bg-single

“โรงเรียนพระดาบส” แหล่งความรู้ที่ “พ่อ” สร้างไว้

04.01.2017

หลายๆ คนอาจเคยได้ยินเรื่องราวของ “โรงเรียนพระดาบส” และ “มูลนิธิพระดาบส” ซึ่งเป็นโครงการพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2519 โดยพระราชทานพระราชทรัพย์เป็นทุนประเดิม

มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือผู้ยากจน ด้อยโอกาส ขาดแคลนทุนทรัพย์ ให้ได้รับโอกาสเข้ามาเรียนวิชาชีพต่างๆ

โรงเรียนพระดาบสถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการบริหารงานแบบวิสาหกิจเพื่อสังคม หรือกิจการเพื่อสังคม (social enterprise) ที่มีวัตถุประสงค์ช่วยเหลือสังคมเป็นหลัก แต่ก็สามารถประกอบธุรกิจเพื่อดูแลตัวเองได้

แตกต่างจากการบริหารงานขององค์กรหรือบริษัททั่วไป ที่จะเน้นหวังผลกำไร แต่ใช้การทำกิจกรรมเพื่อสังคม หรือซีเอสอาร์เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างภาพลักษณ์เท่านั้น

 

นายอัครเดช ชูจิตต์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียนพระดาบส หัวหน้าหลักสูตรช่างอิเล็กทรอนิกส์ เล่าว่า ตนเองเป็นศิษย์เก่าของโรงเรียนพระดาบส ก่อนได้รับทุนพระราชทานไปศึกษาต่อ และได้โอกาสกลับมาสอนที่โรงเรียนแห่งนี้

ช่วงแรกโรงเรียนพระดาบสมีวัตถุประสงค์ในการเปิดโอกาสให้ทหารผ่านศึกได้เข้ามาศึกษาวิชาชีพช่างเพื่อนำไปประกอบอาชีพ ก่อนจะเปิดให้บุคคลทั่วไปที่ขาดแคลนทุนทรัพย์เข้ามาศึกษาวิชาชีพต่างๆ รวม 8 หลักสูตร

ประกอบด้วยหลักสูตรวิชาชีพช่างยนต์, ช่างอิเล็กทรอนิกส์, ช่างไฟฟ้า, การเกษตรพอเพียง, ช่างซ่อมบำรุง, ช่างไม้เครื่องเรือน, ช่างเชื่อม และเคหะบริบาล ที่เพิ่มเข้ามาใหม่เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ

โดยผู้เข้าเรียนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่จะต้องพักอาศัยอยู่ที่โรงเรียน และใช้ระยะเวลาเรียน 1 ปี ทั้งยังสามารถเรียนควบคู่ไปกับการศึกษานอกโรงเรียนได้ เมื่อจบการศึกษาก็จะได้รับใบประกาศนียบัตร

แต่ละปีการศึกษา โรงเรียนสามารถรองรับนักเรียนชายได้ 120 คน และนักเรียนหญิงได้ 30 คน และทางโรงเรียนจะส่งนักเรียนที่ใกล้จบการศึกษา ซึ่งมีความรู้ในระดับหนึ่งแล้ว ออกไปยังชุมชนในพื้นที่ใกล้เคียงและต่างจังหวัด เพื่อทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้แก่ชาวบ้าน เช่น การสอนซ่อมเครื่องไฟฟ้า ตลอดจนประกอบกิจกรรมสาธารณประโยชน์อื่นๆ

นอกจากการฝึกอาชีพแล้ว โรงเรียนพระดาบสยังเน้นสอนเรื่องการใช้ชีวิต เน้นการกินอยู่อย่างพอเพียง เช่น การทานอาหารในแต่ละมื้อ

หากมีกับข้าวเหลือก็จะนำมาอุ่นเพื่อทานในมื้อต่อไปโดยไม่เหลือทิ้ง หรือมีเครื่องกรองน้ำเสียก่อนปล่อยออกไปไม่ให้กระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ส่วนนักเรียนจะต้องทำกิจกรรมทุกอย่างด้วยตัวเอง โดยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เช่น การทำอาหาร และทำความสะอาด

