จะไม่ใช่ประเด็นไกลตัวอีกแล้ว สำหรับผลกระทบจากโลกกำลังเผชิญความร้อนในระดับที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เกิดสภาพอากาศสุดขั้ว ภาพเกิดดินถล่มและน้ำท่วมฉับพลัน กระทบชีวิตผู้คนไปทุกภูมิภาคในทุกมิติ ไม่แค่ความเป็นอยู่ แต่รวมแผนอนาคตด้านการผลิตและการค้า ซึ่งการพยากรณ์ทางวิทยาศาสตร์ระบุว่า ภัยพิบัติต่อไปคือการก่อตัวซูเปอร์เอลนีโญอีกในระยะข้างหน้า โดยเฉพาะรุนแรงหนักในปี 2570
เรื่องนี้ นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย ยอมรับว่า น่ากังวลสูงต่อสถานการณ์ภัยพิบัติโลก เพราะเมื่อแหล่งผลิตสำคัญหลายประเทศ ได้รับผลกระทบพร้อมกัน จะทำให้จัดหาวัตถุดิบทดแทนยากขึ้น ผลกระทบเกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่อาหาร ตั้งแต่ผลผลิตทางการเกษตรลดลง คุณภาพไม่สม่ำเสมอ ฤดูเก็บเกี่ยวคลาดเคลื่อน โรงงานได้รับวัตถุดิบไม่ต่อเนื่อง และส่งมอบสินค้าได้ยากขึ้น น้ำท่วมและพายุอาจทำลายทั้งพื้นที่เพาะปลูก โรงงาน คลังสินค้า และเส้นทางขนส่ง
ส่วนความร้อนและภัยแล้งกระทบการเติบโต การออกดอกและติดผล รวมถึงผลผลิตปศุสัตว์และประมง ความเสียหายอาจต่อเนื่องถึงรอบการผลิตถัดไป แม้ภัยพิบัติจะผ่านไปแล้ว
“การแปรรูป แม้วัตถุดิบยังมี แต่หากขนาด ความหวาน ความชื้น หรือคุณสมบัติไม่ตรงตามที่ต้องการ ต้องคัดแยกมากขึ้น จะได้สินค้าสำเร็จรูปน้อยลง และมีต้นทุนต่อหน่วยสูงขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการต้องรับภาระเพิ่มจากค่าจัดหาวัตถุดิบสำรอง ค่าขนส่ง และเงินทุนหมุนเวียน สิ่งที่ต้องจับตาคือ ความเพียงพอของอาหารและความสามารถเข้าถึงอาหาร เพราะผู้บริโภคอาจต้องจ่ายแพงขึ้น ขณะที่เกษตรกรเสียผลผลิตกลับไม่ได้ประโยชน์จากราคาที่สูงขึ้น”
อีกทั้งกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของไทยแน่นอน ส่วนกระทบแผนไทยครัวโลก ยังไม่ควรสรุปว่าไทยจะสูญเสียบทบาทครัวโลก เพราะไทยมีจุดแข็งทั้งฐานการเกษตร ความเชี่ยวชาญการแปรรูป มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร และมีความสามารถจัดหาวัตถุดิบมูลค่าเพิ่ม แต่ไทยต้องบริหารความเสี่ยงทั้งวัตถุดิบในประเทศและนำเข้า หากผลผลิตในประเทศเสียหาย โรงงานอาจมีวัตถุดิบไม่เพียงพอ ขณะที่หากประเทศต้นทางประสบภัยพิบัติ วัตถุดิบนำเข้าอาจแพงขึ้นหรือส่งมอบล่าช้า รวมถึงต้นทุนอาหารสัตว์และปัจจัยการผลิตส่งผ่านมายังสินค้าอาหารของไทย ควรลดความเสี่ยงพึ่งพาแหล่งผลิตหรือผู้ขายไม่กี่ราย และไม่มีวัตถุดิบคุณภาพสำรองไว้ล่วงหน้า
“ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอ ภัยพิบัติสร้างความเสียหายจำนวนเงินหรืออัตราร้อยละได้อย่างน่าเชื่อถือ ต้องประเมินเป็นรายสินค้า ทั้งผลผลิตที่เสียหาย ต้นทุนเพิ่ม กำไรลด และคำสั่งซื้ออาจย้ายไปประเทศคู่แข่ง ต้องแยกผลจากอัตราแลกเปลี่ยน ภาษี และภาวะตลาดด้วย อีกประเด็นคือ มูลค่าส่งออกที่เพิ่มไม่ได้หมายความว่าผู้ประกอบการมีรายได้สุทธิหรือกำไรดีขึ้นเสมอไป อาจเพิ่มจากราคาสินค้า ขณะที่ปริมาณส่งออกลดลงและต้นทุนสูงขึ้น การรักษาบทบาทครัวโลกต้องให้ความสำคัญกับความสามารถในการส่งมอบอาหารที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และต่อเนื่อง”
“หากไทยบริหารเรื่องนี้ได้ดี มีโอกาสสร้างความเชื่อมั่นและรักษาฐานลูกค้าในระยะยาว” นายวิศิษฐ์กล่าว
ข้อเสนอเอกชนคือ รัฐบาลควรเพิ่มน้ำหนักกับการป้องกันและการเตรียมพร้อมก่อนเกิดภัย ควบคู่กับการช่วยเหลือฟื้นฟู ตั้งแต่เชื่อมข้อมูลอากาศ น้ำ และผลผลิตกับแผนการผลิตอาหาร ให้เกษตรกรและโรงงานใช้ข้อมูลร่วมกันในการวางแผนเพาะปลูก เก็บเกี่ยว รับซื้อ และจัดหาวัตถุดิบสำรอง
โดยคำเตือนต้องนำไปใช้ตัดสินใจได้ในระดับพื้นที่และชนิดพืช กระจายแหล่งวัตถุดิบทั้งในและต่างประเทศ โดยพิจารณาความเสี่ยงด้านภูมิอากาศร่วมด้วย พร้อมทดสอบคุณภาพวัตถุดิบจากแหล่งสำรองก่อนเกิดเหตุ ในประเทศต้องพัฒนาระบบน้ำและพันธุ์พืชให้เหมาะสมกับพื้นที่
ที่สำคัญ ควรเร่งสนับสนุนเงินทุนให้เกษตรกรและ SMEs ปรับตัว เป็นการป้องกันก่อนเกิดภัย เป็นต้น
สำหรับตลาดอาหาร Plant-based จะได้รับผลกระทบด้านวัตถุดิบเช่นกัน เพราะพึ่งพาพืช เช่น ถั่ว ธัญพืช และน้ำมันพืช แต่ความรุนแรงแตกต่างกันตามชนิดวัตถุดิบ แหล่งผลิต และสูตรผลิตภัณฑ์ ตามข้อมูล GFI/SPINS ของตลาดค้าปลีกสหรัฐ ปี 2568 ระบุว่า ตลาด Plant-based มีมูลค่า 7.9 พันล้านดอลลาร์ ลดลง 2% โดยกลุ่มเนื้อสัตว์และอาหารทะเลจากพืชลดลง 10% ขณะที่โยเกิร์ตจากพืช เครื่องดื่มพร้อมดื่ม และบาร์จากพืชเติบโตได้อยู่
ปี 2570 มีโอกาสเติบโตแบบเลือกกลุ่มสินค้า โดยเฉพาะอาหารจากพืชที่ผู้บริโภคคุ้นเคย
ด้านวิชาการ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ทำข้อมูลสถานการณ์ภัยพิบัติโลกและความมั่นคงทางอาหาร ในหัวข้อผลกระทบของภัยพิบัติต่อห่วงโซ่อาหาร
1. กระทบต่อห่วงโซ่อาหารโลก ภัยพิบัติที่รุนแรงและถี่ขึ้นทำให้ห่วงโซ่อุปทานอาหารชะงักงัน ตั้งแต่ความสูญเสียผลผลิตเกษตร โลจิสติกส์หยุดชะงัก ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอาหาร (Food Safety) ที่สูงขึ้นจากการปนเปื้อน (เช่น ระบบทำความเย็นขัดข้องจากไฟฟ้าดับ) กระทบต่อห่วงโซ่อุปทานของอาหาร รวมทั้งราคาอาหารผันผวน
