“พ่อเสมียน” ชั้น 14 กับ คดี 112 จินตนาการเพ้อฝัน “นายกรัฐมนตรีคนนอก” | ลึกแต่ไม่ลับ
ลึกแต่ไม่ลับ | จรัญ พงษ์จีน
“พ่อเสมียน” ชั้น 14 กับ คดี 112
จินตนาการเพ้อฝัน “นายกรัฐมนตรีคนนอก”
“ทางตัน” คำจำกัดความในภาษาไทยหมายถึง “สภาวะที่ไม่มีทางออก หมดหนทางที่จะไปต่อได้” บริบทที่ว่า ตรงปกกับสถานการณ์ของรัฐบาล “อุ๊งอิ๊ง 2” ในตอนนี้เด๊ะ เผชิญปัญหาหลากหลายเกินอุเบกขา อีนุงตุงนังไปหมด ไม่สามารถแก้ปัญหา เพื่อเดินไปข้างหน้าต่อไปได้
ทับซ้อนกันหลายชั้น มากเงื่อนไขถาโถมเข้ามาราวนัดหมายในช่วงเดียวกัน หาทางออกไม่เจอ กล่าวคือ “น.ส.แพทองธาร ชินวัตร” นายกรัฐมนตรีกำลังอยู่ในระหว่างพักงาน ถูกศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมากสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ลงเป็นการชั่วคราว แม้ยังทอดเวลาให้หายใจ กระบวนการชี้ขาดยังไม่สะเด็ดน้ำ แต่มีโอกาสสูงที่จะโดนถอดถอนจากตำแหน่ง
ตามด้วยเรื่องของ “พ่อเสมียน” ที่ชื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” ที่สุ่มเสี่ยงกับ คดี 112 ศาลมีโปรแกรมตัดสินในวันที่ 22 สิงหาคม แล้วยังมีปมเงื่อน “ป่วยทิพย์” ชั้น 14 ก็งวดเข้ามาเต็มประดาแด ศาลเรียกผู้เกี่ยวข้องทั้งเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ แพทย์โรงพยาบาลตำรวจที่ทำการรักษาไปให้ปากคำกันเป็นที่เรียบร้อย ใกล้วันชี้ชะตา
ยังไม่หมด มีคดีพรรคเพื่อไทย และ 6 พรรคร่วมรัฐบาลเดิม ที่ถูกยื่นร้องว่าปล่อยให้ “ทักษิณ” ชี้นำ ครอบงำ หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมากลงมติให้ “นายเศรษฐา ทวีสิน” พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งแกนนำพรรคร่วมเดินทางไปรวมพลกันที่บ้านจันทร์ส่องหล้า ซึ่งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนของ กกต.ได้สรุปความผิดออกมาแล้ว บทส่งท้ายหากเข้าสเป็ก คือการยุบพรรคการเมืองที่ถูกร้องทั้งหมด
เหนือสิ่งอื่นใด จุดที่จะแตกพ่าย จอดป้ายทางการศึกรวดเร็วคือ “เสียงปริ่มน้ำ” ดังที่ทราบว่า การที่ “พรรคสีน้ำเงิน” เพื่อนเกลอ ชิงถอนตัว แถมแสบไม่เบา เขวี้ยงขี้ใส่หลังคาบ้าน อ้างว่า มูลเหตุที่ต้องไขก๊อก เพราะคลิปสนทนาระหว่าง “อุ๊งอิ๊ง” กับ “ฮุน เซน” หลุด “ภูมิใจไทย” ผิวบางรับไม่ได้ มีผลกระทบต่ออธิปไตย ดินแดน และผลประโยชน์ของประเทศไทย พร้อมเรียกร้องให้แสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก
เสียงสนับสนุนรัฐบาล ต้นทุนเดิมและหามาสมทบได้เต็มอัตราศึก 261 เสียง ขณะที่ขั้วฝ่ายค้าน เมื่อสีน้ำเงินมาเติม กับสีส้มและฝ่ายค้านเดิมรวมเป็น 234 เสียง เกินครึ่งหนึ่งเท่าที่มีอยู่ไม่กี่แต้ม และเป็นชนวนให้สภาผู้แทนราษฎรล่มซ้ำซากมาแล้วหลายครั้ง และมีโอกาสที่จะแพ้โหวตกฎหมาย และวาระสำคัญได้ เพราะมี “งูเห่า” อยู่จำนวนหนึ่ง ที่พร้อมจะแปรพักตร์
ปัญหายุบพรรคและถูกเว้นวรรค คือโรคร้ายชนิดหนึ่งของการเมืองไทย และไม่เฉพาะแต่ “พรรคเพื่อไทย” ฝ่ายเดียว ขณะนี้ “ภูมิใจไทย” กับ “ประชาชน” เองชะตากรรมเดียวกัน โดนงูเหลือมงับขาเตรียมโดนเขมือบอยู่อีหรอบเดียวกัน
“สีน้ำเงิน” ทำท่าจะป่าช้าแตก กับ “คดีฮั้วเลือก ส.ว.” มีผู้ถูกกล่าวหา 229 รายมีผู้เกี่ยวข้อง และลากเข้าซังเตนอกจาก ส.ว.138 รายแล้ว อีก 91 รายเห็นว่าเป็นเครือข่าย “ภูมิใจไทย”
