บทความพิเศษ | พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
Autophagy หรือออโตฟาจี มาจากคำภาษากรีก auto ที่หมายถึงตัวเอง และ phagein ที่หมายถึงการกิน จึงแปลตรงตัวว่า “การกินตัวเอง”
ในทางชีววิทยา คือกระบวนการที่เซลล์ย่อยส่วนประกอบภายในของตัวเองเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่
แต่ภาพที่อยู่เบื้องหลังคำนี้รุนแรงกว่านั้น คือเมื่อระบบไม่สามารถหาทรัพยากรหรือทางออกจากภายนอกได้ มันจะเริ่มหันกลับมาบริโภคสิ่งที่อยู่ภายในตัวเองเพื่อยืดอายุออกไปชั่วคราว
และหากกระบวนการดังกล่าวดำเนินต่อไปโดยไร้สมดุล สิ่งที่เคยช่วยให้ระบบอยู่รอดก็อาจกลายเป็นกลไกที่เร่งความเสื่อม
และทำลายตัวมันเองในที่สุด
เมื่อนำภาพดังกล่าวมาอธิบายการเมือง ผมขอใช้คำว่า Political Autophagy หรือ “การเมืองที่เริ่มกินตัวเอง” เพื่อหมายถึงภาวะที่ผู้มีอำนาจพยายามรักษาระบอบด้วยการกำจัดทุกสิ่งที่มองว่าเป็นอุปสรรค ทั้งฝ่ายค้าน สื่อ ศาล กลไกตรวจสอบ ข้าราชการที่กล้าทักท้วง หรือแม้แต่พันธมิตรภายในระบบ จนสิ่งที่ถูกกำจัดกลับเป็นองค์ประกอบที่ช่วยให้ระบอบรับรู้ข้อผิดพลาด ปรับตัว และดำรงอยู่ได้
การรวมศูนย์อำนาจไม่ได้ผิดในตัวเอง หลายครั้งมันช่วยยุติความวุ่นวาย ระดมทรัพยากร และรับมือวิกฤตได้รวดเร็ว
ปัญหาเริ่มขึ้นเมื่อผู้นำเชื่อว่าอำนาจที่เพิ่มขึ้นย่อมหมายถึงความมั่นคงที่เพิ่มขึ้นเสมอ จึงค่อยๆ ทำลายกลไกทุกอย่างที่จำกัดหรือทักท้วงตนเอง
ในระยะสั้น รัฐบาลอาจดูเข้มแข็ง ฝ่ายค้านอ่อนแรง ข่าวร้ายหายไป และคำสั่งจากส่วนกลางถูกปฏิบัติอย่างพร้อมเพรียง
ทว่า ในระยะยาว ระบบจะสูญเสียสิ่งจำเป็นสี่ประการ คือ ข้อมูลที่ตรงกับความจริง สถาบันที่แก้ไขความผิดพลาด ความร่วมมือของชนชั้นนำ และความชอบธรรมในสายตาประชาชน
เมื่อฐานเหล่านี้ถูกกัดกินพร้อมกัน ระบอบที่ดูมั่นคง เมื่อขยายอำนาจไปเรื่อยๆ ยึดกุมทุกสิ่งที่ขวางหน้า อาจเกิดภาวะ “collapse from within” หรือ “พังทลายจากภายใน”
เพราะศูนย์กลางไม่รู้แล้วว่าประเทศกำลังเผชิญปัญหาอะไร
เจ้าหน้าที่ไม่กล้ารายงานความจริง
พันธมิตรอยู่ต่อเพราะความกลัวมากกว่าความเชื่อมั่น
ร่องรอยความมูมมาม สวาปามที่กินทุกอย่างที่ขวางหน้า และประชาชนที่ตกทุกข์ได้ยาก ไร้ช่องทางระบายความไม่พอใจจนกว่ามันจะระเบิดออกมาพร้อมกัน
จักรวรรดิโรมันตะวันตกช่วยให้เราเห็นกลไกนี้ แม้ต้องเริ่มด้วยข้อควรระวังว่า โรมันไม่ได้ล่มสลายเพราะการรวมศูนย์อำนาจเพียงอย่างเดียว
