บทความพิเศษ | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
คําตอบโต้ของคุณอนุทิน ชาญวีรกูล ต่อนักข่าวที่ถามว่าจะ “ลาออก” จากตำแหน่งรัฐมนตรีมหาดไทยหรือไม่ เป็น Red Flag หรือธงแดงว่ารัฐบาลเผชิญสถานการณ์ขาลงที่สารพัดปัญหาถาโถมอย่างไม่เคยเป็น ยิ่งกว่านั้นคือ ทุกปัญหาแก้ยาก มี “ตอ” และพัวพันคนหลายกลุ่มจนมองไม่เห็นทางออกเลย
“รัฐมนตรีลูกเทพ” เป็นภาพลักษณ์ของรัฐบาลที่เต็มไปด้วยเด็กฝึกงานซึ่งเป็นรัฐมนตรีตาม “โควต้า” ของพ่อแม่มากกว่าผลงาน แต่ที่จริงแม้แต่รัฐมนตรีเก่าของภูมิใจไทยและเพื่อไทยก็ไม่มีผลงาน ทันทีที่มีคนถามเรื่องการลาออกจึงง่ายที่คุณอนุทินจะระเบิดอารมณ์ทันที
พูดตรงๆ คือ “เนเน่” ทำให้คนไทยมีความสุขมากกว่ารัฐบาล และแม้แต่รัฐมนตรีทุกคนก็ยังดูมีความสุขที่ได้ถ่ายรูปกับ “เนเน่” มากกว่าพูดเรื่องผลงานตัวเอง
คดีโกงสอบท้องถิ่นเป็นคดีที่คนมหาศาลเชื่อว่าจะจบแบบตัดตอน คนรู้ทันรัฐบาลระแวงว่าตำรวจคงจับแต่ปลาซิวปลาสร้อย ส่วน ป.ป.ช.ประกาศว่าตรวจสอบสูงสุดแค่อธิบดี 2 คนโดยไม่หาคนผิดตอนทำ TOR หรือย้อนไปตรวจสอบปีอื่นๆ ซึ่งแปลว่ารัฐบาลจะไม่แตะหลายคนที่สังคมสงสัยเลย
คุณอนุทินพูดว่าพร้อมลงโทษคนผิดโดยไม่เกรงใจใคร แต่คำพูดไม่สำคัญเท่าการกระทำ และกรอบทำคดีของตำรวจกับ ป.ป.ช.ที่ไม่แตะรองนายกฯ, รัฐมนตรีช่วยว่าการ และปลัด มท.ก็ยิ่งทำให้คนสงสัยรัฐบาลเยอะไปหมด เพราะลูกน้องหรือคนใกล้ชิดคนเหล่านี้ล้วนพัวพันกับคดีจนควรถูกสอบสวนด้วยทันที
ตัวอย่างง่ายๆ รองนายกฯ ตั้ง “วิน” เป็นบอร์ดการบินพลเรือน ข้าราชการสาธารณสุขพบ “วิน” บ่อยหน้าห้องรัฐมนตรี หมอชนบทระบุ “วิน” ชอบคุยกับบริษัทขายเครื่องมือแพทย์ คลิปพาดพิงภรรยาปลัดฯ ขายตำแหน่ง คนสนิทรัฐมนตรีช่วยว่าการถูกหมายจับ แต่ทุกคนอยู่ในตำแหน่งต่อโดยนายกฯ ไม่แตะต้องเลย
แน่นอน รัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ถูกพาดพิงล้วนยืนยันว่าตัวเองไม่รู้เรื่องขายตำแหน่งราชการ แต่ประเด็นคำถามคือ ใครจะโง่บอกว่ารู้เรื่อง ซ้ำสภาพแวดล้อมที่พิรุธก็เยอะไปหมด ตัวอย่างเช่น จู่ๆ รัฐมนตรีสาธารณสุขเลิกแถลงข่าวเรื่อง “พ่อทิพย์” ทันทีที่ตำรวจจับ “วิน” ซึ่งเป็นทีมรัฐมนตรี
ปัญหาคือ เจ้าหน้าที่จะสืบสวนคดีนี้อย่างเต็มที่ได้อย่างไรในเวลาที่รองนายกฯ, รัฐมนตรี, รัฐมนตรีช่วยว่าการ และปลัดฯ ที่ถูกพาดพิงยังเดินเพ่นพ่านในทำเนียบจนมีอำนาจเหนือเจ้าหน้าที่ตลอดเวลา?