2. กระทบต่อแหล่งวัตถุดิบของไทยทั้งปัจจุบันและอนาคต โดยปัจจุบันไทยกำลังเผชิญความไม่แน่นอนของปริมาณวัตถุดิบทางการเกษตร ส่งผลให้ราคาวัตถุดิบต้นทาง เช่น ข้าวเปลือก หัวมันสำปะหลัง ยางพารา และผลปาล์มสดสูงขึ้น ส่งผลตรงต่อต้นทุนอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร
3. อนาคต ภาคเกษตรไทยมีความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วม ปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบจะรุนแรงขึ้น และอาจทำให้ไทยสูญเสียศักยภาพในการเป็นแหล่งผลิตอาหารที่พึ่งพาได้ของโลก
4. ภาวะต้นทุนพุ่งสูง แต่กำลังซื้อชะลอตัว ปัจจุบันผู้ส่งออกและผู้ผลิตไทยต้องแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้น สะท้อนจากดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนสิงหาคม 2569 ที่สูงถึง 9.1% จากต้นทุนพลังงานและราคาสินค้าเกษตรที่สูงขึ้น ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อโลกที่อ่อนแอ
ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถผลักภาระต้นทุนไปยังราคาสินค้าปลายทางได้ทั้งหมด ทำให้ต้องเผชิญกับภาวะกำไรหดตัว ขีดความสามารถแข่งขันลดลง และแบกรับความเสี่ยงทางธุรกิจสูงขึ้น
องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ระบุว่า ช่วง ค.ศ.1991-2023 ภัยพิบัติได้สร้างความเสียหายต่อภาคเกษตรทั่วโลก 3.26 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (เฉลี่ย 99,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี) คิดเป็น 4% ของ GDP ภาคเกษตรโลก โดยสูญเสียผลผลิตสำคัญ ได้แก่ ธัญพืช 4.6 พันล้านตัน ผักและผลไม้ 2.8 พันล้านตัน เนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์นม 900 ล้านตัน ส่งผลให้ปริมาณพลังงานอาหารที่ประชากรได้รับลดลงเฉลี่ยประมาณ 320 กิโลแคลอรี/คน/วัน
เอเชียได้รับผลกระทบสูงสุด คิดเป็น 47% ของความเสียหายทั่วโลก หรือประมาณ 1.53 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
ขณะที่แอฟริกามีสัดส่วนความเสียหายต่อ GDP ภาคเกษตรสูงสุดที่ 7.4% สะท้อนความเปราะบางของประเทศที่พึ่งพาภาคเกษตรในระดับสูง
นอกจากนี้ ภัยพิบัติยังส่งผลต่อประมง โดยคลื่นความร้อนในทะเลสร้างความเสียหายประมาณ 6.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วง ค.ศ.1985-2022 และกระทบต่อประมงทั่วโลกประมาณ 15%
นอกจากความเสียหายต่อปริมาณอาหารแล้ว ภัยพิบัติยังเพิ่มความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอาหาร เนื่องจากน้ำท่วม แผ่นดินไหว ไฟป่า และภูเขาไฟระเบิดอาจทำให้น้ำและอาหารปนเปื้อนเชื้อโรค สารเคมี หรือสิ่งแปลกปลอม รวมถึงไฟฟ้าดับ ทำให้การควบคุมอุณหภูมิของอาหารแช่เย็นและแช่แข็งทำได้ยาก ส่งผลให้เชื้อจุลินทรีย์เติบโตและอาหารเน่าเสียง่ายขึ้น