นอกจากนั้น ที่นี่ยังเน้นย้ำเป็นพิเศษเรื่องคุณธรรมและจริยธรรม เพื่อให้บุคคลที่สำเร็จการศึกษา ซึ่งมีมากกว่า 2,000 คนแล้ว ได้ออกไปใช้ชีวิต หาเลี้ยงชีพ และรับใช้สังคมด้วยความซื่อสัตย์สุจริต

 

ส่วนการบริหารงานในโรงเรียนพระดาบสนั้น ทั้งหมดได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิพระดาบส

มูลนิธิพระดาบสได้จัดตั้ง “โครงการลูกพระดาบส” ขึ้นที่จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อใช้เป็นแหล่งหารายได้ในการนำเงินมาหมุนเวียนในการบริหารจัดการโรงเรียน นอกจากเงินที่ได้รับบริจาค

ว่าที่ ร.อ. ดร.สมานมิตร พัฒนา นักจัดการงานในพระองค์ชำนาญการ ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าสำนักงานโครงการลูกพระดาบส เล่าว่า โครงการมีเนื้อที่ 475 ไร่ แบ่งใช้เป็นสถานที่เรียนของสองหลักสูตร

คือ หลักสูตรเกษตรพอเพียง และหลักสูตรช่างไม้เครื่องเรือน เรียนรู้การสร้างบ้านด้วยไม้ การผลิตเฟอร์นิเจอร์ในรูปแบบต่างๆ ทั้งโต๊ะ ตู้ เตียง และเมื่อผลิตเฟอร์นิเจอร์ออกมาก็จะนำผลิตภัณฑ์ไปวางขาย สร้างรายได้กลับมาหมุนเวียนในโครงการ-โรงเรียน

หากประชาชนต้องการให้นักเรียนผลิตเฟอร์นิเจอร์จากไม้ให้ ก็สามารถติดต่อมาที่โครงการลูกพระดาบสได้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่จะต้องนำมาไม้มาเอง

ส่วนพื้นที่ที่เหลือได้แบ่งทำการเกษตรหลากหลายชนิด แต่เนื่องจากพื้นที่อยู่ใกล้ทะเล จึงมีภาวะดินเค็ม น้ำกร่อย ส่งผลให้ต้องฟื้นฟูน้ำและพัฒนาดิน พร้อมขุดบ่อน้ำโดยรอบกว่า 70 ไร่ เพื่อใช้เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติ

กิจกรรมการเกษตร ประกอบด้วยการเลี้ยงสัตว์หลากหลายชนิด อาทิ การเลี้ยงกุ้ง, ปลาสลิด, กบ, ปลาดุก, การขยายเพาะพันธุ์ปลาต่างๆ โดยเฉพาะปลานิล

โดยใช้พื้นที่ในการเลี้ยงปลานิลกว่า 10 ไร่ ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 6 ถึง 8 เดือน จับขายเป็นรายได้ครั้งละประมาณ 3 ถึง 4 แสนบาท

และเหนือบ่อปลานิลยังเลี้ยงไก่ไข่กว่า 200 ตัว ผลิตไข่ขายได้วันละประมาณ 13 แผง จำหน่ายแผงละ 80 ถึง 100 บาท

อีกทั้งยังแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งไว้ปลูกผักและผลไม้ อาทิ มะม่วง, แก้วมังกร, มะนาว โดยเฉพาะผักไฮโดรโปนิกส์ ที่ปลูกไว้จำนวน 1 ไร่ ขายได้ปีละ 8 แสนถึง 1 ล้านบาท และยังเพาะเห็ดไว้ในโรงเรือน ส่วนก้อนเชื้อเห็ดที่หมดอายุ ก็นำมาทำเป็นปุ๋ยหมักใส่ต้นไม้ในโครงการ