ด้วยการได้ตัว “พิชิต” ผู้คุมการแก้คะแนนสอบข้าราชการตามรายชื่อคนซื้อตำแหน่ง DSI อ้างไม่ได้แล้วว่าไม่รู้ว่า “บอส” ขบวนการขายตำแหน่งคือใคร เพราะ “พิชิต” ได้รายชื่อคนที่ต้องการคะแนนสอบจาก “บอส” จนเป็นกุญแจสู่ “บอส” ยกเว้นจะมีใครกำจัดพิชิตเพื่อให้เรื่องจบแบบมวยล้มต้มคนดู
DSI ได้อะไรจาก “พิชิต” แค่ไหนยังไม่มีความชัดเจน แต่ข้อที่น่าสังเกตคือ คำแถลงของคุณอนุทินในวันแรกหลังจับ “พิชิต” กลับพูดแต่เรื่องการเอากลุ่มซื้อตำแหน่งกว่า 5,000 ออกจากราชการ แต่ไม่มีการพูดถึง “บอส” แม้แต่น้อย ทั้งที่เป็นเรื่องที่รัฐบาลควรแถลงความคืบหน้ามากกว่าเรื่องใดๆ
คดีโกงสอบกลุ่มเดียวที่จะไม่จบแบบมวยล้มคือคนที่ซื้อตำแหน่งราชการ คนเหล่านี้ผิดชัดจนปล่อยผ่านไม่ได้ ซ้ำยังเล็กจนการเอาผิดทำให้รัฐบาลโม้ได้ว่าแก้ปัญหาโดยเด็ดขาด
แต่อาชญากรซึ่งขายตำแหน่งนั้นใหญ่จนเจ้าหน้าที่เจอ “ตอ” ที่เอาผิดนักการเมืองและข้าราชการระดับชาติไม่ได้สักคน
คดีโกงสอบเป็นหลักฐานว่าเงินซื้อทุกอย่างในประเทศไทยได้ และคนใหญ่คนโตขายตำแหน่งจนรู้กันว่าตำรวจอย่าทำคดีจนพังกันหมด ความยุติธรรมในคดีนี้จึงไม่มีทางเกิด คนผิดไม่มีวันผิด ถึงแม้จะทำจนอัตราโกงบางภาคสูง 3 ใน 4 หรือในกระดาษคำตอบ 4 คน มีคะแนนผิดปกติถึง 3 คน
“สิงห์ดำ” ที่ตอนนี้เป็นใหญ่ใต้ “สิงห์น้ำเงิน” บอกผมว่าเรื่องขายตำแหน่งใครๆ ก็รู้กัน ทั้งหมดนี้เป็น “วัฒนธรรม” ที่มีมานานแล้ว ใครฝากใครได้ก็ฝาก ใครรับฝากใครได้ก็ช่วย เราไม่ทำคนอื่นก็ทำ เพียงแต่ไม่มีใครคิดว่ารอบนี้ขบวนการขายจะลุกลามจนถูกจับระดับครึ่งหมื่นเท่านั้นเอง
อะไรทำให้ข้าราชการจำนวนมากคิดว่าการซื้อขายตำแหน่งเป็นเรื่องธรรมดา?
คำตอบง่ายๆ คือ เพราะคนทำแทบไม่โดนเอาผิด ผลประโยชน์ต่างๆ ที่ได้ก็คุ้มแสนคุ้ม ถ้าตีว่าเงินเดือนเฉลี่ยแค่ 30,000 ถึงอายุ 60 ทำงาน 30 ปีก็ได้เงินรวมกันกว่า 10 ล้าน ไม่รวมสวัสดิการต่างๆ ของพ่อแม่และลูกตัวเอง
ทั้งหมดนี้ยังไม่รวมเงินสีดำจากการรีดไถ, เก็บส่วย, กินตามน้ำ, เซ็นอนุมัติ, รับเงินใต้โต๊ะ, ใส่ซองโดยเสน่หา, ค่าน้ำร้อนน้ำชาหยอดน้ำมัน หรือเงินสินบนเพื่อไม่ให้ทำเรื่องที่ตามกฎหมายต้องทำ
ไฟนรกเผาโรงเบียร์ลาดพร้าวเป็น “หลักฐาน” ว่าเงินซื้อทุกอย่างในประเทศได้โดยไม่สนว่าใครอยู่ใครตาย ถึงแม้ไฟไหม้จะเป็นอุบัติเหตุ แต่คนตายจากไฟไหม้เป็นเรื่องป้องกันได้ คนที่ไปเที่ยวจึงไม่ผิด และไม่ใช่คนที่ควรตาย อย่างที่อินฟลูฯ หิวแสงบางคนด่าว่าพวกมึงสมควรตายที่ไปเที่ยวที่อโคจร