ในช่วงวิกฤตศตวรรษที่สาม ระหว่าง ค.ศ.235 ถึง 284 จักรวรรดิโรมันเผชิญสงครามกลางเมือง การแย่งชิงบัลลังก์ การรุกรานตามแนวพรมแดน และปัญหาเศรษฐกิจ
การปฏิรูปของจักรพรรดิไดโอคลีเชียนหลังปี 284 ทั้งด้านการปกครอง ภาษี กองทัพ และระบบ Tetrarchy ช่วยกอบกู้จักรวรรดิได้จริง การรวมศูนย์ในช่วงแรกจึงเป็นเครื่องมือรักษารัฐ ไม่ใช่สาเหตุโดยตรงของการล่มสลาย
อย่างไรก็ตาม รัฐที่ใหญ่และซับซ้อนขึ้นต้องใช้ทรัพยากรมากขึ้น โรมันต้องเลี้ยงกองทัพ ปกป้องพรมแดน บริหารจังหวัด และรักษาราชสำนัก ภาระจำนวนมากถูกส่งไปยังเมืองและชนชั้นนำท้องถิ่นที่เรียกว่า curiales ซึ่งต้องเก็บภาษี ดูแลกิจการเมือง และรับผิดชอบรายได้ตามเป้าหมาย
ตำแหน่งที่เคยเป็นเกียรติจึงค่อยๆ กลายเป็นภาระ หลายคนพยายามหลีกเลี่ยงหน้าที่
ขณะที่รัฐตอบโต้ด้วยการผูกคนไว้กับตำแหน่งเดิม ระบบที่ต้องการรักษารายได้จึงลดแรงจูงใจของผู้ที่ทำหน้าที่เชื่อมส่วนกลางกับท้องถิ่น และต้องขยายระบบราชการเพื่อทดแทนเมืองที่อ่อนแอลง
รัฐขยายตัวเพื่อแก้ปัญหา แต่การขยายตัวกลับเพิ่มภาระและลดความยืดหยุ่นของระบบเอง
ความเปราะบางนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเท่ากันทั้งจักรวรรดิ โรมันตะวันออกมีเมืองที่มั่งคั่งกว่า ฐานภาษีหนาแน่นกว่า และระบบบริหารที่ปรับตัวได้มากกว่า จึงอยู่รอดต่อไปอีกหลายศตวรรษ ฝั่งตะวันตกกลับเผชิญสงครามกลางเมือง ค่าใช้จ่ายทางทหาร และการสูญเสียดินแดน
การที่ชาวแวนดัลยึดคาร์เธจในปี 439 มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะทำให้รัฐบาลตะวันตกสูญเสียฐานภาษีสำคัญ เมื่อรายได้ลดลง รัฐรักษากองทัพได้ยากขึ้น เมื่อกองทัพอ่อนแอก็เสียดินแดนเพิ่ม และเมื่อเสียดินแดนก็ยิ่งเก็บภาษีได้น้อยลง ความอ่อนแอจึงผลิตความอ่อนแอเพิ่มขึ้นเป็นวงจร
Political Autophagy ในกรณีโรมันจึงไม่ได้ปฏิเสธแรงกระแทกจากภายนอก หากชี้ว่าเครื่องมือที่สร้างขึ้นเพื่อปกป้องรัฐกลับค่อยๆ กัดกร่อนความร่วมมือ ความยืดหยุ่น และฐานการคลังที่รัฐต้องใช้ป้องกันตัวเอง เมื่อศัตรูมาถึง รัฐจึงเหลือความสามารถในการรับแรงกระแทกและฟื้นตัวน้อยลง
สหภาพโซเวียตแสดงการกัดกินอีกรูปแบบหนึ่ง คือการกัดกินข้อมูลและความสามารถในการปฏิรูปตัวเอง
ระบบโซเวียตเคยระดมคน เงิน และทรัพยากรจากศูนย์กลางได้อย่างมหาศาล เปลี่ยนประเทศเกษตรกรรมให้เป็นมหาอำนาจอุตสาหกรรม สร้างกองทัพขนาดใหญ่ และแข่งขันทางอวกาศกับสหรัฐอเมริกา ความสำเร็จเหล่านี้ทำให้พรรคคอมมิวนิสต์เชื่อว่าการควบคุมจากส่วนกลางคือที่มาของความแข็งแกร่ง
