บทความพิเศษ | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
ส.ว.ควรมีอยู่หรือไม่เป็นเรื่องที่เถียงกันในสังคมไทยมานาน แต่สภาพ ส.ว.อย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้ไม่ได้มาจากการถกเถียงด้วยสติปัญญาอะไรทั้งนั้น หากมาจากรัฐประหารปี 2557 และรัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งคุณประยุทธ์ จันทร์โอชา บีบบังคับให้ประชาชนเลือก ส.ว.จึงเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจที่ไม่ยึดโยงประชาชนเลย
ทหารและ “เนติบริกร” อ้างทุกครั้งที่เขียนรัฐธรรมนูญว่า ส.ว.มีเพื่อช่วย ส.ส.ออกกฎหมายเพราะ ส.ว.มีความรู้ที่ ส.ส.ไม่มี แต่คำพูดนี้โกหก เพราะ ส.ว.มาจากการฮั้ว ไม่ใช่ความรู้ ซ้ำอำนาจ ส.ว.ยังมากกว่า ส.ส.ถึงขั้นเลือก กกต., เลือก ป.ป.ช., เลือกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ฯลฯ ซึ่ง ส.ส.ทำไม่ได้ทุกกรณี
ประเทศส่วนใหญ่ในโลกไม่มี ส.ว. และในกรณีประเทศที่มี ส.ว. หลักการคืออำนาจเชื่อมโยงกับที่มา ถ้า ส.ว.มาจากการเลือกตั้งก็ให้มีอำนาจมาก ถ้า ส.ว.ไม่ได้จากการเลือกตั้งก็ให้มีอำนาจน้อย แต่ระบบไทยคือ ส.ว.มีอำนาจมากจนเลือกได้ยันศาล แต่กลับมีที่มาซึ่งไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนเลย
ในรัฐธรรมนูญที่คุณประยุทธ์คิดและคุณมีชัย ฤชุพันธุ์ ทำ ใครคุม ส.ว.คนนั้นย่อมคุมประเทศ
ส.ว.ใหญ่กว่าผลเลือกตั้งจนพรรคแพ้เลือกตั้งได้ตั้งรัฐบาลอย่างคุณประยุทธ์และพรรคเพื่อไทย เช่นเดียวกับได้ตั้งคนยุบพรรค, คนอุ้มนักการเมืองโกง และคนตัดสิทธิ์นักการเมืองใน กกต., ป.ป.ช. และศาลรัฐธรรมนูญ
ทั้งหมดนี้คือปฐมบทของคำว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่รัฐบาลคุม ส.ว. และ ส.ว.คุมประเทศผ่านอำนาจตั้งองค์กรอิสระอย่าง กกต., ป.ป.ช. และศาลรัฐธรรมมนูญ
ใครคุม ส.ว.จึงอาจถูกกล่าวหาว่าสามารถอุ้มคนโกง, ล้มรัฐบาล, ปล่อยทุจริตเลือกตั้ง, เลือกนายกฯ, ตัดสิทธิ์ตลอดชีวิต, ยุบพรรคฝ่ายตรงข้าม ฯลฯ ได้ตลอดเวลา
ตัวเลขโดยประมาณคือวุฒิสภาตอนนี้มี ส.ว.สีน้ำเงินไม่ต่ำกว่า 150 คน คนเหล่านี้ตั้งกรรมการ ป.ป.ช.แล้ว 4 จาก 9 ราย, ตั้ง กกต.ไป 4 จาก 7, ตั้งศาลรัฐธรรมนูญไป 7 จาก 9 และตั้งคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินอีก 4 จาก 7 และทั้งหมดนี้คือองค์ประกอบของ “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่พูดกันในปัจจุบัน
“ระบอบสีน้ำเงิน” ไม่มีอะไรเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ เพราะสื่อและนักวิชาการใช้คำนี้พูดถึงสภาพที่พรรคภูมิใจไทยมีอิทธิพลเหนือ ส.ว., องค์กรอิสระ และศาลรัฐธรรมนูญเพื่อแสดงอิทธิพลของภูมิใจไทยต่อการเมืองไทย ไม่ใช่อิทธิพลของสถาบันที่พรรคไปเอาสีมาเป็นสัญลักษณ์ของพรรคตัวเอง