ตายหมู่ลาดพร้าวเป็นอีกครั้งที่คนจำนวนมากตายโดยไม่ควรตาย คนพูดทั้งประเทศว่าจะตบปากหากใครพูดว่า “สรุปบทเรียน” เพราะเหตุแบบนี้เกิดซ้ำซากจนคำว่า “สรุปบทเรียน” ไม่ต่างจากลมที่ผายจากปาก ส่วนสื่อต่างประเทศรายงานเหมือนกันหมดว่าประเทศไทยไม่มีความปลอดภัยอะไรเลย
ผู้ว่าฯ กทม.ให้สัมภาษณ์ที่จุดเกิดเหตุทันทีว่าคนส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกไฟคลอกจนตาย ไฟในร้านไม่แรง แต่คนสำลักควันจนขาดใจตายเพราะหายใจไม่ได้ นั่นแปลว่าหากทุกคนหนีได้ก็ไม่ตาย แต่ไฟมาเร็ว ประตูหนีไฟออกยาก บางจุดมีสิ่งกีดขวาง ทุกคนที่ตายจึงตายเพราะความเฮงซวยอย่างที่ไม่ควรตาย
รัฐรู้ไหมว่าผับนี้ทำคนตายได้ตลอดเวลา คำตอบคือรู้แน่ๆ เพราะผับตั้งอยู่ริมถนนใกล้สถานีตำรวจ ใกล้กองปราบ ใกล้สำนักงานเขต ส่วน กทม.กับตำรวจมีหน้าที่ตรวจสถานที่แบบนี้อยู่แล้ว แปลว่าตำรวจและ กทม.ต้องรู้ว่าผับนี้มีความเสี่ยงหลายเรื่อง แต่ทุกคนเก็บส่วยจนไม่สนใจอะไรเลย
เป็นไปได้อย่างไรที่ผับผิดกฎหมายเปิดริมถนนโดยไม่มีเจ้าหน้าที่คนไหนเอาผิดเลย?
คำตอบคือไม่มีทาง ถ้าไม่มีใครรับเงิน
ในกรณี กทม. สำนักงานเขตกับ “สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย” คือหน่วยงานที่มีหน้าที่ต้องตรวจสอบร้านอาหารแบบนี้อยู่แล้ว ร้านดีๆ บางแห่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจปีละ 3-4 ครั้ง โดยผู้อำนวยการเขตตรวจเองด้วยซ้ำ เขตที่ไม่ตรวจจึงมีความผิดฐานละเลยการปฏิบัติหน้าที่แน่นอน
เจ้าของร้านอาหารดังบนถนนพหลโยธินเล่าให้ผมฟังว่า ตำรวจ 2 หน่วย “ลง” ทันทีที่พบว่าร้านเปิดจนหลังเที่ยงคืน ผลคือร้านต้องจ่ายรายเดือนเพื่อไม่ให้ตำรวจ “ลง” และเพื่อการอำนวยความสะดวกด้านต่างๆ ตำรวจที่ไวพอจะบุกไถเงินจึงไม่มีทางไม่รู้ว่าร้านไหนมีความเสี่ยงจะทำคนตาย
ตรงข้ามกับอินฟลูฯ หิวแสงที่ด่าว่าคนเที่ยวผับคือพวกรนหาที่จนสมควรตาย ถ้าตำรวจและข้าราชการไม่รับส่วย สถานบันเทิงผิดกฎหมายก็ไม่เกิด แต่เมื่อข้าราชการกับตำรวจใช้เงินซื้อตำแหน่ง การเก็บส่วยก็ต้องเกิดเพื่อถอนทุนและเพื่อส่งส่วยให้ “นาย” ทั้งที่เป็นข้าราชการและนักการเมือง
นักข่าวอาจแรงไปนิดที่ถามเรื่องคุณอนุทินลาออกจากมหาดไทยเพราะเหตุไฟไหม้โรงเบียร์ แต่คำถามเป็นกระจกสะท้อนอารมณ์สังคมที่มีเรื่องให้เดือดเยอะไปหมด และทุกปัญหาที่เดือดคือปัญหาที่รัฐบาลต้องแก้ แต่แก้ไม่ได้ ไม่มีปัญญาแก้ และประชาชนระแวงว่ารัฐบาลอาจไม่สนใจแก้
รัฐบาลไม่มีสิทธิ์โกรธประชาชนเท่ากับที่ประชาชนมีสิทธิ์โกรธรัฐบาล
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