เมื่อพรรคผูกขาดอำนาจ ระบบราชการกลับมีแรงจูงใจรายงานสิ่งที่ผู้บังคับบัญชาอยากได้ยินมากกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริง
โรงงานต้องทำตัวเลขตามแผน หน่วยงานต้องแสดงว่าปฏิบัติตามนโยบาย และเจ้าหน้าที่ที่รายงานความล้มเหลวอาจถูกมองว่าไร้ความสามารถหรือไม่ภักดี
ข้อมูลจากด้านล่างจึงถูกปรับแต่งทุกชั้นก่อนถึงผู้นำ ส่วนผู้นำก็สามารถสั่งการได้มากขึ้น ขณะเดียวกันกลับรู้จักสังคมที่ตนปกครองน้อยลงเรื่อยๆ
เมื่อมิคาอิล กอร์บาชอฟ ขึ้นสู่อำนาจในปี 1985 เขาไม่ได้ตั้งใจรื้อสหภาพโซเวียต
Perestroika มีเป้าหมายปรับโครงสร้างระบบให้ทำงานดีขึ้น
ส่วน Glasnost เปิดพื้นที่ให้พูดถึงปัญหาที่เคยถูกปิดกั้น
ทว่า ความเปิดกว้างทำให้ประชาชนได้รับรู้พร้อมกันว่า ระบบซ่อนความล้มเหลว ความรุนแรง และความเสียหายไว้มากเพียงใด ความชอบธรรมของพรรคจึงลดลง ขณะที่เศรษฐกิจยังไม่สามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบใหม่ที่ทำงานได้
ปัญหาสำคัญคือ การปฏิรูปคลายอำนาจของพรรคเร็วกว่าการสร้างสถาบันใหม่ที่สามารถแทนที่พรรคได้ พรรคคอมมิวนิสต์เคยทำหน้าที่แต่งตั้งบุคลากร ประสานผลประโยชน์ บังคับใช้นโยบาย และยึดสาธารณรัฐต่างๆ ไว้ด้วยกัน เมื่ออำนาจของพรรคลดลง จึงไม่มีสถาบันใดทำหน้าที่เหล่านี้แทนได้อย่างสมบูรณ์
สาธารณรัฐต่างๆ เริ่มประกาศอธิปไตย ขณะที่บอริส เยลต์ซิน ใช้ฐานอำนาจของรัสเซียแข่งขันกับกอร์บาชอฟโดยตรง รัฐประหารของฝ่ายอนุรักษนิยมในเดือนสิงหาคม 1991 พยายามรักษาสหภาพด้วยอำนาจบังคับแบบเดิม แต่กลับทำลายสิ่งที่เหลืออยู่ของพรรคและเร่งการแยกตัว
หลังรัฐประหารล้มเหลว เยลต์ซินระงับกิจกรรมของพรรคคอมมิวนิสต์ในรัสเซีย ทำให้กอร์บาชอฟสูญเสียเครื่องมือสำคัญ ภายในเดือนธันวาคม ผู้นำรัสเซีย ยูเครน และเบลารุสตกลงว่าสหภาพโซเวียตสิ้นสุดลง
โซเวียตจึงไม่ได้ล่มสลายเพราะเศรษฐกิจชะงักงันเพียงอย่างเดียว และไม่ใช่ชัยชนะตรงไปตรงมาของตะวันตก ระบบที่ปิดกั้นข้อมูลและคำวิจารณ์ทำให้การปรับตัวถูกเลื่อนออกไปนาน เมื่อการปฏิรูปมาถึงจึงต้องแก้ปัญหาทุกอย่างพร้อมกัน การคลายการควบคุมยังปลดปล่อยพลังทางการเมืองและชาตินิยม โดยไม่มีสถาบันใหม่รองรับ
พรรคพยายามสร้างความเข้มแข็งด้วยการกำจัดเสียงทักท้วง จนสูญเสียความสามารถในการเรียนรู้ และเมื่อถึงวันที่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง กลับไม่สามารถปฏิรูปตัวเองโดยไม่ทำลายกลไกที่ยึดระบบทั้งหมดไว้