นอกจาก ส.ว.จะมีอิทธิพลเหนือประเทศจนใครคุม ส.ว. คนนั้นคุมประเทศ ส.ว.ยังมีบทบาทขัดขวางไม่ให้คนไทยทำกติกาปกครองประเทศอย่างที่คนไทยต้องการ เพราะการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ต้องได้ ส.ว.อนุมัติ
จน ส.ว.แค่ 50 คนสามารถล้มผลประชามติรัฐธรรมนูญของคนทั้งประเทศได้ทันที
คุณณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ และพรรคประชาชนเป็นพรรคใหญ่พรรคเดียวที่กล้าวิจารณ์บทบาทนี้ของ ส.ว. พรรคอื่นไม่กล้าเพราะกลัวถูกล้างแค้นตอนมีคดี, เห็นแก่ตัวจนคิดว่าพูดไปสองไพเบี้ย รวมทั้งไม่สนใจเรื่องรัฐธรรมนูญแล้ว การวิจารณ์ ส.ว.จึงไม่ผิดและไม่มีปัญหาอะไร ยกเว้นทำให้ ส.ว.และนายไม่พอใจ
ในสังคมที่ ส.ว.กินเงินเดือนจากภาษีประชาชนแต่มีอำนาจกว่าประชาชน คนทุกกลุ่มในสังคมย่อมมีสิทธิ์วิจารณ์การทำหน้าที่ของ ส.ว.เหมือนวิจารณ์ ส.ส.และผู้ดำรงตำแหน่งการเมืองอื่นๆ ส.ว.จึงไม่มีอำนาจรวมหัวบังคับให้ใครขอโทษภายใน 3 วัน ยกเว้นจะวางก้ามว่าตัวเองใหญ่เหมือนแก๊งมาเฟีย
คนกลุ่มเดียวที่พูดว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” หมายถึงสถาบันพระมหากษัตริย์คือ ส.ว.สีน้ำเงินที่อ้างว่าตัวเองใช้สีเหมือนสีน้ำเงินธงชาติ ใครวิจารณ์ ส.ว.จึงเท่ากับวิจารณ์สถาบัน และใครที่มีสติสัมปชัญญะปกติย่อมรู้ว่าการยกตัวเองแบบนี้ต่างหากที่โหนสถาบันจนไม่เคารพสถาบันเลย
ควรสังเกตว่าพรรคประชาชนไม่ได้วิจารณ์ “ระบอบสีน้ำเงิน” เฉพาะแค่ตัว ส.ว. แต่ยังวิจารณ์พรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นเจ้าของ ส.ว.ด้วย แถมยังวิจารณ์เรื่องรัฐบาล “โหนองคมนตรี” ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่ไม่มีใครกล้าพูด ถึงแม้จะมีคนคิดหรือสงสัยเรื่องนี้ไม่น้อยก็ตาม
“หมาแก่” พูดในรายการว่าคำพูดคุณเท้ง “น่าหวาดเสียว” เพราะองคมนตรีเป็นที่ปรึกษาของสถาบัน
แต่ความหวาดเสียวไม่ได้ล้มล้างข้อเท็จจริงว่าคุณเท้งวิจารณ์ภาพรัฐบาลประชุมกับองคมนตรี ไม่ใช่วิจารณ์สถาบันหรือองคมนตรี
ซ้ำคำวิจารณ์ยังเกิดหลังมีการปล่อยภาพการประชุมซึ่งไม่เคยมีใครทำ
คุณอนุทิน ชาญวีรกูล บอกผมว่าองคมนตรีประชุมกับ ปภ.ตั้งแต่ปี 2560 ตัวคุณอนุทินไปประชุมแบบนี้ทุกปีตั้งแต่เป็น มท.1 จนตอนนี้เป็นครั้งที่ 3 และปีหน้าก็ไปอีก ยิ่งรอบนี้องคมนตรีมากระทรวงมหาดไทย 9 คน คนเป็นรัฐมนตรียิ่งต้องไปต้อนรับ ซ้ำรอบนี้คุณประยุทธ์มาด้วย ยังไงคุณอนุทินก็ต้องไป
การประชุมไม่มีปัญหาแน่ แต่เมื่อไม่เคยมีใครเห็นภาพการประชุมครั้งอื่น การตั้งคำถามจึงมีตามไปด้วย คนที่เห็นภาพแล้วตั้งคำถามกับรัฐบาลแบบคุณเท้งมีเยอะไปหมด
แต่คำถามแบบนี้ไม่เข้าข่ายให้ใครยื่นยุบพรรคด้วยข้ออ้างเรื่อง “เซาะกร่อนบ่อนทำลาย” หรือพาดพิงไปเรื่องสถาบันอย่างแน่นอน
แน่นอนว่าคุณเท้งพูดแรงไปนิดเรื่องคุณอนุทินตั้งใจโหนองคมนตรี แต่การที่ ส.ว.ฉวยโอกาสโจมตีว่าคุณเท้งพูดถึงคุณอนุทินแบบนี้เป็นการ “เซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบัน” คือการยัดเยียดข้อหาซึ่งเกินกว่าเหตุ
