bg-single

ย้อนเหตุการณ์สลายชุมนุม เมษา- พ.ค. 53 ใคร-ทำอะไร ? ทำไมความยุติธรรมยังเดินทางมาไม่ถึง?

19.05.2021

แม้ทั่วทั้งสังคมกำลังทุกข์ร้อนอยู่กับโรคระบาดรุนแรง แต่สำหรับคนอีกส่วนหนึ่งยังมีอีกความทุกข์ที่ยากลืมเลือน เมื่อย่างเข้าสู่เดือนเมษายน-พฤษภาคมของทุกปี ย่อมต้องนึกถึงเหตุการณ์ความสูญเสียครั้งใหญ่ 10 เมษายน-19 พฤษภาคม 2553 หรือเหตุการณ์ 99 ศพ

ผ่านมาแล้ว 11 ปี แต่คดีความที่จะหาคนรับผิดชอบต่อการปราบปรามประชาชนจนตายร่วมร้อยศพนั้นยังไม่มีความคืบหน้า ยังไม่สามารถนำคดีขึ้นสู่กระบวนการยุติธรรมได้เลย

ทั้งที่มีพยานหลักฐาน ผ่านทางคลิปวิดีโอ ภาพนิ่งมากมาย เห็นเจ้าหน้าที่รัฐ ภายใต้คำสั่ง ศอฉ. เล็งยิง กระหน่ำยิง

แถมผ่านการพิสูจน์ด้วยกระบวนการศาลระดับหนึ่ง โดยการไต่สวนชันสูตรพลิกศพ ซึ่งศาลได้ชี้ผลการไต่สวนไปแล้วส่วนหนึ่ง โดยมี 17 ศพที่ชี้ได้ว่าตายด้วยกระสุนปืนจากเจ้าหน้าที่รัฐ หรือยิงจากฝั่งเจ้าหน้าที่รัฐ ภายใต้คำสั่ง ศอฉ.

“โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 6 ศพที่ถูกยิงตายในวัดปทุมวนาราม!”

ศาลได้ชี้ผลไต่สวนชันสูตรศพ โดยระบุได้ชัดเจนว่า ผู้ตายถูกยิงด้วยกระสุนเจ้าหน้าที่บนรางรถไฟฟ้าที่บริเวณหน้าวัด และอีกส่วนจากเจ้าหน้าที่ที่อยู่บนพื้นราบ ยิงจากหน้าวัด

มีระบุชื่อเจ้าหน้าที่ส่วนหนึ่งด้วย โดยเฉพาะบนรางรถไฟฟ้า ที่มีวิดีโอถ่ายเอาไว้ เห็นนาทีกำลังยิงอย่างชัดแจ้ง แถมยืนยิงโดยฝ่ายยิงไม่ต้องก้มหลบแต่อย่างใด บ่งบอกว่าเป็นการยิงฝ่ายเดียว ไม่มีการยิงตอบโต้จากภายในวัดอย่างแน่นอน

แต่ทั้งหมดนี้ แม้แต่คดี 6 ศพวัดปทุมฯ ที่พยานหลักฐานแน่นหนา มีรายละเอียดครบถ้วน ผลการไต่สวนชันสูตรศพก็มีคำสั่งศาลชี้ชัดว่ายิงโดยเจ้าหน้าที่ทหารของ ศอฉ.

กลับไม่สามารถนำคดีขึ้นพิสูจน์หาความจริง หาคนรับผิดชอบได้เลย

เมื่อความเป็นธรรมยังไม่เกิด ฝ่ายที่สูญเสียจะลืมเลือนได้ง่ายๆ หรือ!?!

ที่ยิ่งทำให้ญาติมิตรของคนที่เสียชีวิตอึดอัดคับข้องใจกับความตายดังกล่าวอย่างมาก เพราะนอกจากคดีสังหาร 99 ศพ ยังไม่มีการนำขึ้นสู่ศาล แต่ในเหตุการณ์เดียวกันนี้ ฝ่ายแกนนำเสื้อแดงผู้จัดชุมนุมแล้วถูกปราบปราม ต่างโดนดำเนินคดีข้อหาร้ายแรง เดินเข้า-ออกคุกกันเป็นว่าเล่น

อีกส่วนหนึ่งคือ เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ที่เป็นพนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานคดีนี้ อันเป็นการกระทำไปตามอำนาจหน้าที่ ซึ่งจะต้องพิสูจน์หาความจริงตามพยานหลักฐาน

“กลับถูกฟ้องร้องดำเนินคดีอ่วมอรทัย”

ตรงกันข้าม สำหรับฝ่ายที่ถูกยิงตาย 99 ศพ คนที่กระทำต่อชีวิตเหล่านี้ กลับไม่มีใครต้องรับผิดชอบ หรือถูกดำเนินคดีอะไรเลย

แล้วใครจะลืมเหตุการณ์นี้ได้

“ครบรอบ 11 ปี ยิ่งเกิดคำถามในใจว่า อะไรคือความเป็นธรรมในประเทศนี้!?”