บังกลาเทศในปี 2024 แตกต่างจากโรมันและโซเวียตอย่างมาก สิ่งที่เชื่อมทั้งสามกรณีเข้าด้วยกันจึงไม่ใช่ขนาดของประเทศหรือรูปแบบการปกครอง หากเป็นกลไกที่อำนาจทำลายช่องทางรับฟังความไม่พอใจ จนข้อพิพาทที่อาจแก้ไขได้กลายเป็นวิกฤตของทั้งระบอบ
ก่อนปี 2024 ชีค ฮาซินา และพรรค Awami League ครองอำนาจต่อเนื่องมาราว 15 ปี รัฐบาลมีผลงานด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน และอุตสาหกรรมส่งออก
ทว่า ในช่วงเดียวกัน การแข่งขันทางการเมืองถูกจำกัดลง ฝ่ายค้านและผู้วิจารณ์เผชิญการจับกุม การคุกคาม และกฎหมายควบคุมการแสดงออก
การเลือกตั้งเดือนมกราคม 2024 ถูกพรรคฝ่ายค้านหลักคว่ำบาตรและถูกวิจารณ์ว่าไม่มีการแข่งขันอย่างแท้จริง
ชนวนการประท้วงในเดือนมิถุนายนไม่ใช่ข้อเรียกร้องให้โค่นรัฐบาล แต่เป็นคำตัดสินของศาลสูงที่นำระบบโควต้ารับราชการกลับมาใช้ หลังรัฐบาลเคยยกเลิกในปี 2018 โควต้าเดิมสงวนตำแหน่งจำนวนมาก โดยเฉพาะร้อยละ 30 สำหรับทายาทของนักรบในสงครามเอกราชปี 1971
ในประเทศที่งานราชการมีความมั่นคง ขณะที่คนหนุ่มสาวจำนวนมากเผชิญปัญหาการว่างงาน นักศึกษาจึงมองว่าโควต้าไม่เป็นธรรมและอาจเอื้อประโยชน์แก่ผู้ใกล้ชิดรัฐบาล
ข้อพิพาทนี้อาจจบลงด้วยการแก้กฎหมายหรือการเจรจา ทว่า มันเกิดขึ้นบนความไม่พอใจที่สะสมอยู่แล้ว
เมื่อผู้สนับสนุนรัฐบาลปะทะกับผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ใช้กำลัง ความหมายของการประท้วงจึงเปลี่ยนจากคำถามว่าใครควรได้งานราชการ ไปสู่คำถามว่ารัฐบาลมีสิทธิ์ใช้อำนาจกับประชาชนเช่นนี้หรือไม่
แม้ศาลสูงสุดจะลดโควต้าลง และกำหนดให้ตำแหน่งร้อยละ 93 เปิดตามหลักความสามารถในวันที่ 21 กรกฎาคม การประท้วงก็ไม่ยุติ เพราะประเด็นได้เปลี่ยนไปเป็นความรับผิดชอบต่อผู้เสียชีวิต การปล่อยผู้ถูกจับกุม การยุติการปิดอินเตอร์เน็ต และการสอบสวนการใช้กำลัง ข้อพิพาทเชิงนโยบายจึงกลายเป็นวิกฤตความชอบธรรม
การปราบปรามที่ต้องการทำให้ผู้คนกลับบ้านกลับให้ผลตรงกันข้าม ภาพความรุนแรงทำให้การเคลื่อนไหวขยายจากนักศึกษาไปยังครอบครัว ครู อาจารย์ ผู้ประกอบวิชาชีพ และประชาชนกลุ่มอื่น ต้นเดือนสิงหาคม การเรียกร้องความยุติธรรมพัฒนาเป็นข้อเรียกร้องให้ฮาซินาลาออก
จุดพลิกผันเกิดขึ้นเมื่อกองทัพ “ไม่ยอมรับบทบาทในการปราบประชาชน” เพื่อรักษารัฐบาลต่อไป เท่ากับส่งสัญญาณว่ากลไกบังคับของรัฐไม่สามารถรับประกันอำนาจของนายกรัฐมนตรีได้อีก วันที่ 5 สิงหาคม ฮาซินาลาออกและเดินทางออกนอกประเทศ
บังกลาเทศจึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ว่านักศึกษาประท้วงแล้วชนะรัฐบาล จุดสำคัญคือรัฐบาลได้ลดทอนช่องทางการเมืองอื่นไว้มาก เมื่อไม่มีฝ่ายค้านที่แข่งขันได้เต็มที่ ไม่มีพื้นที่ปลอดภัยให้สังคมระบายความไม่พอใจ และไม่มีความเชื่อมั่นว่ากลไกรัฐจะให้ความเป็นธรรม ข้อเรียกร้องเฉพาะเรื่องหนึ่งจึงกลายเป็นภาชนะรองรับความคับข้องใจทั้งหมดของประเทศ
การใช้กำลังอาจสร้างความสงบได้ในวันแรก แต่เมื่อความรุนแรงทำให้กลุ่มผู้ต่อต้านขยายตัว ต้นทุนของการปราบปรามก็สูงขึ้นเรื่อยๆ จนสถาบันความมั่นคงต้องเลือกระหว่างความอยู่รอดของผู้นำกับความอยู่รอดของตนเอง
Political Autophagy ไม่ใช่คำอธิบายครอบจักรวาล โรมันตะวันตกเผชิญสงคราม การสูญเสียดินแดน และวิกฤตทางการคลัง
โซเวียตเผชิญความชะงักงัน ความขัดแย้งระหว่างศูนย์กลางกับสาธารณรัฐ และการปฏิรูปที่รื้อโครงสร้างเดิมเร็วกว่าการสร้างโครงสร้างใหม่
บังกลาเทศเผชิญการลุกฮือหลังการปราบปรามเปลี่ยนข้อพิพาทเรื่องโควต้าให้กลายเป็นวิกฤตความชอบธรรม
สิ่งที่ทั้งสามกรณีมีร่วมกันคือ อำนาจไม่ได้สูญเสียเพียงความนิยม แต่สูญเสียความสามารถในการทำงานของตัวเอง
โรมันตะวันตกสูญเสียฐานภาษีและความร่วมมือที่ใช้เลี้ยงรัฐ
โซเวียตสูญเสียข้อมูล ความน่าเชื่อถือของพรรค และกลไกที่ยึดสาธารณรัฐเข้าด้วยกัน
ส่วนรัฐบาลฮาซินาสูญเสียช่องทางเจรจากับสังคม ก่อนสูญเสียหลักประกันจากสถาบันความมั่นคง
นี่คือความย้อนแย้งของอำนาจที่ไร้ขอบเขต ทุกครั้งที่ผู้นำกำจัดผู้ตรวจสอบ เขาอาจมีอิสระมากขึ้น และมีข้อมูลที่น่าเชื่อถือน้อยลง ทุกครั้งที่ทำให้ฝ่ายค้านอ่อนแอ เขาอาจชนะได้ง่ายขึ้น และเหลือช่องทางน้อยลงสำหรับรับรู้ความไม่พอใจ ทุกครั้งที่ใช้ความกลัวบังคับให้ชนชั้นนำแสดงความภักดี เขาอาจเห็นความพร้อมเพรียงมากขึ้น
และไม่รู้เลยว่าใครจะยังยืนอยู่ข้างเขาเมื่ออำนาจเริ่มสั่นคลอน
ในช่วงแรก Political Autophagy จึงมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นความสำเร็จ
รัฐบาลดูมีเสถียรภาพ คำสั่งดูมีประสิทธิภาพ และผู้ท้าทายดูเหมือนหายไปจากระบบ
จนกระทั่งเกิดวิกฤตที่ไม่สามารถปกปิดได้ จึงพบว่าสถาบันที่เคยดูดซับแรงกระแทกถูกทำลายไปแล้ว
คนที่เคยกล้าพูดความจริงเงียบไปแล้ว และพันธมิตรที่เคยแสดงความจงรักภักดีเริ่มหันไปรักษาตัวเอง
ระบอบที่ผู้คนเคยคิดว่าไม่มีวันล้มจึงอาจล้มลงอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่เพ
