
“พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร” ทรงเป็นทั้งนักกีฬาและทรงอุปถัมภ์กีฬาของประเทศไทยและของโลกมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะการทรงชนะเลิศเหรียญทองการแข่งขันเรือใบประเภทโอ.เค. ในกีฬาแหลมทอง ครั้งที่ 4 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ เมื่อ พ.ศ.2510 ด้วยเรือที่พระองค์ทรงต่อขึ้นมาด้วยพระองค์เอง เป็นการแสดงถึงพระปรีชาสามารถและความสนพระทัยอย่างจริงจังกับวงการกีฬา
นอกจากเรือใบแล้ว พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงกีฬาอีกหลายประเภท แบดมินตัน ยิงปืน สเก๊ตน้ำแข็ง
มีหลายคนที่เคยถวายงานกีฬาและร่วมเล่นกีฬาด้วย
และยังคงจำได้ดีถึงพระราชจริยวัตรระหว่างทรงกีฬาและพระราชดำรัสต่างๆ เกี่ยวกับกีฬาที่น่าประทับใจ

“ศาสตราจารย์เจริญ วรรธนะสิน” อดีตนักแบดมินตันแชมป์โลกและอดีตนายกสมาคมกีฬาแบดมินตันแห่งประเทศไทยฯ เคยได้เข้าถวายงานและแข่งขันแบดมินตันกับในหลวง รัชกาลที่ 9 อย่างสม่ำเสมอในหลายสิบปีที่แล้ว
ศาสตราจารย์เจริญเล่าว่า หลังจากรู้ว่าจะต้องเข้าไปถวายงานรู้สึกตื่นเต้นมาก ตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ เพราะตนเป็นเด็กจากต่างจังหวัดที่จะได้ถวายงาน พระองค์ท่านมีความสนใจและทรงรับสั่งถามเรื่องราวเกี่ยวกับแบดมินตันมากมาย
นอกจากนั้น ยังพระราชทานคำแนะนำต่างๆ ในการเล่นแบดมินตันจนสามารถก้าวขึ้นไปคว้าชัยชนะกับทีมที่ไม่เคยชนะได้
“ในหลวงทรงแบดมินตันได้ดีมาก โดยเฉพาะลูก 45 องศา เป็นลูกที่เร็วและแรง ตอนแข่งรายการโทมัสคัพ (แบดมินตันชิงแชมป์โลกประเภททีมชาย) ของทวีปเอเชีย ปี 2500-2501 ก่อนหน้านั้นไทยไม่เคยเอาชนะอินเดียได้เลย แต่ในรอบชิงชนะเลิศที่จะเจอกันอีกครั้ง ในหลวงเสด็จมาทอดพระเนตรด้วยพระองค์เอง นักแบดไทยทุกคนวันนั้นไม่ว่าจะเหนื่อยขนาดไหนก็ต้องสู้ถวายหัวเพื่อคว้าแชมป์ต่อหน้าพระพักตร์ให้ได้ แล้วก็ทำได้สำเร็จ ผมเชื่อว่าพระบารมีของพระองค์ที่ทำให้ไทยชนะได้ในวันนั้น”
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงอุปถัมภ์กีฬาแบดมินตันมาโดยตลอด จนไทยก้าวขึ้นมาเป็นทีมชั้นนำของโลกได้จนถึงทุกวันนี้
ศาสตราจารย์เจริญยังเล่าด้วยเสียงแห่งความสุขว่า ในยุคนั้นสื่ออินโดนีเซียและสิงคโปร์บอกว่าพระบารมีและการอุปถัมภ์ของพระองค์ท่านเป็นอาวุธลับสำคัญที่ทำให้แบดมินตันไทยยิ่งใหญ่ได้
“พล.ต.จารึก อารีราชการัณย์” เลขาธิการคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ ที่ทำงานกีฬาเพื่อประเทศชาติมาอย่างยาวนาน เคยได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ ในหลวง รัชกาลที่ 9 หลายโอกาส
แต่วันที่จำได้แม่นที่สุด คือ วันที่นำนักกีฬาที่ได้เหรียญรางวัลในกีฬาโอลิมปิกเกมส์ 2004 จากกรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ เข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญรางวัล ที่วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพราะพระองค์ทรงนำเหรียญที่นักกีฬาทูลถวายใส่ตะกร้าเหมือนกับว่าจะทรงเก็บไว้ส่วนพระองค์ ก่อนจะมีพระราชปฏิสันถารกับนักกีฬาเป็นเวลานาน
