฟ้องปิดปากภาคเอกชน
คุณสุชาติกับนายจึงเหมือนกันตรงโกรธคนที่แฉโกง แต่ไม่โกรธคนซึ่งถูกกล่าวหาว่าโกง
เช่นเดียวกับไม่โกรธอีกหลายเรื่องที่ประชาชนโกรธ และไม่มีใครระเบิดความโกรธใส่คนโกงเหมือนที่ทำใส่ประชาชน
กรมควบคุมมลพิษรับสินบนอันดับ 1 หรือไม่เป็นข้อเท็จจริงที่ทุกฝ่ายต้องเคลียร์กัน
แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือหน่วยราชการไทยรับสินบนจริง หน่วยงานแบบนี้มีเยอะไปหมด ตำแหน่งแบบนี้มักเป็นตำแหน่งที่ซื้อขาย และสินบนเป็นส่วนหนึ่งของ “ส่วย” ที่ต้องส่งให้บิ๊กที่เหนือขึ้นไปต่อไป
ยกตัวอย่างง่ายๆ ปี 2565 ป.ป.ช.บุกจับอธิบดีกรมอุทยานฯ กลางห้องทำงานพร้อมหลักฐานคือซองเงินเกือบ 5 ล้านบาท ซึ่งมีคนจ่ายสินบนให้อธิบดี วันที่จับคือวันประชุมประจำเดือนซึ่งทุกหน่วยและทุกคนที่ไม่อยากถูกย้ายต้องนำเงินหัวคิวมาให้อธิบดี ซึ่งแปลว่าทุกคนน่าจะต้องไปไถคนอื่นมาจ่ายอีกที
สินบนเกี่ยวกับการซื้อขายตำแหน่งและ “ส่วย” ซึ่งเชื่อมโยงถึงผู้มีอำนาจเหนือคนส่งส่วยทั้งที่เป็นผู้บังคับบัญชาในราชการ, รัฐมนตรี หรือผู้มีอิทธิพลให้คุณให้โทษโดยตรงและโดยอ้อม
ความโกรธของรัฐมนตรีจึงน่าสงสัยว่าโกรธเพราะกลัวเรื่องลามหรือเพราะคิดว่าตัวเองเป็นพ่อข้าราชการจริงๆ
คนที่รัฐมนตรีควรพูดว่า “มึงรู้จักกูน้อยเกินไป” คือข้าราชการ, นักการเมือง และนักธุรกิจที่รวมหัวกันโกง
และสิ่งที่รัฐมนตรีทุกคนไม่ควรทำคือมีความรู้จักอย่างดีกับคนที่ขี้โกง “ประโยชน์สาธารณะ” จนในที่สุดรัฐบาลและราชการเป็นภัยคุกคาม “ประโยชน์สาธารณะ” ตามเงินสินบนจากภาคเอกชน
หัวใจของการรับสินบนคือนักการเมืองและข้าราชการเอา “ประโยชน์สาธารณะ” ไปเซ้งเป็นเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง
เมื่อใดที่มีการรับสินบน เมื่อนั้น “รัฐ” จะไม่ปกป้องประโยชน์สาธารณะ ผลคือสังคมหรือประชาชนเดือดร้อนเพื่อให้นักการเมืองและข้าราชการกระเป๋าตุงขึ้นจนรวยไม่ไหวกันเองกลุ่มเดียว
“รัฐล้มเหลว” เป็นคำที่คนจำนวนมากระบุว่าเป็นปัญหาประเทศยุค “แพทองธาร ชินวัตร” ซึ่งมีปัญหาบังคับใช้กฎหมาย, ความเหลื่อมล้ำ, ทุนเทาและพนันออนไลน์ระบาด, ความไม่สงบชายแดนใต้รุนแรง, ตึก สตง.ถล่ม, เศรษฐกิจตกต่ำ ฯลฯ และเหนืออื่นใดคือผู้มีอำนาจไม่มี Accountability ต่อประชาชน
แน่นอนว่ารัฐบาลแพทองธารเป็น “รัฐล้มเหลว” หรือไม่ขึ้นอยู่กับการ “ประเมิน” ว่าไทยเป็น “รัฐล้มเหลว” ตามนิยามนักวิชาการหรือยัง รวมทั้ง “รัฐบาลแพทองธาร” ทำให้เกิด “รัฐล้มเหลว” หรือรัฐบาลอื่น แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือประเทศไทยมีปัญหาหลายอย่างที่ทำให้คนพูดเรื่อง “รัฐล้มเหลว” จริงๆ
