bg-single

เกษียร เตชะพีระ | ดุษฎีนิพนธ์ที่เหมือน “สุลักษณ์ ศิวรักษ์” ที่มีเชิงอรรถ (3)

20.12.2019

ดุษฎีนิพนธ์ที่เหมือน “สุลักษณ์ ศิวรักษ์” ที่มีเชิงอรรถ (3)

ด้วยแนวคิดใหม่ๆ ที่คุณอาสาคิดประดิษฐ์ขึ้นและประยุกต์ใช้อย่างสร้างสรรค์ในดุษฎีนิพนธ์เรื่อง “ความเปลี่ยนแปลงของเครือข่ายชนชั้นนำไทย พ.ศ.2495-2535” (ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ.2462) ทำให้เขาสามารถวิเคราะห์เข้าใจสัมพันธภาพและปฏิสัมพันธ์ของบุคคล กลุ่มฝ่ายและสถาบันต่างๆ ในเครือข่ายในหลวงสมัยรัชกาลที่ 9 ได้อย่างยืดหยุ่นอ่อนไหวพลิกแพลงแนบเนื่องกับความเป็นจริงอันสลับซับซ้อนและมีพลวัต

ทำให้เห็นได้ว่า บุคคล กลุ่มฝ่ายและสถาบันต่างๆ ในเครือข่าย ต่างก็มีโครงการทางการเมือง (political projects) เฉพาะของตนเองในแง่เป้าประสงค์ อำนาจตำแหน่ง ผลประโยชน์ ฯลฯ ที่มุ่งหวัง

การมาเชื่อมประสานและร่วมมือกันในเครือข่ายจึงเป็นไปอย่างอิสระโดยสัมพัทธ์ (relative autonomy) เท่าที่โครงการทางการเมืองของตนสอดคล้องไปกันได้กับโครงการทางการเมืองหลักของเครือข่ายและโครงการทางการเมืองของฝ่ายอื่นๆ ในสถานการณ์หนึ่งๆ มิได้เป็นการสังกัดขึ้นต่ออย่างแน่นอนตายตัว

อีกทั้งแบบแผนสัมพันธภาพทางอำนาจในเครือข่ายก็ใช่ว่าจะสถาปนาตรึงตราไว้ได้คงที่ถาวร หากผันแปรสลับสับเปลี่ยนกันได้ แล้วแต่ดุลอำนาจที่เป็นจริงของแต่ละฝ่ายในภาวการณ์หนึ่งๆ ว่าบุคคล กลุ่มฝ่ายและสถาบันใดจะขึ้นมาเป็นหุ้นส่วนใหญ่ (senior partnership)

และใครจะตกเป็นรองในเครือข่าย

โดยที่แบบวิถีการดำเนินความสัมพันธ์และการธำรงรักษาอำนาจของชนชั้นนำไทยโดยรวมขึ้นอยู่กับและผันแปรไปตามสิ่งที่คุณอาสาเรียกว่า ฉันทามติในหมู่ชนชั้นนำไทย (Thai elite consensus) ที่ปรากฏขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว (พ.ศ.2495-2535) ซึ่งประกอบไปด้วย :

– ความเห็นพ้องในจุดยืนที่พึงอยู่ตรงข้ามกับโลกคอมมิวนิสต์

– สมาทานยอมรับแนวคิดการพัฒนาของโลกเสรีตะวันตก

– การเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกา และ

– การแบ่งสันและไม่ควบรวมอำนาจของผู้มีอำนาจคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งต่อปริมณฑลทางอำนาจของผู้อื่น/กลุ่มอื่น หากว่ามีการแบ่งสรรกันลงตัวในระดับหนึ่งแล้ว (อ้างจากสไลด์นำเสนอของคุณอาสา 15 พฤศจิกายน 2562)

โดยเฉพาะข้อสุดท้ายซึ่งอาจพูดง่ายๆ ได้ว่าคือธรรมเนียม “แบ่งกันกินแบ่งกันใช้ เขตใครเขตมัน ไม่เหมารวมกินรวบผูกขาดคนเดียว” เป็นข้อต้องห้าม (taboo) ที่ถือสากันในหมู่ชนชั้นนำไทย หากใครฝ่ายใดไปละเมิดเข้า ก็มักถูกชนชั้นนำกลุ่มฝ่ายอื่นๆ รวมกันคัดค้านต่อต้าน จนสิ้นอำนาจไปในที่สุด นับตั้งแต่สมัยจอมพลถนอม-จอมพลประภาส-พันเอกณรงค์ มาจนถึงนายกฯ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์

จนมาถึงสมัยนายกฯ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งวางตัวและดำเนินงานการเมืองอยู่ในกรอบฉันทมติข้อนี้ ไม่ล่วงล้ำก้ำเกิน จึงทำให้สามารถผสานชนชั้นนำฝ่ายต่างๆ ทั้งภาคทหาร ข้าราชการ เทคโนแครต ธุรกิจ ฯลฯ เข้าด้วยกันได้และครองอำนาจได้ค่อนข้างยาวนาน (พ.ศ.2523-2531)

