bg-single

สุรชาติ บำรุงสุข | โลก 2020 : ความต่อเนื่อง และความเปลี่ยนแปลง!

29.02.2020

“เมื่อมองปัญหาขนาดใหญ่ที่เราต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นประชากรล้นโลก การขาดแคลนน้ำ โลกร้อน และโรคเอดส์ ปัญหาเหล่านี้ล้วนแต่ต้องการความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไข”

Molly Ivins, นักสื่อสารมวลชนชาวอเมริกัน

หากพิจารณาการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ของบรรดารัฐมหาอำนาจใหญ่ของโลก

เราอาจเห็นความต่อเนื่องและความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดในปี 2020 จากปัจจัยต่างๆ

ดังต่อไปนี้

1)การขับเคลื่อนทางการเมืองของกลุ่มปีกขวาในโลกตะวันตก

การเมืองของโลกตะวันตกในหลายปีที่ผ่านมาเห็นได้ชัดถึงบทบาทของกลุ่มการเมืองปีกขวา หรือที่เรียกในปัจจุบันว่ากลุ่ม “ประชานิยมปีกขวา” (The Rightwing Populism) หรือนักวิชาการบางส่วนอาจจะเรียกว่ากลุ่ม “ชาตินิยมใหม่” (The New Nationalism) ซึ่งมีทิศทางที่ชัดเจนในการให้ความสําคัญกับความเป็นรัฐของตน (หรือให้ความสําคัญกับรัฐประชาชาติ-The Nation States) มากกว่าจะสนใจในเรื่องของความเป็น “สากลนิยม” (Internationalism) และเรื่อง “ภูมิภาคนิยม” (Regionalism)

การให้น้ำหนักเช่นนี้ทำให้พวกเขามีความคิดที่ชัดเจนที่ไม่ต้องการให้ประเทศอยู่ภายใต้องค์กรในภูมิภาค เพราะเป็นดังการนำเอาประเทศไปอยู่ภายใต้การควบคุมขององค์กรดังกล่าว

และในอีกด้านพวกเขาปฏิเสธที่จะยอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรม ที่มีนัยหมายถึงการเปิดประเทศให้บุคคลภายนอกเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศ

สภาวะเช่นนี้นำไปสู่ความกลัว และปัญหาเช่นนี้ยังถูกผนวกเข้ากับการก่อการร้าย และการทะลักของผู้อพยพชาวมุสลิมเข้าสู่ยุโรป

เงื่อนไขดังกล่าวนำไปสู่การ “ต่อต้านอิสลาม” หรือมองว่าคนมุสลิมเป็นภัยคุกคามที่ยุโรปไม่ควรเปิดรับเข้ามา

ดังนั้น ข้อเรียกร้องที่ให้ประเทศออกจากสหภาพยุโรป หรือการต่อต้านมุสลิมกลายเป็นทิศทางที่ทำให้พวกเขาได้คะแนนเสียงจากประชาชน

ดังเช่นรัฐบาลฝ่ายขวาในอิตาลี ฮังการี และน่าสนใจว่ากลุ่มการเมืองปีกขวาเหล่านี้จะมีอิทธิพลมากขึ้นอย่างไรในปี 2020

2)ชัยชนะของกลุ่มประชานิยมปีกขวาและการออกจากสหภาพยุโรปของอังกฤษ

หลังจากชัยชนะของกลุ่มขวาที่ต้องการออกจากสหภาพ (หรือ BREXIT) ในตอนกลางปี 2016 แล้ว อังกฤษต้องเผชิญกับวิกฤต

เพราะด้านหนึ่งกลายเป็นความแตกแยกขนาดใหญ่ในสังคม ระหว่างความเห็นต่างสองฝ่าย

และในอีกด้านกลายเป็นปัญหาอย่างมาก เมื่อร่างกฎหมายในการออกครั้งนี้กลับไม่ผ่านการเห็นชอบจากรัฐสภา

แต่สุดท้ายผลการเลือกตั้งในปี 2019 กลับพลิกความคาดหมายที่พรรคอนุรักษนิยมชนะเสียงข้างมาก

ซึ่งชัดเจนว่า ปี 2020 จะเป็นการ “หย่า” ที่สมบูรณ์ของอังกฤษ

3)การเลือกตั้งผู้นำคนใหม่ของสหรัฐอเมริกา

ปลายปี 2020 จะเป็นช่วงเวลาสำคัญของโลกที่จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐ

การแข่งขันครั้งนี้จะเป็นการพิสูจน์ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ จะเป็นผู้ชนะในการชิงชัยสู่ทำเนียบขาวเช่นในปี 2016 อีกหรือไม่

แน่นอนว่าชัยชนะในปีนั้นเป็นอีกหนึ่งในความพลิกผันทางการเมือง

ดังนั้น ปีนี้จะเป็นอีกครั้งที่ต้องสนใจว่า การเลือกตั้งในปลายปี 2020 จะได้ใครเป็นผู้นำ

และที่สำคัญผลครั้งนี้จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในนโยบายต่างประเทศและความมั่นคงของสหรัฐเพียงใด

เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าในฐานะที่สหรัฐเป็นผู้นำโลก นโยบายของสหรัฐจึงมีส่วนโดยตรงต่อการกำหนดทิศทางของโลก และทิศทางเช่นนี้เป็นผลผลิตที่มาจากการกำหนดนโยบายของทำเนียบขาว

นอกจากนี้ประเด็นสำคัญที่เห็นจากการเลือกตั้งสหรัฐ 2016 คือ การแทรกแซงของรัสเซีย

ดังจะเห็นได้จากการตรวจสอบของคณะกรรมการค้นหาข้อเท็จจริงของรัฐสภาอเมริกัน ที่มีหลักฐานที่ชี้ให้เห็นถึงบทบาทของรัสเซียในกรณีนี้

ถ้าเช่นนั้นรัสเซียจะมีบทบาทในการแทรกแซงอีกหรือไม่

และสหรัฐจะป้องกันกรณีนี้ในการหาเสียงในการชิงตำแหน่งประธานาธิบดีปี 2020 อย่างไร

4)ปัญหาการปลดอาวุธนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ

หนึ่งในปัญหาการเมืองโลกที่สำคัญคือ การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ ซึ่งมีนัยรวมถึงขีปนาวุธในพิสัยต่างๆ โดยเฉพาะพิสัยกลางและพิสัยไกล

อันเป็นการยืนยันว่าเกาหลีเหนือไม่เพียงประสบความสําเร็จในการมีหัวรบนิวเคลียร์เท่านั้น

หากแต่ยังประสบความสําเร็จในการมีขีปนาวุธข้ามทวีปด้วย

ดังนั้น หลายรัฐบาลอเมริกันจึงพยายามอย่างมากในการกดดันให้เกาหลีเหนือยุติโครงการดังกล่าว

และเมื่อทรัมป์ปรับท่าทีใหม่ด้วยการเปิดการพบระดับผู้นำสูงสุดจากสิงคโปร์ ฮานอย และการพบอย่างกะทันหันที่เขตปลอดทหาร

สิ่งเหล่านี้เป็นความหวังว่า ความตึงเครียดจากปัญหาอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือจะลดลง

แต่กระนั้นก็ยังไม่เห็นถึง รูปธรรมของการปลดอาวุธนิวเคลียร์ (denuclearization)

ฉะนั้น จึงน่าสนในว่า ในปี 2020 ปัญหานี้จะคลี่คลายไปในทิศทางใด และจะมีการพบระหว่างสองผู้นำในปีนี้อีกหรือไม่

5)ปัญหาอาวุธนิวเคลียร์อิหร่าน

ปัญหาคู่ขนานอีกประการคือ การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่านที่รัฐบาลอเมริกันในหลายสมัยพยายามกดดันไม่ต่างจากกรณีของเกาหลีเหนือ

แต่เมื่อทรัมป์ขึ้นเป็นประธานาธิบดีแล้ว เห็นได้ชัดว่าอาวุธนิวเคลียร์อิหร่านกลายเป็นหนึ่งในปัญหาใจกลางที่สำคัญ และทิศทางการแก้ปัญหามีลักษณะเป็นแบบ “สายเหยี่ยว” มากขึ้น

โดยเฉพาะเมื่อทรัมป์ปฏิเสธข้อตกลงเดิม (The Iran Nuclear Deal 2015)

อีกทั้งกลุ่มปีกขวาที่มีอิทธิพลในรัฐบาลอเมริกันล้วนมองอิหร่านเป็น “ภัยคุกคามหลัก” ในตะวันออกกลาง