สรุปสั้นๆ รัฐล้มเหลวคือภาวะที่รัฐบาลไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ด้านดูแลความสงบเรียบร้อยและคุ้มครองประชาชน สถาบันของรัฐหมดความชอบธรรมจากประชาชน รัฐไม่สามารถควบคุมกลุ่มอิทธิพลเถื่อน กองกำลังติดอาวุธ และเครือข่ายอาชญากรรม
ซึ่งหลายเรื่องเป็นปัญหาตอนนี้แน่นอน
ไม่มีสังคมไหนยอมรับให้รัฐบาลหรือข้าราชการโกงประชาชน
สังคมที่ผู้มีอำนาจโกงจนภาคเอกชนสามารถทำโพล 10 หน่วยงานโกงสูงสุดคือสังคมที่โกงจนเป็นเรื่องปกติ ส่วนการบังคับใช้กฎหมายมีปัญหาแน่ๆ เพราะใครมีเงินก็สามารถซื้อรัฐบาลหรือข้าราชการให้ไม่ทำตามกฎหมายได้อย่างถาวร
ถ้ารัฐบาลแพทองธารสร้างปัญหาจนสังคมไทยพูดเรื่อง “รัฐล้มเหลว” ได้ ปัญหาต่างๆ ในรัฐบาลนี้ก็มีมากพอที่สังคมไทยจะคุยเรื่อง “รัฐล้มเหลว” ได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคอร์รัปชั่น, การบังคับใช้กฎหมาย, ผู้มีอำนาจไม่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน หรือการแพร่ระบาดของอาชญากรรม
จำเรื่อง “หมิงเฉิน ซัน” ได้ไหม?
ถ้าจำได้คงจำได้ว่าหมิงเฉินถูกจับจนเจออาวุธสงครามมหาศาลที่ได้จากตำรวจและทหาร มีสถานะบุคคลหลายประเทศ มีบัตรสีชมพูที่ออกโดยปลัดอำเภอเชียงดาว และมีวีซ่า Privilege Entry ทั้งที่เป็นระดับมือขวาหรือ “บอส” ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ในกัมพูชา
กรณีหมิงเฉิน ซัน หรือ “หมิง C4” เป็นตัวอย่างของการคอร์รัปชั่น, การซื้อเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคง, อิทธิพลของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ รวมทั้งการแพร่ระบาดของอาวุธสงคราม ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นองค์ประกอบของ การเกิด “รัฐล้มเหลว” ในทุกสังคม
ความตาย 8 ชีวิตจากรถไฟชนรถเมล์เป็นเรื่องที่คนไทยโกรธเพราะเรื่องนี้ไม่ควรเกิด แต่ทั้งที่เรื่องนี้เกิดกลางเมืองจนมีคนเห็นเป็นล้านๆ ความตายกรณีนี้ก็เหมือนความตายกรณี สตง.ตึกถล่มที่เดี๋ยวทุกคนก็ลืมจนไม่มีใครต้องรับผิดชอบ
และไม่มีรัฐมนตรีคนไหนโกรธเรื่องนี้เหมือนเรื่องถูกแฉโกง
คนเดียวที่ผิดในกรณีอุบัติเหตุร้ายแรงนี้คือคนขับรถไฟที่โดนข้อหาประมาทและเล่นยา แต่ผู้ว่าการการรถไฟไม่ผิดที่ไม่ตรวจสารเสพติดคนขับและไม่แม้แต่ไปเยี่ยมครอบครัวผู้เสียชีวิต ตำรวจไม่ผิดที่ไม่เปิดไฟจราจรจนรถเมล์คาบนรางรถไฟ รัฐมนตรีคมนาคมไม่ผิดที่ไม่สร้างรางยกระดับตามที่กำหนด
ทุกครั้งที่มีความสูญเสียแบบนี้ในสังคมไทย จำเลยรายแรกที่ผิดคือคนระดับล่างที่มีอำนาจน้อยที่สุดในห่วงโซ่ความผิด
จำเลยอันดับ 1 ของตึก สตง. ได้แก่ เหล็กเส้น ไม่ใช่ผู้รับเหมาหรือผู้ว่าการ สตง.
