MatiTalk ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ไม่เคยสิ้นหวัง ไม่ต้องห่วงเพื่อไทยจะพัง อำนาจรัฐที่มาจากประชาชนต้องมาก่อน
รายงานพิเศษ
MatiTalk ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ไม่เคยสิ้นหวัง
ไม่ต้องห่วงเพื่อไทยจะพัง
อำนาจรัฐที่มาจากประชาชนต้องมาก่อน
“ผมไม่เคยสิ้นหวัง เพราะเมื่อใดก็ตามถ้าหากเราขึ้นมายืนบนเวทีการเมืองหรือเวทีต่อสู้แล้วบอกว่าหมดหวัง คงจะบอกเช่นนั้นไม่ได้ พลังที่จะเดินต่อหรือความหวังเนี่ยมันจะมากจะน้อยขอให้ยังคงมีและขอให้ทุกคนสู้ด้วยหัวใจที่มีความหวังเป็นตาน้ำ คือไม่มีหมดมันหลั่งไหลพรั่งพรูและต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา อาจจะมีบางช่วงบางตอนที่แห้งขอดไปบ้างแต่ก็ยังมี เราหมดหวังไม่ได้ แล้วความหวังของเราสำคัญที่สุดก็คือ รักษากลไกในระบบเอาไว้ รักษากระบวนการที่ยังให้การยอมรับและเคารพต่ออำนาจอธิปไตยของประชาชนเอาไว้”
นั่นคือสิ่งที่ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เปิดใจผ่านรายการ MatiTalk ทางมติชนสุดสัปดาห์
: มีบทเรียนมากมายทำไมยังมี (บาง) คนเรียกร้องรัฐประหาร
ผมมองว่าการเรียนรู้รัฐประหารมันเกิดขึ้น 2 ด้าน
1. เรียนรู้ว่ามันเจ็บปวด เสียหาย ไม่ใช่ทางออกใดๆ ของประเทศ และไม่มีเงื่อนไขอะไรทั้งสิ้น ไม่มีการอธิบายจากไหนทั้งสิ้นที่จะทำให้มันเกิดขึ้นได้
2. อีกฟากหนึ่งเขาก็เรียนรู้ว่ามีวิธีการที่ทำให้เกิดขึ้นได้ นับ 1 จนถึงนับ 10 รถถังถึงจะออกมา ดังนั้น เราจึงเห็นตัวแบบของการยึดอำนาจ 2 ครั้งหลัง ถ้าลำดับเหตุการณ์ของการยึดอำนาจครั้งที่ 1 มาจับเข้ากับการยึดอำนาจครั้งที่ 2 ปี 2549 มาจับกับ 2557 จะเห็นเลยว่าพล็อตเรื่องเดียวกัน ตัวแสดง บทบาทของกลุ่มคนหรือองค์กรทั้งหลายเป็นอย่างเดียวกัน
ผมพูดในฐานะคนที่อยู่ในพรรคเพื่อไทย ในฐานะคนที่อยู่ในขบวนการต่อสู้ของประชาชน และในฐานะนักสังเกตการณ์ทางการเมือง ผมมองว่าเมื่อพล็อตเรื่องเป็นแบบเดิม คือถ้าเรานับการยึดอำนาจ 2549 กับ 2557 รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งได้คะแนนเสียงเกินครึ่ง แล้วมีการชุมนุมใหญ่ก็มีการประกาศจัดตั้งองค์กรนำของการชุมนุม ปี 2549 นำโดยพันธมิตร 2557 นี่ กปปส. หลังจากนั้นไม่นาน รัฐบาลทั้ง 2 ชุดก็ประกาศยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน
