
ทั้งๆที่กรณีสินบนจาก“โรลส์-รอยซ์”มีความเด่นชัดเป็นอย่างยิ่งแต่สังคมก็ไม่มั่นใจเท่าใดนักว่าเรื่องนี้จะจบอย่างไร
ยิ่งเห็น “อาการ”ของ”การบินไทย”ยิ่งไม่มั่นใจ
แทนที่ “การบินไทย”จะขานรับกับการสอบสวนไม่ว่าจะจากสหราชอาณาจักร ไม่ว่าจะจากสหรัฐอเมริกา
ตรงกันข้าม ทางออก 1 คือตระเตรียม”ฟ้อง”
ฟ้องเพราะเห็นว่ากรณีของ”โรลส์-รอยซ์”ทำให้เกิดความเสื่อมเสียชื่อเสียงของ “การบินไทย”
อาจมีความจำเป็นต้อง “ปกป้อง” ตัวเอง
แต่หากมองจากสภาพความเป็นจริงที่ใครอยู่”เบื้องหลัง”กระบวนการของ “การบินไทย”
ก็ยิ่งเพิ่มความไม่มั่นใจ
แนวโน้มเริ่มเด่นชัดมากยิ่งขึ้นว่า ในที่สุดก็จะลงเอยแบบ”ทีจี 200″ ในที่สุดก็จะลงเอยแบบ”อุทยานราชภักดิ์” หรือแม้กระทั่ง”รถถังยูเครน”
อันเท่ากับว่า จบลงแบบ”ไทย-ไทย”นั่นเอง
เหตุปัจจัยอะไรทำให้ “ความเชื่อมั่น”ในทางสังคมมีความโน้มเอียงไปในทางที่ลดลง
ก็เหมือนคะแนน “ความโปร่งใส”นั่นแหละ
คะแนนที่ลดจาก 38 มาเหลือ 35 อันดับที่ลดลงจาก 76 มาอยู่ที่ 101
ก็มาจาก “ความไม่เชื่อมั่น”
เป็นความไม่เชื่อมั่นว่าจะมีการปราบปรามทุจริตและคอรัปชั่นอย่างจริงจัง
ทุกอย่างดำเนินไปในแบบ “พวกใคร พวกมัน”
หากว่าดัชนีชี้ไปทางพรรคเพื่อไทย ชี้ไปทางนปช.จะมากด้วย ความเอาการเอางาน
แต่หากเป็นพรรคประชาธิปัตย์ก็เป็นอีกเรื่อง
เหมือนกับกรณีทุจริตการก่อสร้างสถานีตำรวจ จนป่านนี้ยังไม่มีอะไรคืบหน้า
ยิ่ง”ทีจี 200″ยิ่งเงียบ ยิ่ง”อุทยานราชภักดิ์”ยิ่งแบะ แบะ
ความคึกคักในเบื้องต้นต่อกรณีสินบน”โรลส์-รอยซ์”เพราะเห็นว่ามีสินบนในห้วงปี 2547-2548
นั่นเป็นของรัฐบาลพรรคไทยรักไทย
แต่เอาเข้าจริงๆเมื่อ “ต้นน้ำ”คือรัฐประหารเดือนกุมภาพันธ์ 2534
อาการที่ปรากฏออกมาก็เริ่ม “เป๋”
ความคึกคักของ ป.ป.ช.ก็อีหรอบเดียวกันกับความคึกคักของ สตง. ขึ้นอยู่กับว่าจะมี “ธงนำ”มาอย่างไร
รายงานดัชนีความโปร่งใสอันมาจาก”องค์การความโปร่งใสระหว่างประเทศ”จึงเท่ากับเป็นดัชนีชี้วัดทิศทางการปราบปรามทุจริตและคอรัปชั่นในประเทศไทย
นำไปสู่ “ความเชื่อมั่น” อันสะท้อนความ”ไม่เชื่อมั่น”สูงเป็นอย่างสูงยิ่ง
