E-DUANG : ข่าวปล่อย ว่าด้วย รัฐประหาร กับ ปฎิกิริยา สังคม การเมือง

ประเด็นว่าด้วย”รัฐประหาร”ได้กลายเป็นข้อถกเถียงหนึ่งในทางการเมือง ท่ามกลางกระแสข่าวลือในเรื่อง”ยุบสภา”ที่ถูกปล่อยออกมาอย่างเป็นระบบ
ด้านหนึ่ง เท่ากับสะท้อนความพยายามในการหาทางออก ด้านหนึ่ง เท่ากับยืนยันว่าปัญหาที่เผชิญรุนแรง แหลมคม
เป็นความรุนแรง แหลมคม ทั้งๆที่ระบอบอันมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นตัวแทนมากด้วยความมั่นใจว่ากลไกผ่าน”องค์กรอิสระ”จะเป็นคำตอบสุดท้าย
กระนั้น เมื่อประเมินผ่านปฏิกิริยาของ 99 ปัญญาชน พลเมือง เมื่อประเมินผ่านปฏิกิริยาของ 51 อาจารย์สอนกฎหมายจาก 51 มหาวิทยาลัย รวมถึงปฏิกิริยาของชมรมแพทย์ชนบท
ประสานเข้ากับการปลุกระดมของ”คณะหลวมรวม” ประสานเข้ากับภาพที่เห็นผ่าน DemoExpo ประสานเข้ากับแถลงการณ์ของ”ราษฎร”
สังคมเริ่มรู้สึกว่าความมั่นใจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ที่วางอยู่กับกลไกองค์กรอิสระอย่าง”ศาลรัฐธรรมนูญ”ยังไม่เพียง พอที่จะระงับยับยั้งปฏิกิริยาและความไม่พอใจที่ดำรงอยู่
จึงเกิดข่าว”ยุบสภา”และลงเอยไปที่ข่าว”รัฐประหาร”จนได้
น่าสังเกตว่า ข่าวลือว่าด้วย”ยุบสภา” ข่าวลือว่าด้วย”รัฐประหาร” อาจสร้างความตื่นตระหนกเป็นอย่างสูงในแวดวงทางการเมืองที่ ยังยึดติดอยู่กับความเชื่อแบบเดิม
กระนั้น กล่าวสำหรับคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งรับรู้รสทางการเมืองใน ห้วง 1 ทศวรรษหลังรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549
กลับไม่ตื่นตระหนกและตกใจกับคำขู่เรื่อง”รัฐประหาร”
รูปธรรมอันเด่นชัดอย่างที่สุดคือการฟื้นตัวอีกครั้งหนึ่งของบรรยากาศที่เคยเกิดขึ้นตลอดปี 2563 ไม่ว่าจะเป็นที่แยกราชประ สงค์ แยกปทุมวัน แยกลาดพร้าว และอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
นั่นก็คือ การปรากฏตัวของพวกเขาผ่านการชู 3 นิ้วเพื่อรับฟังดนตรีในกิจกรรมดนตรี ศิลปะ ประชาชน DemoExpoจนเต็มลานคนเมืองด้วยความคึกคัก
ทำให้นึกไม่ออกว่าหาก”รัฐประหาร”เกิดขึ้นจะเป็นอย่างไร
หนทางออกของสังคมไทยในขณะนี้มีภาพ 2 ภาพดำรงอยู่เพื่อเป็นทางเลือก 1 คือภาพเมื่อเดือนตุลาคม 2516 ภาพเมื่อเดือนพฤษภาคม 2535 กับภาพเมื่อเดือนสิงหาคม 2531
เป็นภาพ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่เปล่งคำ”ผมพอแล้ว”
เป็นภาพ จอมพลถนอม กิตติขจร กับภาพ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ที่ลงเอยด้วยการปราบปราม นองเลือด
เป็นภาพเสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พิจารณา