จนน่าสงสัยว่าเล่นบทนี้เพื่อล้างแค้นคุณเท้งและพรรคประชาชนเรื่อง “ระบอบสีน้ำเงิน”
วิวาทะเรื่อง “โหนองคมนตรี” ทำให้คดียุบพรรคประชาชนรอบใหม่มาตามนัด ขณะที่คดีตัดสิทธิ์ 44 ส.ส.พรรคก้าวไกลก็กำลังอยู่ในศาลฎีกา ผลของคดีเดาได้ไม่ยากในประเทศที่รัฐยัดคดีแบบนี้ซ้ำๆ จนแค่เริ่มคนก็รู้ตอนจบ ถึงคำร้องจะเริ่มต้นจากการที่คุณเท้งวิจารณ์รัฐบาลเท่านั้นก็ตาม
สำหรับคนที่ปล่อยข่าวว่าพรรคประชาชน “หมอบ” หรือ “มีดีล” ไม่ว่าจะเป็นดีลกับภูมิใจไทย หรือชนชั้นนำ คดีนี้คือหลักฐานว่าพรรคไม่ได้หมอบและไม่มีดีลกับใคร เพราะอย่างเดียวที่พรรคได้จากการตั้งคำถามเพื่อไม่ให้รัฐบาล “โหนสถาบัน” คือความเกลียดชังจากและฝ่ายโหนสถาบันเอง
ใครๆ ก็รู้ว่าชนชั้นนำไทยต้องการกำจัดพรรคส้มมานาน การยื่นยุบแค่เพราะวิจารณ์รัฐบาลตอกย้ำว่าพรรคคือศัตรูอันดับ 1 ที่ชนชั้นนำต้องการกำจัดให้สิ้นซาก
ความต้องการนี้รุนแรงถึงจุดที่ไม่แคร์ว่าข้อหาจะเหลวไหลแค่ไหน ต่อให้การยุบพรรคแบบนี้จะเป็นหนังรีเมกซ้ำซากก็ช่างหัวมัน
ตรงกันข้ามกับข้อหาตื้นเขินว่าพรรคประชาชนเป็นพวกเดียวกับภูมิใจไทย คดียุบพรรคเป็นอีกหลักฐานว่าพรรคประชาชนอยู่คนละขั้วกับภูมิใจไทย เหมือนอยู่ตรงข้ามกับเพื่อไทยและเครือข่ายชนชั้นนำที่แฝงตัวอยู่ในรูป ส.ว., องค์กรอิสระ หรือแม้แต่กองทัพกับกำนันผู้ใหญ่บ้านแนวอนุรักษนิยม
หัวใจของ “ระบอบสีน้ำเงิน” คือความเชื่อว่าพรรคภูมิใจไทยมี “เครือข่าย” ที่ทำให้พรรคมี “อิทธิพล” เหนือประเทศจนใครคุมพรรคก็คุมประเทศทันที แต่ที่จริงพรรคแนวบ้านใหญ่ที่ไหนก็มี “เครือข่าย” ของตัวเอง สิ่งที่ภูมิใจไทยเหนือกว่าพรรคอื่นจึงได้แก่การมี ส.ว.ของตัวเองอย่างที่พรรคอื่นไม่มีเลย
ภูมิใจไทยไม่เคยยอมรับว่า “ส.ว.สีน้ำเงิน” เป็นเครือข่ายของตัวเอง เช่นเดียวกับ “ส.ว.สีน้ำเงิน” ก็ไม่ยอมรับว่าตัวเองเป็นพวกภูมิใจไทย
แต่กรรมคือเครื่องส่อเจตนา และพฤติกรรม ส.ว.กับภูมิใจไทยที่เหมือนกันยันเสื้อผ้าหน้าผมบอกทุกอย่างหมดจด ขาดแค่ยังไม่นั่งประชุม ส.ส.กับพรรคภูมิใจไทย
เพื่อให้ความเป็นธรรมกับภูมิใจไทย ต้องย้ำว่า ส.ว.สีน้ำเงินคือฝ่ายซึ่งโชว์ออฟว่าตัวเองเป็นเครือข่ายภูมิใจไทยจนประเจิดประเจ้อ ไม่ต้องพูดถึงหลักฐานคดีฮั้วอย่างโพยรายชื่อผู้สมัคร บัตรลงคะแนนที่เหมือนกันจำนวนมาก ข้อความแชต บันทึกโอนเงิน ฯลฯ จนไม่มีทางปฏิเสธความสัมพันธ์นี้ได้เลย
ภูมิใจไทยฉลาดพอที่จะไม่ยอมรับว่า ส.ว.สีน้ำเงินเป็นของตัวเอง เพราะถ้ายอมรับเท่ากับสารภาพผิดคดีฮั้ว ส.ว. แต่ ส.ว.สีน้ำเงินไม่ฉลาดพอจะรู้ว่าการอวยรัฐบาลสุดขีดทำให้ความไม่เป็นกลางของตัวเองชัด และ ส.ว.ในฐานะองค์กรกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่ไม่มีความน่าเชื่อถือเลย
ระวังระบอบสีน้ำเงินจะเป็นชนวนของปัญหาการเมืองเหมือน “ระบอบทักษิณ” และ “ระบอบ คสช.”