ระบอบประชาธิปไตยมันคลี่คลายปัญหาของตัวเองมาได้ถึงจุดที่อำนาจกลับมาสู่มือประชาชนแล้ว แต่หลังจากนั้น ฝ่ายต่อต้านก็บอยคอตการเลือกตั้ง สุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญก็วินิจฉัยให้การเลือกตั้ง 2 ครั้งเป็นโมฆะ และเกิดรัฐประหาร
ดังนั้น วันนี้ผมจึงเสนอว่า ในสถานการณ์นี้สำหรับผมยุบสภาไม่ใช่ทางออก พอพูดแบบนี้ก็มีแรงปะทะเข้ามา เพราะในปี 2553 ผมและพี่น้องคนเสื้อแดงเคยชุมนุมต่อต้านรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เรียกร้องให้ยุบสภาเลือกตั้งใหม่
คนก็ถามผมว่าเมื่อปี 2553 คุณบอกว่ายุบสภา คือทางออกแล้ว วันนี้คุณบอกว่าไม่ใช่
ผมก็ต้องอธิบายว่าสถานการณ์มันคนละแบบกัน ชุดความคิดในการเอามาวิเคราะห์อ่านสถานการณ์ไม่เหมือนกัน
วันนั้นปี 2553 ที่เรียกร้องยุบสภา เพราะเป็นข้อเรียกร้องเดียว และไม่มีอำนาจแวดล้อมอื่นๆ ไม่มีสถานการณ์แทรกซ้อนอื่น หมายความว่าถ้ายุบสภา คนเสื้อแดงก็กลับบ้านไปเตรียมลงคะแนนเลือกตั้ง ก็เลือกพรรคเพื่อไทยแล้วจบตรงนั้น เราพูดชัดหลายครั้งบนเวทีชุมนุมว่าเลือกตั้งใหม่ใครแพ้ใครชนะก็ตามนั้น ต่อให้เพื่อไทยไม่ชนะก็เช่นกัน
แต่คราวนี้สำหรับผม ถ้ายุบสภาจะเป็นการเริ่มต้นนับ 1 ของเงื่อนไขให้อำนาจนอกระบบ ให้ขบวนการที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ เฉพาะที่เห็นหน้าเห็นตัวคนนะนี่ ยังไม่นับที่อิงแอบ รัฐบาลพรรคเพื่อไทยไม่เคยยื้อหรือดึงอำนาจไว้ในมือโดยไม่ตัดสินใจตามระบอบประชาธิปไตยด้วยการยุบสภา
แต่คราวนี้ไม่เหมือนกับปี 2553 เพราะผมเห็นความสุ่มเสี่ยงอะไรบางอย่าง ข้อเสนอของผมก็คือ ในสถานการณ์ที่อ่อนไหวและเปราะบางทั้งต่อการเมืองในประเทศ แล้วคราวนี้ซับซ้อนกว่าปี 2549 กับ 2557 เพราะมีสถานการณ์ของประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาด้วย
ดังนั้น ภายใต้สถานการณ์ที่เป็นเช่นนี้ เสถียรภาพทางการเมืองจึงสำคัญ เพราะนี่คือหลักประกันว่าเราจะรักษาอำนาจรัฐที่มาจากประชาชนเอาไว้ได้ เอาไว้ให้ถึงที่สุด
ผมไม่ได้บอกว่าต้องรักษารัฐบาลพรรคเพื่อไทย และผมไม่ได้บอกว่าเพื่อไทยอะไรก็ต้องหลับหูหลับตารักษาอำนาจในมือตัวเอง ไม่ใช่ แต่ผมพูดถึงอำนาจรัฐที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน
เพราะถ้าปล่อยไปตอนนี้ไม่รู้กี่อำนาจจะแทรกเข้ามา
แต่ก็มีความเห็นที่แตกต่างจากผมโดยมาจากทางแกนนำหรือสมาชิกพรรคประชาชน ผมก็เคารพและรับฟัง เขาบอกว่า ไม่เหมือนกัน เพราะ 2 ครั้งก่อนที่ยึดอำนาจ ฝ่ายค้านบอยคอต แต่คราวนี้พรรคประชาชนพร้อม เพราะเขาเป็นคนเรียกร้องยุบสภา เขาจะบอยคอตได้ยังไง
