วอชเชอร์ : เมื่อ “กองทัพ” ต้องรับผิดชอบกรณี “กราดยิงโคราช” มากกว่าที่ทำอยู่

เหตุกราดยิงกลางเมืองโคราชได้จบลงเมื่อช่วงเช้าวานนี้ เปลี่ยนวันมาฆบูชาที่ควรเป็นวันของครอบครัวและการปฏิบัติตนในหลักธรรม กลายเป็นวันสะเทือนขวัญชาวเมืองโคราชและสร้างความตื่นตระหนกให้กับชาวไทยที่ติดตามข่าวเหตุการณ์นี้จนมาถึงปฏิบัติการช่วยตัวประกันและเด็ดชีพผู้ก่อเหตุเป็นเวลาร่วม 17 ชั่วโมง
คำถามมากมายต่างถาโถมใส่เหตุการณ์นี้ และหนึ่งในคำถามเหล่านี้คือ จุดเริ่มต้นคืออะไร? อะไรที่ทำให้ทหารระดับจ่าสิบเอกที่คนที่รู้จักต่างพูดว่าเป็นคนนิสัยดี ถึงกลายเป็นมือคลั่งกราดยิงพร้อมกับใช้โซเซียลประกาศให้โลกรู้ไปได้
สื่อต่างมุ่งไปยังปมปัญหาที่ดินจัดสรรเพื่อทำบ้านพักให้ทหารที่ทหารผู้ก่อเหตุไม่ได้ค่านายหน้าตามที่ตกลง และเป็นจุดแตกหักไปสู่การฆาตกรรมจาก 2 กลายเป็นการกราดยิงใส่ประชาชนกลางเมือง
หากปมปัญหาที่ดินในพื้นที่ทหารเป็นปัญหา คำถามตามมาคือ ผลประโยชน์จากการดำเนินธุรกิจโดยกองทัพนี้ มีโครงสร้างยังไงและสร้างมูลค่ามากแค่ไหน นี่เป็นเรื่องที่สังคมไทยอาจเริ่มให้ความสนใจ
ก่อนหน้านี้ เมื่อปี 2558 มีนักวิชาการชาวไทยที่สอนหนังสืออยู่ที่สหรัฐฯ ได้เผยแพร่งานศึกษาเกี่ยวกับที่ดินในความครอบครองของกองทัพบก สาระสำคัญอยู่ที่
“กองทัพบกมีกรรมสิทธิ์ที่ดินราวๆ 460,000 ไร่ แต่ที่มากกว่านั้นมหาศาลคือที่ดินที่กองทัพบกครอบครองโดยไม่มีกรรมสิทธิ์ที่ดินประเภทหลังมีมากกว่า 4 ล้านไร่ซึ่งจำแนกได้เป็นที่ดินสงวนและที่ดินหวงห้ามตามประมวลกฎหมายที่ดิน ที่ดินที่เช่าจากหน่วยงานอื่นหรือเอกชน รวมทุกประเภทแล้วกองทัพบกมีที่ดินอยู่ในครอบครองประมาณ 5 ล้านไร่”
นี่ทำให้ กองทัพบกกลายเป็น “แลนลอร์ด” ที่มีที่ดินมากที่สุด และนั้นหมายถึงผลประโยชน์มหาศาลจากที่ดินเหล่านี้
ปมค่านายหน้าที่ดินของจ่าสิบเอกผู้ก่อเหตุกราดยิง อาจเป็นยอดภูเขาน้ำแข็งที่พังทลายและทำให้เห็นชั้นที่ลึกลงไปว่าข้างในมีอะไรที่สังคมไทยยังไม่เห็นอีกบ้าง
อีกเรื่องที่ทำให้กองทัพถูกตั้งคำถามคือ การปล้นอาวุธจากกองรักษาการณ์ ทำไมถึงมีป้องกันเบาบางและทำให้ผู้ก่อเหตุเข้าถึงอย่างง่ายดายจนนำไปสู่โศกนาฏกรรม
แม้โฆษกกองทัพบกจะออกมาชี้แจงว่าเป็นเหตุสุดวิสัยที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และทางผู้บัญชาการกองทัพบกได้สั่งไม่ให้มีปืนกลและกระสุนอยู่ในกองรักษาการณ์
อย่างไรก็ตาม ก็ไม่อาจลดแรงเสียดทานของประชาชนที่ไม่สบายใจ และตั้งคำถามว่า หากเกิดเหตุซ้ำรอยขึ้นอีก จะทำยังไง โดยเฉพาะค่ายทหารที่ตั้งอยู่ในเมือง ทำให้มีข้อเสนอในการย้ายค่ายทหารออกจากเขตเมือง รวมถึงการเพิ่มความแน่นหนาในการเข้าถึงอาวุธปืนและกระสุนในคลังสรรพาวุธในค่ายทหาร
เพื่อให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นในความปลอดภัย
อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน แต่ก็น่าเสียดาย นั้นคือ การศึกษามูลเหตุจูงใจของผู้ก่อเหตุ ว่าอะไรที่นำไปสู่การตัดสินใจทำเช่นนี้ ปูมหลัง ประสบการณ์ สภาพจิตใจก่อนหน้านี้เป็นอย่างไร ผู้ก่อเหตุมีทัศนคติที่เปลี่ยนไปอย่างไร แต่เราไม่สามารถเข้าใจกับคนที่ตายแล้วได้
ยิ่งในค่ายทหาร ที่สังคมไทยต่างร่ำลือถึงวัฒนธรรมอำนาจนิยม การปฏิบัติด้วยการกดขี่ การเอารัดเอาเปรียบระหว่างนายทหารระดับสูง จนไล่มายังทหารชั้นประทวนและทหารเกณฑ์ เหตุการณ์ทหารถูกซ้อมจนตายหลายกรณี ก็เป็นผลจากวัฒนธรรมแบบนี้
การปฏิบัติในต่อทหารชั้นผู้น้อยเป็นอย่างไร มีหน่วยจิตวิทยาในค่ายทหาร ที่คอยตรวจสภาพจิตใจทหารแต่ละนายหรือไม่ นี่เป็นโจทย์ที่กองทัพต้องนำไปขบคิด
เพราะอย่าลืมว่า ทหารก็เป็นมนุษย์ที่มีความรู้สึก อารมณ์ ที่ตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นหรือสิ่งเร้าจากภายนอกและตอบสนองออกมาเป็นพฤติกรรมได้ แม้ขึ้นชื่อว่าเป็นอาชีพที่ถูกฝึกให้มีวินัยและไม่เผยสิ่งในใจออกมาก็ตาม
ที่สำคัญที่สุด เหตุสะเทือนขวัญครั้งนี้ต่อประชาชน เกิดขึ้นจากทหาร และใช้อาวุธสงครามของทหารก่อเหตุ
สิ่งที่จะตามมาคือ การสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าว และแน่นอนว่าสังคมไม่อาจไว้ใจ การตรวจสอบกันเองในกองทัพได้อีกต่อไปแล้ว
และนั้นหมายถึง อาจต้องมีหน่วยงานภายนอก เข้ามาร่วมสืบสวนและกองทัพไม่มีทางปฏิเสธ เพราะตอนนี้สังคมต่างเรียกร้องความรับผิดชอบที่มากกว่าแค่การจ่ายเงินเยียวยาให้ญาติผู้เสียชีวิต
แต่ต้องการ “ความจริง” ที่เกิดขึ้น และรวมถึงการออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อหน้าที่และคำขอโทษ จากนายทหารระดับสูง ในเหตุอันน่าสลดและสะเทือนขวัญประชาชนชาวไทยครั้งนี้
