bg-single

นิธิ เอียวศรีวงศ์ : สมาคมวิชาการและชาตินิยมทางวัฒนธรรม

10.10.2018

สมาคมวิชาการและชาตินิยมทางวัฒนธรรม (1)

ผมใช้เวลาอยู่นานก่อนจะตัดสินใจควักเงินซื้อหนังสือเรื่อง Mapping Cultural Nationalism : The Scholars of the Burma Research Society, 1910-1935. ของ Carol Ann Boshier ผมสนใจพม่าก็จริง แต่ไม่คิดจะลงลึกละเอียดถึงเบื้องหลังวารสารวิชาการเล่มสำคัญเกี่ยวกับพม่าศึกษา พลิกดูสารบัญแล้ว ก็ยังไม่แน่ใจว่าเกี่ยวกับเรื่องของชาตินิยมทางวัฒนธรรมที่ผมสนใจมากสักแค่ไหน

แต่ในที่สุดก็ยอมตัดใจซื้อ อย่างน้อยก็อ่านเพื่อเป็นที่ระลึกแก่บทความที่เคยอ่านสมัยเรียนหนังสือ รวมทั้งลักลอบก๊อปมาหลายบทความด้วย

ปรากฏว่าหนังสือเล่มนี้น่าสนใจอย่างยิ่ง ซ้ำมีนัยยะสัมพันธ์เชิงเปรียบเทียบได้กับการเกิดสำนึกชาตินิยมทางวัฒนธรรมในสยามและอินโดจีนของฝรั่งเศสได้อย่างดีอีกด้วย ทั้งนี้ โดยผ่านผลงานทางวิชาการของนักวิชาการที่ปรากฏในวารสารของสถาบันหรือองค์กรทางวิชาการสามแห่งคือ สมาคมวิจัยพม่า ผลิตวารสารของสมาคม (เรียก JBRS ตั้งแต่บัดนี้) เช่นเดียวกับสยามสมาคม และวิทยาลัยฝรั่งเศสแห่งปลายบุรพทิศ (เรียก JSS และ BEFEO ตั้งแต่บัดนี้)

คุณ Boshier ไม่ใช่คนแรกที่มองเห็นบทบาทของสถาบันทางวิชาการเหล่านี้ในการ “ประพันธ์” วัฒนธรรมของดินแดนอาณานิคมและกึ่งอาณานิคมขึ้น ซึ่งนักชาตินิยมได้นำบางส่วนไปใช้เพื่อสร้างวัฒนธรรม “แห่งชาติ” ของตนขึ้นในภายหลัง แต่มีบทความสั้นๆ ของคนอื่นเคยเขียนเปรียบเทียบบทบาททางการเมืองของวารสารวิชาการในภูมิภาคอุษาคเนย์สมัยอาณานิคมไว้แล้ว แต่ไม่มีใครศึกษาลงลึกเกี่ยวกับสถาบันวิชาการเหล่านี้อย่างละเอียดสักแห่งเดียว จนถึงสมาคมวิจัยพม่าของคุณ Boshier เล่มนี้

ดังนั้น การเปรียบเทียบ JBRS, JSS และ BEFEO ของผมในที่นี้จึงวางอยู่บนข้อมูลที่หยาบและอาจผิดพลาดมาก

สมาคมวิจัยพม่าตั้งขึ้นด้วยเจตนาจะ “ข้ามเส้น” ของอำนาจอาณานิคมในพม่าหลายอย่าง เช่น เปิดรับให้คนพม่าและคนอังกฤษทำงานร่วมกันอย่างเสมอภาค ใน ค.ศ.1910 ที่ก่อตั้งสมาคมขึ้นนั้น การคบหาสมาคมกับคน “พื้นเมือง” ใกล้ชิดเกินไป เป็นสิ่งที่รัฐบาลอาณานิคมไม่ชอบ ไม่เป็นโทษทางอาญาก็จริง แต่เป็นโทษทางสังคมและการบริหาร