(ดูภาพสไลด์ประกอบของคุณอาสา 15 พฤศจิกายน 2562)

แน่นอน ข้อที่ควรคำนึงถึงในทัศนมิติทางประวัติศาสตร์ (historical perspective) ก็คือฉันทามติในหมู่ชนชั้นนำไทยคงไม่หยุดนิ่งแน่นอนตายตัวไปตลอด หากวิวัฒน์คลี่คลายขยายตัวไปได้ตามสภาพการณ์ทางสังคมการเมืองแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปทั้งในและนอกประเทศ

ดังที่เราอาจตั้งข้อสังเกตได้ว่าในรอบกว่าทศวรรษที่ผ่านมา ชนชั้นนำทางการเมืองและเศรษฐกิจของไทยมีแนวโน้มหันเหออกห่างจากพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกามากขึ้น และเอนเอียงเข้าหาสาธารณรัฐประชาชนจีนยิ่งขึ้นตามลำดับ (Kasian Tejapira, “The Sino-Thais” right turn towards China”, Critical Asian Studies, 49:4 (2017), 606-618, https://www.researchgate.net/publication/320214918_The_Sino-Thais”_right_turn_towards_China)

หรือเหตุการณ์ยิ่งใหญ่อย่างการลุกฮือของมวลชนที่นำไปสู่การโค่นเผด็จการทหารเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทยเมื่อ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 อันเป็นสัญญาณที่สังคมไทยหลุดพ้นจากการเมืองที่ผูกขาดโดยชนชั้นนำล้วนๆ (elite politics) เข้าสู่การเมืองที่มวลชนเข้าร่วมด้วย (mass politics) แล้วนั้น (ดู เบเนดิกต์ แอนเดอร์สัน, บ้านเมืองของเราลงแดง : แง่มุมทางสังคมและวัฒนธรรมของรัฐประหาร 6 ตุลาคม, 2559, สนพ.มติชน)

เป็นไปได้หรือที่มันจะไม่ส่งผลสะเทือนให้ชนชั้นนำต้องปรับแต่งแก้ไขเพิ่มเติมฉันทามติในหมู่พวกเขาไปบ้าง อย่างน้อยก็เพื่อจัดการรับมือขบวนการมวลชนซึ่งบุกทะลวงเข้าสู่แวดวงเวทีการเมืองที่พวกเขาผูกขาดมาแต่เดิมโดยไม่ได้รับเชิญ?

ดังที่ผมจำได้เลาๆ ว่าอาจารย์ใจ อึ๊งภากรณ์ เคยตั้งข้อสังเกตไว้ และ ผศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ ได้วิเคราะห์สืบต่อในประเด็นเกี่ยวเนื่องกัน (ในดุษฎีนิพนธ์เรื่อง Prajak Kongkirati, “Bosses, Bullets and Ballots : Electoral Violence and Democracy in Thailand, 1975-2011”, unpublished Ph.D. thesis, Department of Political and Social Change, School of International, Political and Strategic Studies, The Australian National University, 2013, p. 102) ซึ่งพอประมวลสรุปได้ว่าวิธีการที่ชนชั้นนำไทยใช้จัดการรับมือการเมืองของมวลชนในช่วง “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” ภายหลังเหตุการณ์สังหารหมู่และรัฐประหาร 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 และสงครามประชาชนในชนบทต่อมาก็คือ :

“เอามวลชนจัดตั้งออกจากท้องถนน ผลักดันพวกเขาเข้าสู่คูหาเลือกตั้งและสภาผู้แทนราษฎรในฐานะปัจเจกอะตอมไร้สังกัด แล้วประกันไม่ให้มีพรรคการเมืองฝ่ายซ้ายสังคมนิยมหรือพรรคลัทธิถอนรากถอนโคนในสภา”

(ข้อคิดข้างต้นของผมนี้ค่อนข้างสอดรับกับข้อวิเคราะห์ของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ใน “ลัทธิถอนรากถอนโคนแบบไทย,” 10 กรกฎาคม 2562, https://www.matichonweekly.com/column/article_209131)

และหากคิดล่วงเลยพ้นปี พ.ศ.2535 อันเป็นขอบเขตของดุษฎีนิพนธ์ออกไป ก็อาจเห็นได้ว่าฉันทมติในหมู่ชนชั้นนำไทยได้เพิ่มข้อที่ว่า “ชนชั้นนำไทยทยอยเกิดเพิ่มขึ้นและแบ่งสันปันส่วนเขตอำนาจและผลประโยชน์อยู่ร่วมกันได้หลายๆ กลุ่มตามสภาพเศรษฐกิจสังคมที่พัฒนาเปลี่ยนแปลงไป โดยทุกกลุ่มยอมตนอยู่ใต้พระบรมราชูปถัมภ์” (elite pluralism under royal patronage)

อันเป็นฉันทามติที่ถูกท้าทายล่วงล้ำโดยระบอบทักษิณ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร
พระแม่โพสพ และนิทานเกี่ยวกับผีแม่ข้าวในอุษาคเนย์
‘ทิชชู่เปียก’ อันตราย! ทำร้ายโลก!