
หากมองเชิงเปรียบเทียบ “น้ำหนัก” อันกดดันในเรื่องของโรดแมป “การเลือกตั้ง” จากจุดไหนที่น่าหวั่นไหวที่สุด
แน่นอน ย่อมมาจาก “ประชาชน”
ในส่วนนี้หากถือเอาผล “โพล” เป็นเหมือนวัด “อุณหภูมิ” ความรู้ สึกและความต้องการทางสังคม
ก็อาจจะเกิด “ปัญหา”
เพราะเมื่อมี “สวนดุสิตโพล” มี”กรุงเทพโพล”สะท้อนความเรียกร้องต้องการ “เลือกตั้ง”
แต่ก็มี”ซูเปอร์โพล”บอกว่า “ยังไม่ต้องการ”
“ปรอท” ที่จะสะท้อน “อุณหภูมิ” ความรู้สึกและความต้องการต่อ “การเลือกตั้ง” จึงสังเกตได้จาก “พรรคการเมือง”
โดยเฉพาะพรรคที่เคยเชื่อว่าแนบแน่นกับ “คสช.”
พรรคเพื่อไทยอาจเป็นพรรคการเมืองสุดท้ายที่คสช.และรัฐบาลจะล้างหูน้อมรับฟัง
เพราะว่าอยู่คนละด้านกับ “คสช.”
พรรคประชาธิปัตย์อาจใกล้ในเชิงเปรียบเทียบกับกรณีของพรรคเพื่อไทย เพราะอย่างน้อยคนของพรรคประชาธิปัตย์ก็ร่วมเป่านกหวีดมากับกปปส.
กระนั้น หากเทียบกับพรรคภูมิใจไทยถือได้ว่าพรรคภูมิใจถูกเหล่มองมากกว่า
มากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ มากกว่าพรรคเพื่อไทย
“ความเห็น” ของพรรคภูมิใจไทยและของพรรคประชาธิปัตย์จึงสมควรล้างหูน้อมรับฟังอย่างเป็นพิเศษ
โดยเฉพาะต่อ “การเลือกตั้ง”
เสียงจากพรรคภูมิใจไทยเมื่อประสานเข้ากับพรรคประชาธิปัตย์มี ความเข้มเป็นอย่างสูงต่อ “โรดแมป”
พรรคประชาธิปัตย์เห็นว่าต้องภายในปี 2561
พรรคภูมิใจไทยผ่อนปรนให้เป็นปี 2562 ได้ แต่หากเลยไปจากปี 2562
ก็ “ตัวใครตัวมัน”
ท่าทีและบทสรุปจากพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาธิปัตย์เช่นนี้ไม่ว่าคสช.หรือรัฐบาลจะต้องการได้ยินหรือไม่ แต่ก็ออกมาแล้ว
และเชื่อว่าจะทวี”ความเข้ม”มากยิ่งขึ้น มากยิ่งขึ้น
หากทุกพรรคประสานเสียงก็จะก่อให้เกิด”กระแส”ในที่สุด