ยิ่งกว่านี้ ผู้ก่อตั้งสมาคมแต่ละคนล้วนคิดว่า ความทันสมัยที่ระบอบอาณานิคมนำเข้ามาสู่พม่า ทำให้สังคมแตกแยกและอ่อนแอลง ดังนั้น จึงต้องศึกษาและเผยแพร่วัฒนธรรมที่ดีเลิศของพม่า (ผ่านประวัติศาสตร์, โบราณคดี, ภาษา, วรรณคดี ฯลฯ) เพื่อเป็นแกนกลางทางวัฒนธรรมของพม่าซึ่งวันหนึ่งก็คงจะเป็นเอกราช และสามารถตัดสินใจเองในการเผชิญกับโลกสมัยใหม่ได้อย่างแข็งแรงมั่นคง แน่นอนนี่ไม่ใช่ความคิดของรัฐบาลอาณานิคมแน่ ดังนั้น สมาคมก็ตั้งใจจะ “ข้ามเส้น” ในจินตนากรรมเกี่ยวกับอนาคตของพม่าด้วย

แต่ผู้ก่อตั้งสมาคมยอมรับ “เส้น” ของระบอบอาณานิคมด้วยว่า ถึงอย่างไรพม่าในขณะนั้นก็ยังไม่พร้อมจะเป็นเอกราช และการใช้ความวุ่นวายขับเคลื่อนทางการเมือง (political agitation) ไม่เป็นผลดีแก่พม่า สมาคมอยากขอจดทะเบียนจัดตั้งในชื่อ “สมาคมพม่า” แต่รัฐบาลไม่อนุญาต ขอให้เติมคำว่า “วิจัย” ลงไป พร้อมทั้งกำชับมิให้สมาคมศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการเมืองหรือเศรษฐกิจ เพราะอาจกระทบต่อความสงบเรียบร้อยได้

สมาคมก็ยอมรับแต่โดยดี

ผู้บริหารแกนกลางของสมาคมเชื่อว่า พม่าที่จะก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ได้อย่างปลอดภัย ต้องมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทางวัฒนธรรม และวัฒนธรรมดังกล่าวนั้นคือวัฒนธรรมของชาวมรัมมะหรือกลุ่มชาติพันธุ์พม่า ซึ่งมีอาณาจักรพุกามเป็นแบบอย่างของความรุ่งเรืองสูงสุดของวัฒนธรรมดังกล่าว ผลงานวิชาการที่เด่นมากของสมาคมคือการศึกษาจารึก, โบราณสถาน, เอกสารใบลาน ฯลฯ โดยเฉพาะที่ผลิตขึ้นในสมัยพุกามหรือเกี่ยวกับพุกาม นอกจากนี้ยังมีการศึกษาและรวบรวมเอกสารชั้นต้นในภาษาพม่าอีกมาก ทั้งที่ได้แปลออกเป็นภาษาอังกฤษและที่พิมพ์ฉบับไว้ไม่ให้สูญหายโดยไม่ได้แปล

อาจกล่าวได้ว่า สมาคมได้วางรากฐานที่แข็งแกร่งแก่การศึกษาประวัติศาสตร์และอารยธรรมพม่า ตรงตามเจตนารมณ์ของผู้ก่อตั้งสมาคม ที่จะอาศัยวัฒนธรรม (หลวง) ของพม่า ในการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของสังคมพม่าซึ่งกำลังแตกแยกกันอย่างหนักภายใต้ระบอบอาณานิคม

แต่ดังที่ทราบกันอยู่แล้วว่า พม่าประกอบด้วยกลุ่มชาติพันธุ์และศาสนาที่หลากหลายมาก การสร้างวัฒนธรรมแห่งชาติที่ตั้งอยู่บนฐานของกลุ่มชาติพันธุ์เดียว แม้เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุด จึงเป็นไปได้ยาก นักวิชาการของสมาคมแทบจะไม่ได้คำนึงถึงพื้นที่ของกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ในวัฒนธรรมที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวเลย มรดกทางวิชาการของสมาคมในเรื่องนี้ที่ตกทอดมาถึงพม่าซึ่งกลายเป็น “ชาติ” เอกราชแล้ว เป็นอย่างไร ก็ดังที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน ไม่เฉพาะแต่กับชาวโรฮิงญาเท่านั้น แต่รวมถึงชาน, กะเหรี่ยง, กะฉิ่น, ปะหล่อง ฯลฯ ด้วย

อิทธิพลของสมาคมต่อวงการทางสติปัญญาในพม่ามีมากเฉพาะในช่วงสิบกว่าปีแรก เมื่อตกมาถึงทศวรรษ 1920 การเกิดและแพร่หลายของวัฒนธรรมป๊อปในพม่า เป็นผลให้ความสนใจต่อ “วัฒนธรรม” ของสมาคมลดลง ในขณะที่สมาคมเองก็ต่อต้านการดัดแปลงวัฒนธรรมราชสำนักให้มีลักษณะดึงดูดประชาชนมากขึ้น นอกจากนี้ การตั้งมหาวิทยาลัยย่างกุ้งในช่วงนี้ ยังทำให้กิจกรรมทางการเมืองของคนที่มีสำนึกทางการเมืองหันออกไปสู่กิจกรรมของนักศึกษามากกว่านักวิชาการของสมาคม