และสถานการณ์สุดท้ายก่อนสิ้นปี 2019 คือ การประท้วงหน้าสถานทูตสหรัฐที่แบกแดด ซึ่งผู้นำสหรัฐเชื่อว่าอิหร่านอยู่เบื้องหลัง อันนำไปสู่การตัดสินใจที่สำคัญในการสังหารนายพลโซไลมานีของอิหร่านในอิรัก

แน่นอนว่าการสังหารนี้นำไปสู่ความตึงเครียดครั้งใหม่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และยังตามมาด้วยการยิงเครื่องโดยสารพลเรือนจากฝ่ายอิหร่าน

ฉะนั้น สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐกับอิหร่านน่าจะดำรงอยู่ต่อไป และเป็นความกังวลของหลายฝ่ายต่อการแก้แค้นของอิหร่าน

อีกทั้งการแก้แค้นนี้จะนำไปสู่การขยายตัวของความขัดแย้งในปีนี้หรือไม่

6)ปัญหาความมั่นคงด้านพลังงาน

การโจมตีแหล่งผลิตน้ำมันของซาอุดีอาระเบียในเดือนกันยายน 2019 ตลอดรวมถึงปัญหาการโจมตีเรือขนส่งน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซ สะท้อนให้เห็นปัญหาสำคัญประการหนึ่งที่จะยังคงเป็นประเด็นในปี 2020

ได้แก่ ปัญหาความมั่นคงด้านพลังงาน

และปัญหานี้ปรากฏให้เห็นอีกส่วนการความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับอิหร่านจากกรณีการลอบสังหารนายพลอิหร่าน

หลายฝ่ายกังวลว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอาจจะทำให้การเดินทางของเรือขนส่งน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซจะเป็นประเด็นอีกในปีนี้

หากการขนส่งในช่องแคบดังกล่าวเกิดปัญหาขึ้นจริง ย่อมส่งผลกระทบต่อปัญหาความมั่นคงด้านพลังงานของโลก

และยังส่งผลต่อราคาพลังงานในตลาดโลกอีกด้วย

ดังนั้น ปัญหาความผันผวนทางด้านพลังงานในปี 2020 จะยังเป็นประเด็นสำคัญ

และหากปัญหามีความรุนแรงแล้ว ย่อมจะส่งผลกระทบกับความเปราะบางของเศรษฐกิจโลกที่มีปัญหาจากสงครามการค้าอีกด้วย

7)ปัญหาความเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศ

ปัญหานี้แต่เดิมดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัว ที่ผู้คนในสังคมอาจจะไม่รู้สึกถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นในระดับส่วนบุคคลหรือระดับครอบครัว

แต่ปรากฏการณ์จากไฟป่าขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นในออสเตรเลียชี้ให้เห็นถึงความเสียหายต่างๆ อย่างมากมาย ทั้งคน สัตว์ป่า และทรัพย์สิน

สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าความเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศเป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดไฟป่าทั่วโลก

และการวิจัยชี้ให้เห็นว่า ตัวแบบของปัญหาไฟป่าออสเตรเลียกำลังเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะการเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เกิดปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดไฟป่า ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิ ความชื้นต่ำในอากาศ ปริมาณฝนที่ลดน้อยลง และกระแสลมแรง

ดังจะเห็นได้ว่าปี 2019 เป็นปีที่ “ร้อนสุด-แล้งที่สุด” ของออสเตรเลีย

และลักษณะอากาศเช่นนี้กำลังเกิดในหลายประเทศ การแก้ไขอาจจะต้องผลัดดันให้มีมาตรการลดอุณหภูมิต่ำกว่า 2 องศาต่อปี

รวมถึงการสนับสนุน “ปฏิญญาปารีส” ในการลดภาวะโลกร้อน

และปัญหานี้จะเป็นประเด็นที่ได้รับการผลักดันมากขึ้นในปี 2020 ดังจะเห็นได้จากขบวนการสภาวะอากาศโลก (Global Climate Movement) ที่นำโดยกรีตา ทุนเบิร์ก (Greta Thunberg) ใช้ระยะเวลาเพียง 18 เดือนในการเคลื่อนจนกลายเป็นกระแสโลกที่สำคัญในปัจจุบัน