แต่พร้อมๆ กัน หากค้นหาร่องรอยของกลุ่มอำนาจที่เกี่ยวพันกับเหตุการณ์นี้ก็จะยิ่งเห็นภาพรวมของการเมืองไทยในช่วง 11 ปีที่ผ่านมาได้ชัดเจนขึ้น

เหตุการณ์ 10 เมษายน-19 พฤษภาคม 2553 นั้น มีชนวนเริ่มต้นมาจากการพลิกขั้วการเมือง จนทำให้เกิดรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อปลายปี 2551

ทั้งที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง แต่สุดท้ายมีการพลิกขั้วการเมือง ผ่านการเจรจาลับภายในค่ายทหาร จนเรียกกันว่าการตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร ก่อนจะเข้ามาโหวตกันในสภา ทำให้เกิดรัฐบาลอภิสิทธิ์ขึ้นมา

“โดยมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นหัวเรี่ยวหัวแรง เป็นผู้จัดการรัฐบาล และเป็นรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคงในเวลาต่อมา ส่วนกลุ่มทหารที่กุมอำนาจในยุคนั้น ประกอบด้วย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั่นเอง”

ขณะที่กลุ่มมวลชนเสื้อแดงแสดงความไม่ยอมรับการตั้งรัฐบาลดังกล่าว ระบุว่ามีที่มาไม่ชอบธรรม พร้อมกับก่อความเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลนายอภิสิทธิ์หลายครั้งหลายหน

“จนกระทั่งในเดือนมีนาคม 2553 จึงจัดชุมนุมใหญ่ ตั้งข้อเรียกร้องให้มีการยุบสภา เนื่องจากเห็นว่าการเจรจาลับและการพลิกขั้วการเมืองไม่เป็นไปตามครรลองประชาธิปไตย จึงต้องการให้คืนอำนาจให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใหม่”

การชุมนุมเป็นไปอย่างยืดเยื้อ จนกระทั่งรัฐบาลและ ศอฉ.ที่ตั้งขึ้นมาตามประกาศการใช้ภาวะฉุกเฉิน ได้ใช้ข้ออ้างว่า มีกลุ่มชายชุดดำใช้อาวุธปะปนอยู่ในที่ชุมนุมเสื้อแดง จึงจำเป็นต้องใช้ทหารเข้าควบคุมสถานการณ์ และอนุญาตให้ใช้กระสุนจริงได้ โดยอ้างว่าเพื่อใช้ป้องกันตัว

จนกระทั่ง 10 เมษายน 2553 เป็นคืนแรกที่มีการปะทะกันระหว่างทหารกับผู้ชุมนุมอย่างดุเดือด มีเสียงระเบิดถล่มกลางวงเจ้าหน้าที่ทหาร ตามด้วยการใช้กระสุนจริงของฝ่ายเจ้าหน้าที่

“เฉพาะคืนแรกของการนองเลือดในปี 2553 นั้นมีผู้เสียชีวิตถึง 24 ศพ โดยเป็นเจ้าหน้าที่ทหาร 5 ราย”

จาก 10 เมษายน เหตุการณ์ปะทะยังยืดเยื้อไปอีกกว่าเดือน ฝ่าย ศอฉ.ยังเสริมกำลังหน่วยสไนเปอร์ หรือหน่วยซุ่มยิงระยะไกล เข้ามาปฏิบัติการ ซึ่งมีวิดีโอหลักฐานการส่องยิงผู้ชุมนุมปรากฏชัดเจน นับเป็นปฏิบัติการต่อผู้ชุมนุมที่ผิดปกติและรุนแรงมากที่สุด

จนถึง 19 พฤษภาคม 2553 จึงเข้าสลายการชุมนุมอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ลงเอยมีคนตายไปทั้งหมด 99 ศพ!

ที่กล่าวว่า การหาร่องรอยเหตุการณ์ปี 2553 ทำให้เห็นภาพรวมการเมืองไทยในรอบ 10 ปีได้ชัดเจนนั้น ต้องเริ่มจากกระบวนการพลิกขั้วการเมือง การเจรจาลับในค่ายทหาร และนำมาสู่การตั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์ในปลายปี 2551

“ตัวละครในเหตุการณ์ปลายปี 2551 ทั้งกลุ่มกุมอำนาจในกองทัพและกลุ่มการเมืองที่ร่วมมือกัน ชุดเดียวกันนี้ ยังมีบทบาทร่วมกันในเหตุการณ์สลายเสื้อแดงปี 2553 ซึ่งเป็นปฏิบัติการที่ส่วนหนึ่งก็เพื่อรักษาอำนาจของกลุ่มตนเองเอาไว้ให้ได้”