เพราะกิจกรรมของนักศึกษาตอบสนองความมุ่งหวังทางการเมืองอย่างตรงไปตรงมามากกว่า

เมื่อเปรียบเทียบกับสยามสมาคมและวิทยาลัยฝรั่งเศสฯ มีอะไรบางอย่างที่คล้ายและต่างกัน

วิทยาลัยฝรั่งเศสฯ ก็มีเป้าหมายทางการเมืองแฝงอยู่เช่นกัน ฝรั่งเศสต้องการตัดขาดมรดกทางปัญญาของเวียดนามออกจากจีน และแน่นอนแทนที่ด้วยภูมิปัญญาของฝรั่งเศสเอง ดังนั้น วิทยาลัยฝรั่งเศสฯ จึงเป็นส่วนหนึ่งของระบอบอาณานิคมมาแต่ต้น ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลอาณานิคมและปารีส นักวิชาการที่ประจำอยู่ในวิทยาลัยจึงเป็นนักวิชาการที่ถูกฝึกปรือมาในระดับสูง (แม้ว่าเรียนมาทางด้านภารตวิทยาหรือจีนศึกษา เพราะยังไม่มีหลักสูตรศึกษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในมหาวิทยาลัยยุโรปขณะนั้น) วารสารของวิทยาลัยจัดเป็นวารสารคุณภาพชั้นเลิศที่เปรียบได้กับวารสารวิชาการชั้นเลิศของภูมิภาคอื่นๆ เป็นมรดกทางวิชาการที่สำคัญให้แก่โลก

แต่เฉพาะในเวียดนาม ภูมิปัญญาฝรั่งเศสเข้ามาแทนที่จีนได้ไม่มากอย่างที่รัฐบาลอาณานิคมตั้งความหวังไว้ มีบ้างที่ปัญญาชนและบัณฑิตขงจื๊อบางคนหันมายอมรับว่า เวียดนามจำเป็นต้องรับอารยธรรมแผนใหม่จากผ่านฝรั่งเศสเสียก่อน จึงจะเป็นรัฐเอกราชในโลกสมัยใหม่ได้อย่างเข้มแข็ง อันเป็นจุดยืนที่ไม่ต่างจากนักวิชาการซึ่งก่อตั้งสมาคมวิจัยพม่านัก แต่ก็มีปัญญาชนและบัณฑิตของจื๊ออีกมากที่ยังยึดมั่นกับตำรับตำราจีน ทั้งกลุ่มที่หวังจะยกจักรพรรดิขิ้นมาเป็นศูนย์กลางต่อสู้กับระบอบอาณานิคมฝรั่งเศส และกลุ่มที่ได้รับอิทธิพลจากพัฒนาการของนักคิดจีนรุ่นหลัง เช่น นักคิดในการปฏิรูปร้อยวันของราชวงศ์ชิง มาจนถึงซุนยัตเซนและพรรคคอมมิวนิสต์จีน

ในกัมพูชาและลาว นโยบายทางวัฒนธรรมของฝรั่งเศสคือเข้ามาขจัดอิทธิพลทางวัฒนธรรมของสยามออกไป แต่วิทยาลัยไม่ได้ถูกใช้เพื่อการนี้โดยตรงนัก การขุดค้นศึกษาเรื่องและยุคสมัยเมืองพระนครใน BEFEO และสิ่งพิมพ์อื่นของวิทยาลัยแสดงให้เห็นจักรวรรดินิยมอันบริสุทธิ์ของฝรั่งเศส (คือไม่แปดเปื้อนด้วยผลประโยชน์ทางการค้าและการเมือง) แก่โลก เพราะทุนที่ลงไปไม่ได้อะไรคืนมามากไปกว่าความรู้