(เธอได้รับการยกย่องให้เป็น “บุคคลแห่งปี” ของนิตยสารไทม์ในปี 2019 และมีอายุ 18 ปีในปีนี้)

ซึ่งเป็นความหวังว่า ผู้นำของประเทศต่างๆ และผู้นำธุรกิจใหญ่จะให้ความสนใจกับปัญหานี้มากขึ้นในอนาคต

เพราะปัญหาไม่ได้มีเฉพาะเรื่องไฟป่าเท่านั้น หากยังเห็นน้ำท่วมใหญ่เช่นในเวนิสอีกด้วย

8)ปัญหาการก่อการร้ายในยุคหลังกลุ่มรัฐอิสลาม

การสูญเสียฐานที่มั่นหลักของกลุ่มรัฐอิสลาม และตามมาด้วยการสังหารผู้นำกลุ่มทำให้การก่อการร้ายในภาพรวมของปี 2019 มีทิศทางที่ลดลง

แต่สิ่งที่เป็นความกังวลด้านความมั่นคงในปี 2019 และในปี 2020 คือ การ “กลับบ้าน” ของบรรดานักรบต่างชาติ (foreign fighters) ที่เข้าร่วมการรบกับกลุ่มรัฐอิสลามทั้งในอิรักและในซีเรีย

ซึ่งนักรบเหล่านี้ไปจากหลายประเทศ ทั้งในเอเชีย แอฟริกา และยุโรป เช่นจากอินโดนีเซีย อียิปต์ เลบานอน จอร์แดน ตูนิเซีย ซาอุดีอาระเบีย อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี และรัสเซีย เป็นต้น

การกลับประเทศของนักรบเหล่านี้ถูกมองว่าเป็นการพาการก่อการร้ายกลับเข้าไปในประเทศของตน

ทั้งในกรณีของยุโรปและเอเชีย เพราะผลจากประสบการณ์ในสงครามทำให้คนเหล่านี้ส่วนหนึ่งกลายเป็น “ผู้เชี่ยวชาญในการก่อการร้าย” (terrorism specialists)

ดังที่เห็นจากตัวอย่างของเหตุที่เกิดในยุโรปจากบรรดานักรบที่กลับบ้าน

ดังนั้น ในปีนี้จึงไม่เพียงที่ต้องตามดูถึงความพยายามในการฟื้นตัวขอกลุ่มรัฐอิสลามภายใต้ผู้นำใหม่

และขณะเดียวกันยังต้องให้ความสนใจกับปัญหาการกลับบ้านของบรรดานักรบที่เป็น “ทหารผ่านศึก” จากอิรักและซีเรียจะเป็นภัยคุกคามเพียงใดในปี 2020

9)ความเปลี่ยนแปลงของสงคราม

การเปิดการโจมตีแหล่งผลิตน้ำมันของซาอุดีอาระเบียในกลางปี 2019 และการสังหารผู้นำทางทหารของอิหร่านในอิรักในตอนต้นปี 2020 ด้วยการใช้โดรนเป็นเครื่องมือนั้น

ทำให้แนวคิดในเรื่องของ “สงครามโดรน” (Drone Warfare) ไม่ใช่เป็นเรื่องของนิยายวิทยาศาสตร์อีกต่อไป

ในขณะเดียวกันการใช้โดรนได้ถูกยกระดับมากขึ้น จากเดิมที่โดรนมีภารกิจในการถ่ายภาพ หรือทำหน้าที่ในการลาดตระเวนทางอากาศสมัยใหม่

แต่ต่อมาโดรนไม่ได้ติดตั้งเพียงกล้องถ่ายภาพ หากยังติดอาวุธอีกด้วย (คือเป็น combat drone) ไม่ว่าจะเป็นระเบิด หรืออาวุธยิงจากอากาศสู่พื้น

การใช้โดรนในภารกิจทางทหารในฐานะของการเป็นเครื่องมือของการโจมตีทางอากาศ และการล่าสังหารทางอากาศ จึงเป็นดังการเปลี่ยนภาพของสงคราม ที่เครื่องมือในการรบจะไม่ใช่มีเพียงเครื่องมือที่ใช้มนุษย์เป็นผู้ขับขี่ในแบบเดิมเท่านั้น