ใช่ครับ ที่เขาพูดไม่มีอะไรผิดเลย
แต่ผมขอเสนอข้อวิเคราะห์ว่า ถ้ายุบสภาเพื่อไทยก็ลงเลือกตั้งเพราะเป็นคนยุบเอง พรรคประชาชนก็ลงแน่ๆ พรรคอื่นๆ จะบอยคอตก็เรื่องของเขา แต่การยุบสภาไปจนถึงเลือกตั้งและมีรัฐบาลชุดใหม่อาจจะ 5-6 เดือน ช่วงเวลานั้นอำนาจรัฐที่มาจากประชาชนจะมีสภาพเพียงรัฐบาลรักษาการ ซึ่งอยู่ภายใต้กฎหมายเลือกตั้ง กลไกการเมืองในระบอบประชาธิปไตยพรรคการเมืองทั้งหลายก็ต้องเดินหน้าไปแข่งขันกันในสนามเลือกตั้ง รัฐบาลรักษาการนอกจากต้องลงเลือกตั้งแล้ว การบริหารจัดการสถานการณ์ของประเทศก็จำกัดจำเขี่ยในอำนาจ เมื่ออยู่ในกฎหมายเลือกตั้งการบริหารคน บริหารงบประมาณก็ต้องขออนุญาต กกต. ยังไม่นับรวมถึงเรื่องอื่นๆ อีกที่กฎหมายซ้อนอยู่
สมมุติว่าพรรคประชาชนมาที่ 1 เพราะเขาเป็นเต็งหนึ่ง ซึ่งในความเชื่อผม คิดว่าต้องจับมือกับก๊กใดก๊กหนึ่ง สมมุติในระหว่างหาเสียงหรือเลือกตั้งเสร็จ ฟอร์มรัฐบาล เกิดเขาบอกว่า คดี 44 ส.ส. ของพรรคก้าวไกลที่อยู่ในมือ ป.ป.ช. ถึงจุดที่ต้องตัดสิทธิ์นักการเมืองเหล่านั้น อะไรจะเกิดขึ้น เพราะ 44 คน ถ้ายุบสภาวันนี้ส่วนใหญ่ก็ต้องลงเลือกตั้ง แล้วไปถูกตัดสิทธิ์กลางทาง หรือสมมุติให้สุดขอบไปกว่านั้นอีกเกิดเขาหาเรื่องยุบพรรคอีกสำหรับพรรคประชาชนอะไรจะเกิดขึ้น
ในความสมมุติของผม เพื่อไทยเองก็อย่านึกว่าจะรอดง่ายๆ ถ้าเขาบอกว่าสถานการณ์ที่เกิดเป็นปัญหาขึ้นมา นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ในสถานะหนึ่งเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย มีการลากเกมไปจนถึงว่าต้องยื่นยุบพรรค เพราะว่าในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ทำให้เกิดความเสียหาย หรือใดๆ ก็ตาม เอาเป็นว่าเกิดเงื่อนไขขึ้นมา สิ่งที่จะเป็นก็คือ กลุ่มอำนาจนั้นเขาอยากได้นายกรัฐมนตรีที่เขาต้องการ ต่อให้มี ส.ส.จากการเลือกตั้งแต่เขาจะเอาแบบนี้ ยังไม่นับว่ารัฐบาลอยู่ในสภาพรักษาการ อำนาจไม่เต็มมือ ผมว่าประเทศเพื่อนบ้านเขาก็ไม่หยุด ตรงกันข้ามเขาจะโหมเข้ามาใหญ่ เพราะความหมายของมันคือ เขาล้มรัฐบาลเลือกตั้งชุดนี้ได้จากการเดินเกมของเขา
ดังนั้น ผมไม่ได้มานั่งจินตนาการหรือสร้างปีศาจหลอกหลอนใคร แต่ความจริงที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ระยะใกล้ที่หลอกหลอนผม
ทางออกที่แท้จริงของการเมืองไทย ณ เวลานี้คืออะไรกันแน่ ให้นายกฯ ลาออก ให้นายฯ ยุบสภา หรือรักษาสเถียรภาพทางการเมืองให้ผ่านสถานการณ์ที่ซับซ้อนนี้ไป