ทั้งหมดนี้สามารถสร้างรายได้กลับมายังมูลนิธิพระดาบส เพื่อใช้เป็นส่วนหนึ่งในการบริหารจัดการโรงเรียนพระดาบส และพัฒนาโครงการลูกพระดาบสต่อไป

 

นอกจากนี้ ภายในโครงการลูกพระดาบส ยังได้แบ่งพื้นที่อีกส่วนหนึ่งทำแปลงเกษตรพอเพียง ให้นักศึกษาจากสถาบันต่างๆ และประชาชนเข้ามาศึกษาดูงาน เพื่อนำไปปรับใช้

รวมทั้งจัดฝึกอบรมชาวไทยและต่างชาติเกี่ยวกับเทคโนโลยีการเกษตรทุกเดือน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และยังนำวัตถุดิบที่มีในโครงการมาใช้ในการอบรม อาทิ การทำน้ำสลัดผักไฮโดรโปนิกส์, ทำตะไคร้หอมกันยุง, ทำปลานิลหยอง, การปลูกพืชไม่ใช้ดิน และการเพาะเห็ดแบบครบวงจร

หากประชาชนสนใจก็สามารถติดต่อสอบถามมายังโครงการลูกพระดาบส หรือตรวจสอบหลักสูตรการฝึกอบรมได้ที่เว็บไซต์โครงการลูกพระดาบส ส่วนวัตถุดิบที่เหลือใช้จากการอบรม เช่น เศษผัก ก็จะถูกนำไปใช้เป็นอาหารปลาต่อ เช่นเดียวกับน้ำมันพืชที่ใช้แล้วก็นำไปผลิตเป็นไบโอดีเซล

ในภาพรวมแล้ว จะเห็นได้ว่าผลิตผลทางการเกษตรของโครงการนั้นถูกนำมาใช้ประโยชน์สูงสุด และลดปริมาณของขยะลงด้วยการนำไปแปรรูป เลี้ยงสัตว์ หรือทำปุ๋ยหมัก ตลอดจนจัดจำหน่าย

การประสานงานระหว่างมูลนิธิพระดาบส โรงเรียนพระดาบส และโครงการลูกพระดาบส จึงต่างมีความเชื่อมโยงและบริหารงานร่วมกัน

โดยมูลนิธิพระดาบส เป็นเสมือนฝ่ายบริหารจัดการ

ส่วนโครงการลูกพระดาบส เป็นหนึ่งในช่องทางที่ใช้หารายได้ และให้ความรู้แก่เกษตรกรและประชาชนทั่วไป ซึ่งรายได้ที่ได้มา ก็นำมาใช้หล่อเลี้ยงโรงเรียนพระดาบส ที่ให้ความรู้กับนักเรียน ซึ่งแม้จะไม่ได้รับ “วุฒิการศึกษา” แต่ความรู้นั้นมีค่ายิ่งกว่าทรัพย์สินใดๆ

เพราะหากมีความรู้ก็สามารถนำไปใช้หาเลี้ยงชีพทั้งตนเองและครอบครัว และยังสามารถส่งต่อความรู้นั้นไปให้บุคลอื่นๆ เพื่อทำประโยชน์แก่สังคม

ตรงกับวัตถุประสงค์หลักในการก่อตั้งโรงเรียนแห่งนี้ ซึ่งมุ่งเน้นการช่วยเหลือสังคม ผู้ยากจน และผู้ด้อยโอกาสโดยยังสามารถบริหารงานภายในโครงการได้ด้วย

นี่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของ “กิจการเพื่อสังคม” ที่สร้างประโยชน์ให้สังคมได้อย่างแท้จริง และสามารถดูแลตัวเองได้อย่างยั่งยืน



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร
พระแม่โพสพ และนิทานเกี่ยวกับผีแม่ข้าวในอุษาคเนย์
‘ทิชชู่เปียก’ อันตราย! ทำร้ายโลก!