รายงาน The State of Agricultural Commodity Markets 2026 ระบุว่า ห่วงโซ่อาหารโลกที่มีความเชื่อมโยงและพึ่งพาระหว่างประเทศมากขึ้น ทำให้ผลกระทบจากภัยพิบัติหรือภาวะช็อกในพื้นที่หนึ่งสามารถส่งต่อไปยังประเทศอื่นได้อย่างรวดเร็ว ผ่านเครือข่ายการค้า การขนส่ง และการพึ่งพาวัตถุดิบและอาหารจากต่างประเทศ แม้การมีคู่ค้าหลายรายจะเพิ่มทางเลือกและความยืดหยุ่น แต่ตลาดสินค้าเกษตรสำคัญ เช่น ข้าวสาลี ข้าวโพด และข้าวยังคงพึ่งพาผู้ส่งออกรายใหญ่เพียงไม่กี่ประเทศ ทำให้เมื่อเกิดความเสียหายต่อการผลิตในประเทศผู้ส่งออกสำคัญ ผลกระทบสามารถลุกลามเป็นวงกว้าง ทั้งการลดลงของปริมาณการค้า และการเพิ่มขึ้นของราคาอาหารในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าอาหารสูง จึงทำให้ความเชื่อมโยงของห่วงโซ่อาหารเป็นทั้งปัจจัยเสริมความยืดหยุ่นและช่องทางในการกระจายความเสี่ยงไปทั่วโลก
อย่างเดือนสิงหาคม 2569 ดัชนีราคาอาหารโลกของ FAO เพิ่มขึ้น 1.9% จากเดือนกรกฎาคม และ 2.5% เทียบเดือนเดียวกันปีก่อน อีกทั้งราคาธัญพืชเพิ่ม 2.2% และราคาน้ำตาลเพิ่ม 11.9%
ขณะที่ผลผลิตธัญพืชโลกปี 2569 ลดลง 2.0% เหลือ 2,980 ล้านตัน สะท้อนถึงความเสี่ยงจากภัยพิบัติและการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน
ธนาคารโลกระบุว่า ไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงจากภัยพิบัติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตลอดห่วงโซ่อาหาร ตั้งแต่การผลิต การแปรรูป การขนส่ง และการกระจายสินค้า โดยภาคเกษตรเปราะบางต่อภัยแล้งและการขาดแคลนน้ำ อาจกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารและความสามารถในการแข่งขันของไทย ดัชนีราคาผู้ผลิตของไทย (PPI) เดือนสิงหาคม 2569 สูงขึ้น 9.1% สะท้อนต้นทุนผลิตและราคาสินค้าภาคการผลิตสูงขึ้น อาจนำไปสู่ราคาสินค้าอาหารที่เพิ่มขึ้น
สนค.คงมองประเทศไทยมีศักยภาพและมีจุดแข็งเป็น “ครัวของโลก” จากความหลากหลายของวัตถุดิบทางการเกษตร (พืชไร่ พืชสวน ประมง ปศุสัตว์) ศักยภาพการแปรรูป และมาตรฐานการผลิตระดับสากล แต่ต้องปรับตัวทั้งภาคเอกชนและห่วงโซ่อุปทาน ด้วยมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารของโลกอยู่ในภาวะ ‘ชะลอตัว’ หดตัว 1.2% คาดผลผลิตธัญพืชโลกปี 2570 ลดลง 2%
แต่กลุ่มอาหารอนาคต (Future Food) ขยายตัวดี ปี 2568 ไทยส่งออกโต 7.4% อาหารจากเนื้อสัตว์โตแค่ 1% และกระจุกที่เนื้อไก่
Future Food จึงถือเป็นอุตสาหกรรม New S-Curve ของไทย