“หลังจากที่ในหลวงมีรับสั่งกับนักกีฬาเสร็จ พระองค์ได้คืนเหรียญรางวัลให้กับทุกคน และรับสั่งว่าทุกคนไปทำมาด้วยหยาดเหงื่อ ควรเก็บไว้เป็นเกียรติยศให้กับวงศ์ตระกูล เพราะโอลิมปิกเกมส์ต้องคัดเลือกเข้าไป ไม่ได้เข้าไปได้ง่ายๆ การได้เหรียญทองในโอลิมปิกหนึ่งเหรียญเป็นการทำให้ทั่วโลกรู้จักประเทศของตัวเองได้ง่ายและเร็วที่สุด วันนั้นได้ยินแล้วน้ำตาไหลเลย”
“ปีเตอร์ คัมมินส์” คุณปู่นักเรือใบชาวออสเตรเลียน วัย 82 ปี เป็นพระสหายของมหากษัตริย์นักกีฬาในการแล่นเรือใบเมื่อเกือบ 40 ปีที่แล้ว ได้ย้อนความจำว่า เมื่อ พ.ศ.2514 ได้มีโอกาสมาทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ขององค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่ประเทศไทย และยังเป็นนักข่าวฟรีแลนซ์ของหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ด้วย ใน พ.ศ.2528 ตนได้รับมอบหมายให้ไปทำข่าวการแข่งขันเรือใบที่ อ.หัวหิน และด้วยความที่ตนเป็นนักเรือใบอยู่แล้วจึงลงแข่งขันด้วย
ในคืนวันหนึ่ง ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานจัดเลี้ยงต้อนรับนักกีฬารวม 300 คน
ปีเตอร์ที่ทั้งมาทำข่าวและมาร่วมแข่งขันก็ได้อยู่ในงานนั้น โดยเป็นชาวต่างชาติเพียงคนเดียวในงาน “หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี” ที่รู้จักกับปีเตอร์มาก่อนแล้ว ทรงแนะนำชาวออสซี่คนนี้แด่กษัตริย์นักเรือใบของไทย วันนั้นหนุ่มใหญ่ชาวออสซี่ดีใจและตื่นเต้นมากที่ได้เข้าเฝ้าฯ
จำได้ว่าได้สนทนากับพระองค์ท่านถึง 20 นาที แล้วหลังจากนั้นก็มีโอกาสได้เล่นเรือใบกับพระองค์ท่านอย่างสม่ำเสมอที่สโมสรเรือใบราชวรุณฯ ที่พัทยา จ.ชลบุรี
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระปรีชาสามารถทั้งในการทรงเรือใบและต่อเรือใบอย่างมาก อดีตเจ้าหน้าที่ยูเอ็นเล่าถึงสาเหตุที่พระองค์ทรงต่อเรือขึ้นเองว่า ตอนนั้นหม่อมเจ้าภีศเดชทรงเรือใบที่ชายหาดใกล้วังไกลกังวล พระองค์ทอดพระเนตรเรือใบของหม่อมเจ้าภีศเดชเคลื่อนที่ช้ามาก จึงมีรับสั่งว่าจะทรงต่อเรือที่แล่นได้ไวกว่านี้ จนเกิดมาเป็นเรือใบประเภทเอ็นเตอร์ไพรซ์, โอ.เค., มด, ซูเปอร์มด, ไมโครมด และทรงต่อเรือในการชนะเลิศกีฬาแหลมทอง ครั้งที่ 4 ด้วยพระองค์เอง
“พระองค์ท่านทรงมีความละเอียด มีความเข้าใจในกระแสน้ำ ลม มีสมาธิกับเรือของตัวเองไม่สนใจเรือลำอื่น เหตุผลที่ทำให้ในหลวงทรงเรือใบได้ดี เพราะทรงต่อเรือเอง มีความเข้าใจในตัวเรือ นอกจากนั้น พระองค์ยังมีความรักในสิ่งที่ทำ ไม่ว่าจะเรื่องใดก็ตาม ทำให้ทรงพระปรีชาสามารถในหลายๆ เรื่อง”
ปีเตอร์ในวัย 82 ปี ไม่กลับบ้านเกิดอีกแล้ว และจะขอใช้ช่วงบั้นปลายชีวิตที่เมืองไทย เพราะคุณปู่ออสซี่รักประเทศนี้ เทิดทูนในหลวง รัชกาลที่ 9 เท่าชีวิต ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเคยตรัสถามปีเตอร์เมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว และเขายังคงทำตามคำตอบที่ได้ทูลเกล้าฯ ไว้ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เจอกันอีกตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมาก็ตาม
สีหน้าและน้ำเสียงของคุณปู่กีฬาทั้งสามคนขณะกำลังพูดถึงพระราชจริยวัตรของในหลวง รัชกาลที่ 9 ล้วนเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสุข
การได้ถวายงานให้พระองค์ถือเป็นเกียรติสูงสุดของการเกิดมาเป็นคนกีฬาที่อยู่บนผืนแผ่นดินไทยแล้ว