แต่สถานการณ์ ณ ปัจจุบันทำท่าว่าการเลือกตั้งที่หากจะเกิดขึ้นมันส่อเค้าจะตกอยู่ในอันตราย เราลองฟังขบวนการที่เขาเคลื่อนไหวชุมนุมล่าสุด และให้ประเมินวิธีคิดของกลุ่มพลังที่อยู่ข้างหลังของเขาด้วย เขาจะเดินแบบนี้ พวกเขาไม่พูดถึงการเลือกตั้ง
พวกเขาพูดถึงการเปลี่ยนหน้าตาของรัฐบาลเปลี่ยนหน้าตาของนายกรัฐมนตรี
: จะฟื้นความเชื่อมั่นในอนาคตอย่างไร
“อย่าเอาชะตากรรมทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยเป็นเรื่องใหญ่”
เอาชะตาของอำนาจรัฐที่มาจากประชาชนเป็นเรื่องใหญ่เสียก่อน เอาความปลอดภัยของระบบรัฐสภาเป็นเรื่องใหญ่เสียก่อน ผมว่าจะมองอะไรได้ชัดขึ้น
คือวันนี้ถ้าจะไปบอกว่า โอ๊ย เพื่อไทยยังไงก็ไม่รอด หรือว่าแพทองธารถึงที่สุดก็คงไปต่อไม่ได้ โดนศาลรัฐธรรมนูญ นิติสงครามแน่ๆ ถ้าจะเป็นอย่างนั้นก็ให้เป็นเรื่องของพรรคเพื่อไทย เขาคิดอ่านกันไป
แต่ภาพที่ใหญ่กว่าและสำคัญกว่าก็คือ ภายใต้สถานการณ์แบบนั้นอำนาจรัฐที่มาจากประชาชนจะมีสภาพยังไง การเลือกตั้งที่จะนำไปสู่การเมืองในระบบรัฐสภาอีกครั้งปลอดภัยจริงหรือไม่
ควรจะให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในทางการเมืองท่ามกลางคลื่นลมที่เชี่ยวกรากทั้งจากนอกประเทศและในประเทศจริงหรือเปล่า
: ให้กำลังใจนายกฯ บ้างไหม
ให้กำลังใจเสมอ เพราะผมเชื่อมั่นในเจตนาที่ท่านเจรจากันทางโทรศัพท์ (กับสมเด็จฮุน เซน) มันเป็นเจตนาดี ที่ยืนอยู่บนภาวะผู้นำของประเทศที่อยากจะแก้ปัญหาโดยสันติไม่ให้เกิดความรุนแรงเกิดความสูญเสีย
ซึ่งจนถึงนาทีนี้ เจตนานั้นก็ยังดำรงอยู่ และผลแห่งเจตนานั้นก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
แม้มีการตอบโต้กันไปมา มีการเคลื่อนไหวรายวัน แต่ไม่ยิงกันไม่ฆ่ากัน ตราบใดที่ยังไม่เกิดการใช้กำลัง สัญญาณแห่งสันติภาพก็ยังอยู่
ประการต่อมาก็คือ ภายใต้อำนาจรัฐแบบนี้ จะอย่างไรก็ตาม ภาพต้องให้เป็นว่านายกฯ ยืนข้างหน้าแม่ทัพนายกอง ผบ.ทั้งหลายยืนอยู่ข้างหลัง ถึงจะถูกต้อง แล้วก็ดีงามกับหลักการและสังคมไทยในระยะยาว
แต่ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงหรือมีการยุบสภา ภายใต้สถานการณ์จากประเทศเพื่อนบ้านอย่างนี้ ผมว่าในทางความเป็นจริง แม่ทัพนายกองจะยืนอยู่ข้างหน้ารัฐบาลพลเรือนจะยืนอยู่ข้างหลัง แล้วถ้าเป็นแบบนั้นคือสัญญาณที่ไม่ถูกต้อง จะเกิดความเสียหายต่อระบอบประชาธิปไตยต่อวิถีทางของสังคมไทยในที่สุด
ชมคลิป