เช่นเดียวกับคนขับรถไฟ ทั้งที่มีคนอีกเยอะที่ทำให้เกิด “ความผิดทางโครงสร้าง” จนมีคนตายกลางเมือง
ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าผู้ว่าการการรถไฟเข้มงวดเรื่องตรวจสารเสพติด คนขับที่เสพยาก็ขับไม่ได้
ถ้ารัฐมนตรีคมนาคมทำรางรถไฟยกระดับตามที่มีการเสนอกันหลายปี เหตุการณ์รถไฟชนรถเมล์ก็ไม่เกิด
และถ้าตำรวจ สน.มักกะสันเปิดไฟจราจรถนนกำแพงเพชร 7 รถเมล์ก็จะไม่ถูกเบียดจนคร่อมทางรถไฟ
เรื่องแบบนี้ถ้าเป็นประเทศอื่นต้องมีคนลาออกไปแล้ว แต่จะเอาอะไรกับประเทศที่ตึกถล่มก็ไม่ผิด เครนรถไฟสีคิ้วพังก็ไม่เป็นไร ตึกถล่มก็ไม่ต้องรับผิดชอบ ฯลฯ ที่ไม่เคยมีข้าราชการหรือรัฐมนตรีคนไหนแสดงความรับผิดชอบแม้แต่คนเดียว
ทุกวันนี้ไปไหนมาไหนมีแต่คนบ่นว่ารัฐบาลจะอยู่ไปอีกกี่ปี ความฝืดเคืองทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่คนทุกกลุ่มเห็นตรงกันจนไม่ต้องเถียงกัน สื่ออาวุโสคนหนึ่งโพสต์เฟซบุ๊กว่าตอนนี้ลดการใช้เงินเหลือเดือนละหมื่นกว่าๆ จากเดิมรายได้เดือนละแสน ชะตากรรมของคนที่จนกว่านี้จึงไม่ต้องพูดกัน
ซีอีโอธุรกิจบันเทิงยักษ์ใหญ่คนหนึ่งบอกผมว่า เศรษฐกิจปีนี้แย่ยาวไม่ต่ำกว่ากรกฎาคม สื่อรุ่น “วีระ ธีรภัทร” พูดว่าใครลดรายจ่ายอะไรได้ก็ลดให้หมด อินฟลูฯ สายการเงินทำแต่ Content ประเภท “ทำอย่างไรไม่ตกงาน” ส่วนคน 13 ล้านที่อยู่ด้วยบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนั้นจนถาวรจนไม่มีคนพูดถึงเลย
ทั้งหมดนี้คือความห่วยของรัฐบาลหรือไม่?
คำตอบคือการทำมาหากินฝืดเคืองเป็นความห่วยของรัฐบาลแน่ เพราะการอยู่ดีกินดีของประชาชนเป็นภารกิจพื้นฐานของรัฐบาลทุกชุดในระบอบการเมืองทุกระบอบ ใครเป็นรัฐบาลแล้วทำให้ประชาชนอยู่เลวกินเลวก็ไม่ควรเป็นรัฐบาลอีกต่อไป
ข้อดีของการเป็นรัฐบาลห่วยในประเทศไทยคือคุณสามารถเป็นรัฐบาลต่อไปเรื่อยๆ ต่อให้จะบริหารประเทศห่วยแค่ไหน อายุของรัฐบาลไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลงาน แต่ขึ้นอยู่กับ “แบ็ก” หรือ “เครือข่าย”
นักการเมืองห่วยและนายพลห่วยจึงผลัดกันตั้งรัฐบาลห่วยได้ต่อให้ไม่มีผลงานอะไรเลย
ในที่สุดสังคมไทยอาจต้องมาคุยเรื่องรัฐล้มเหลวเฟส 2 เพื่อให้รัฐมนตรีเลิกกร่าง, รัฐบาลเกรงใจประชาชนมากขึ้น และนายกรัฐมนตรีรับผิดชอบต่อการแก้ปัญหายากๆ ให้ประชาชนมากกว่าเรื่องทำรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อรักษาอำนาจตัวเอง