หากแต่เครื่องมือสงครามใหม่จะเป็นแบบที่ถูกควบคุมโดยมนุษย์จากระยะไกล (remote control)

สิ่งนี้กำลังบ่งชี้ว่า อาวุธแบบใหม่กำลังเข้ามาแทนที่แบบเก่า และโดรนกำลังเป็นหนึ่งในตัวแทนความใหม่ของสงครามในอนาคต

10)การประท้วงใหญ่ในเวทีโลก

หนึ่งในความน่าสนใจในเวทีโลก 2019 คือการประท้วงใหญ่ที่นำไปสู่ความเปลี่ยนรัฐบาล

เช่น ในแอลจีเรีย ซูดาน เลบานอน อิรัก และโบลิเวีย และเห็นการประท้วงใหญ่ในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอิหร่าน อินเดีย ฝรั่งเศส และฮ่องกง

ซึ่งการประท้วงในหลายกรณีเป็น “ม็อบเศรษฐกิจ”

เช่น ตัวอย่างของกลุ่มแจ๊กเก็ตเหลืองในฝรั่งเศส และบางกรณีเป็น “ม็อบการเมือง” ดังกรณีของฮ่องกง

ฉะนั้น ปี 2020 จึงเป็นความท้าทายสำหรับรัฐบาลในหลายประเทศที่อาจจะต้องเผชิญกับการประท้วง และอาจมีประเด็นทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องหลักมากขึ้น

และปีนี้จะมีรัฐบาลใดที่ถูกม็อบโค่น

11)พัฒนาการของโลกหุ่นยนต์

โลกได้เห็นพัฒนาการที่มากขึ้นของหุ่นยนต์ในปีที่ผ่านมา

ซึ่งเชื่อว่าปี 2020 หุ่นยนต์จะก้าวหน้ามากขึ้นทั้งในบริบททางสังคม

หรือการเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจ

อีกทั้งการใช้หุ่นยนต์ในทางทหาร

ตลอดถึงพัฒนาการของระบบอาวุธอัตโนมัติ (autonomous weapons)

12)การอพยพย้ายถิ่นในเวทีโลก

ประเด็นการอพยพจะยังคงประเด็นสำคัญต่อเนื่องในเวทีโลก

การข้ามจากจากตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือไปยุโรปเป็นตัวอย่างในกรณีนี้

และด้วยเงื่อนไขสงคราม ความอดอยาก

และอีกส่วนคือความแห้งแล้งจากการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศ

เรื่องเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้หลายคนยอมเสี่ยงตายเดินทางไปแสวงหาชีวิตที่ดีกว่า

13)กระแสสตรีและความหลากหลายทางเพศ

ปี 2018 ถูกยกให้เป็น “ปีของผู้หญิง” (The Year of the Woman) แม้การเมืองโลกจะเป็นเวทีของผู้นำประชานิยมปีกขวา

แน่นอนว่ากระแส “สิทธิสตรี” (women”s rights) ยังคงเป็นประเด็นสำคัญต่อมาจนถึงปัจจุบัน

และจะเห็นถึงการเดินขบวนของสตรีในหลายประเทศ รวมถึงการต่อสู้ในเรื่องของความหลากหลายทางเพศ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ภัยพิบัติใหม่ถล่ม ‘เนปาล’
พระผงวัดวิเวกวนาราม บางน้ำเปรี้ยว ฉะเชิงเทรา ‘เจ้าคุณนรฯ’ อธิษฐานเข้ม
จัดระเบียบ ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ ตั้งรับคลื่นลงทุนยุคใหม่ โจทย์ใหม่ที่รัฐบาลต้องรับมือ
เราไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายเอไอ
การ์ตูน สะดุดยิ้ม by พล
การ์ตูน พี่ขุน ราวแข
ใครกลัวการเลือกตั้งประกันสังคม?
เจาะ ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร ฟื้นตำนานเอสยูวี-ออปชั่นพร้อมลุย
ภารกิจใหญ่ของ ‘ไก่เดือยทอง’ เร่งเปลี่ยนโรงพยาบาลเป็นความสำเร็จ
NPA บ้านอีกระลอกใหญ่
เจาะความหวังไทยในเอเชี่ยนเกมส์ เหรียญทองและบทพิสูจน์ศักยภาพ
ข้าวผัดน้ำพริกมะขามทรงเครื่อง