ต่อมาในปี 2556 ต่อเนื่องถึงปี 2557 การจัดม็อบนกหวีด ชัตดาวน์ ปฏิเสธไม่ยอมรับการยุบสภาของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ สร้างวาทกรรมต้องปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ยังไม่ยอมให้มีเลือกตั้ง ลงเอยก็นำไปสู่การรัฐประหาร คสช. และการยึดอำนาจล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์และประชาธิปไตยในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557

“ทั้งหมดก็ตัวละครชุดเดิม จาก 2551 ถึง 2553 และ 2557 ชุดเดียวกันทั้งสิ้น แล้วอำนาจของกลุ่มเดียวกันนั้นก็ยังดำรงอยู่ในรัฐบาลขณะนี้!!”

กล่าวกันว่า การที่ยังไม่ยอมให้มีเลือกตั้งในปี 2557 แต่ต้องการให้ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ลงเอยก็คือการรัฐประหาร

“ปมประเด็นที่สอดแทรกอยู่ในกระบวนการเหล่านี้ก็คือคดี 99 ศพ ซึ่งจนบัดนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ”

หากย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ในคืนวันที่ 10 เมษายน 2553

ฝ่าย ศอฉ.กล่าวอ้างว่า มีกลุ่มชายชุดดำใช้อาวุธร้ายแรง ลงมือสังหารเจ้าหน้าที่ทหารก่อน จากนั้นชายชุดดำก็ยังสร้างสถานการณ์นำไปสู่ความรุนแรงจนมีคนตายถึงกว่า 20 ศพ

แต่ในนาทีที่กำลังปะทะกันดุเดือด เจ้าหน้าที่ส่วนหนึ่งใน ศอฉ.เองก็ต้องแปลกใจอย่างมาก เพราะขณะที่ปืนดังระงม คนล้มตายจำนวนมาก ทำให้ประเมินว่า เสื้อแดงกำลังจุดไฟจลาจลสำเร็จ คาดว่าจะต้องขยายวง บุกเผาสถานที่ราชการต่างๆ เพิ่มแน่นอน

“แต่แล้วแกนนำเสื้อแดงนั่นเองที่ประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงเรียกร้องให้หยุดความรุนแรง ทั้งสองฝ่ายต่างคนต่างถอย และขอตัวแทนรัฐบาลมาเจรจาด่วน!?!”

แทนที่แกนนำเสื้อแดงจะยิ่งโหมไฟ เอาศพคนตายมาแห่ แล้วปลุกให้ลุกฮือ

มีการยิง มีคนตาย เข้าทางเสื้อแดงเต็มๆ มีแต่ต้องยกระดับไปสู่การจลาจลใหญ่ โค่นรัฐบาล

กลับไม่เป็นเช่นนั้น

ทำเอาเจ้าหน้าที่ใน ศอฉ.เองยังต้องมึนงงสงสัยว่า อย่างนี้กลุ่มเสื้อแดงจะมีแผนสร้างความรุนแรงได้อย่างไร!?



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ทรัมป์กับเกาหลีเหนือ กังขาของมิตรประเทศในเอเชีย
บิ๊กค่ายรถญี่ปุ่นขอไม่ทน เปิดหน้าชนรัฐจี้รื้อโครงสร้างภาษี สร้างความเท่าเทียมแข่งขัน ‘อีวีจีน’
เหยี่ยวถลาลม | หนูไม่รู้
50 ปี 6 ตุลาฯ | สุรชาติ บำรุงสุข
บททดสอบสุดท้าย’บิ๊กต่าย’ ระบบตั๋วปะทะระบบคุณธรรม ระวังคลื่นลูกใหญ่ใน ก.พ.ค.ตร.
การกลับมาโสดอีกครั้งของ ปันปัน สุทัตตา
ออสเตรเลีย ยกระดับคุมปืน รับซื้ออาวุธปืนคืนจากประชาชน
เส้นทางความรัก นก อุษณีย์ จนถึงวัน ขอ ‘ม่วย’ แต่งงาน
แนวคิดของมาเคียเวลลีเรื่องการตบตีเทพีแห่งโชค
MatiTalk รมช.คมนาคม โต้ง สิริพงศ์ ว่าด้วย KPI กำแพง อุปสรรค และสิ่งที่ไม่คาดฝัน
ธงทอง จันทรางศุ | ‘ช่องว่าง’ ในครอบครัว
เจาะปมสังหาร ‘นายกฯ เด’ เลือดล้างสัมพันธ์เก่าแก่ อดีต ส.ส.ฉลอง-อ้างหนี้ แต่เบื้องลึกพลิกอีกมุม!