แต่ผลข้างเคียงเกิดแก่กัมพูชาเป็นอันมาก เช่น ทำให้ชาวกัมพูชาภาคภูมิใจในความเป็นแหล่งกำเนิดอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ไพศาลแห่งหนึ่งของภูมิภาค มาตรฐานและบรรทัดฐานของวัฒนธรรมหลวงที่ราชสำนักกัมพูชาต้องคอยจับตาดูสยาม แท้จริงแล้วกลับมีแหล่งกำเนิดในกัมพูชาเอง และเป็น “ของ” กัมพูชาเสียยิ่งกว่าใครอื่น ทำให้ชาตินิยมทางวัฒนธรรมที่จะเกิดในภายหน้าเป็นสมบัติของชาติกัมพูชาโดยไม่ต้องหยิบยืมจากสยาม ฉะนั้น ในแง่นี้ วิทยาลัยกลับให้ผลต่อนโยบายทางวัฒนธรรมของระบอบอาณานิคมฝรั่งเศสมากกว่าในเวียดนามโดยไม่เจตนา

การอธิบายแรงจูงใจทางการเมืองของการเกิดสยามสมาคมอาจจะยากกว่าสถาบันวิชาการอื่นๆ (แก่คนที่ไม่ได้ลงไปค้นคว้าข้อมูลอย่างละเอียดเช่นผม) ใน ค.ศ.1905 หรือปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ เนื้อหาของชาตินิยมทางวัฒนธรรมของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยามดูเหมือนจะลงตัวไปแล้ว และจะลงตัวมากขึ้นด้วยผลงานของนักวิชาการไทยซึ่งทำงานนอกสมาคมด้วย

สยามสมาคมได้รับความอุปถัมภ์จากราชสำนักและเจ้านายชั้นสูงมาแต่แรก ฉะนั้นถึงแม้ว่าสยามสมาคมมิได้เป็นหน่วยงานของรัฐอย่างวิทยาลัยฝรั่งเศสฯ แต่ก็ต่างจากสมาคมวิจัยพม่า เพราะได้รับอุดหนุนจากรัฐอย่างมาก สมาชิกก่อตั้งซึ่งแม้เป็นชาวต่างชาติ แต่จำนวนมากก็เป็นข้าราชการหรือลูกจ้างที่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยามจ้างไว้ (ในแง่นี้คล้ายกับสมาคมวิจัยพม่า) และสยามสมาคมเป็นสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ตลอดมา

และเช่นเดียวกันกับสถาบันวิชาการอื่นๆ ของอาณานิคมเพื่อนบ้าน สยามสมาคมใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักในการสื่อสารกันระหว่างสมาชิกและในวารสาร JSS สืบมาจนทุกวันนี้ (BEFEO ใช้ภาษาฝรั่งเศสสืบมาจนทุกวันนี้เช่นกัน เพราะวิทยาลัยเป็นหน่วยงานของรัฐฝรั่งเศส ส่วนสมาคมวิจัยพม่าหันมาใช้ภาษาพม่าร่วมกับภาษาอังกฤษหลังจากได้รับเอกราชแล้ว แต่ในที่สุดสมาคมก็ถูกยกเลิกไปในสมัยเนวิน)

ผมคิดว่าภาษาอังกฤษนอกจากเป็นภาษา “สากล” ที่อาจเชื่อมต่อโลกทางวิชาการของนานาชาติเข้าหากันได้แล้ว ในสังคมไทย ภาษาอังกฤษยังช่วยให้ “ผู้ดี” ที่ใช้ภาษาอังกฤษได้คล่องสามารถ “ข้ามเส้น” ของช่วงชั้นมารยาทและความสัมพันธ์ในวัฒนธรรมไทย ซึ่งยึดถือกันอย่างเคร่งครัดได้ เช่นเดียวกับสมาคมวิจัยพม่าที่ “ข้ามเส้น” กฎเกณฑ์ความสัมพันธ์อันไม่เท่าเทียมระหว่างฝรั่ง-เอเชียที่ระบอบอาณานิคมอังกฤษวางไว้ ในขณะที่ในพม่า ภาษาอังกฤษและสมาคมวิชาการช่วยให้ “ข้ามเส้น” ช่วงชั้นทางชาติพันธุ์ ในสยามช่วยให้ “ข้ามเส้น” ช่วงชั้นทางสถานภาพ

น่าสนใจนะครับ คำขวัญของสยามสมาคมคือ “วิชชายังให้เกิดมิตรภาพ”

(ยังมีต่อ)



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร
พระแม่โพสพ และนิทานเกี่ยวกับผีแม่ข้าวในอุษาคเนย์
‘ทิชชู่เปียก’ อันตราย! ทำร้ายโลก!