ขณะที่ “ค่ายสีส้ม” มีแก๊งกล้วยไม้หรือใกล้ม้วย อีกยกเข่ง กับเคสเข้าชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จำนวน 44 คน คดีก็ใกล้จะสิ้นสุด มีแนวโน้มสูงว่าจะโดนเช็กบิลฐานฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรงและถูกตัดสิทธิทางการเมือง
ดังนั้น หากพิจารณาแล้วตอนนี้ พรรคใหญ่อันดับ 1-2-3 คือ “ประชาชน-เพื่อไทย-ภูมิใจไทย” กำลังตกอยู่ในวังวนอันตราย เป็นตายเท่าๆ กันไม่มีใครปลอดภัยพอๆ กัน กรณีที่ “น.ส.แพทองธาร ชินวัตร” โดนเช็กบิล พ้นจากตำแหน่ง ขั้วรัฐบาลเดิมจับมือกันผลักดัน “นายชัยเกษม นิติสิริ” บัญชีรายชื่อคนที่ 3 พรรคเพื่อไทยมาขัดตาทัพ
หรือขั้วฝ่ายค้านใหม่ ภายใต้ร่มเงาของ “สีส้ม-น้ำเงิน” ผนึกกำลังเข้าด้วยกันและดัน “เสี่ยหนู-อนุทิน ชาญวีรกูล” ขึ้นลิฟต์เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 แต่ทุกตัวแปรมากด้วยปัญหาสารพัดไม่มีที่สิ้นสุด
“แพทองธาร”ถูกเว้นวรรค “พรรคภูมิไทย” กับ “ประชาชน” โดนสอย สภาผู้แทนราษฎรเท่ากับเจอทางตัน ไม่มีทางออก หมดหนทางที่จะไป แต่เพื่อความอยู่รอดของประเทศ ก็ต้องซอกแซก ตามช่องทาง “มาตรา 5” ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560
ตามเงื่อนไข (2) ที่เขียนไว้กว้างๆ ว่า “เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับกรณีใด ให้กระทำการนั้นหรือวินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”
จึงเป็นที่ไปที่มาของ “นายกรัฐมนตรีคนนอก” และด้วยสภาพของชาติบ้านเมืองที่ทุพพลภาพครบวงจรทั้งเศรษฐกิจ การเมือง สังคม หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี ขั้นวิกฤตสุดขีด ขั้นสุดท้ายต้องพึ่งบริการ “คนนอก” อย่างเดียว
ทีนี้ ตามไปดู “คนนอก” ที่จะมาช่วยชาติบ้านเมือง ตามจินตนาการเพ้อฝัน คัดจากกลุ่มคนที่มีชื่อเสียงแต่ละด้าน มีผลงานทั้งส่วนตัวและองค์กรเชิงประจักษ์
เริ่มจาก 1. ระนาบ “ปลัดกระทรวง” ที่ครบเครื่อง “นายจตุพร บุรุษพัฒน์” จากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ แต่ตอนนี้เจ้าตัวไขก๊อกออกไปนั่งว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่โดดเด่นที่สุดคือ “นายลวรณ แสงสนิท” ปลัดกระทรวงการคลัง ตามด้วย “นางพงษ์สวาท นีละโยธิน” ปลัดกระทรวงยุติธรรม ตามด้วย “นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ” ปลัดกระทรวงพลังงาน
2. “นายธนาคาร” ชั่วโมงนี้ ต้องยกเครดิตให้ “นายผยง ศรีวณิช” กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย ผู้สร้างตำนาน “เป๋าตัง” และประธานสมาคมธนาคารไทย
ค่ายแบงก์กสิกรไทย ที่ทำกำไรสูงสุด ดึงเข้าประกวด 2 ราย คือ “ขัตติยา อินทรวิชัย” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กับ “พิชัย เอนกนิธิ” ผู้จัดการใหญ่ ตามด้วย “กอบศักดิ์ ภูตระกูล” กรรมการรองผู้จัดการธนาคารกรุงเทพ
3. “รัฐวิสาหกิจ” ขนาดใหญ่ ถือว่า 2 ค่ายที่ถูกกล่าวขานมากที่สุดคือ “บริษัท ปตท.” กับ “ปูนซิเมนต์ไทย” แต่ตอนหลัง “เครือปูนฯ” หุ้นตกกราวรูด ผู้บริหารเบอร์ใหญ่ๆ โดนบดบังรัศมีกันหมด ที่ชื่อเสียงยังติดกลุ่ม ตกเป็นข่าวตลอดคือ “คงกระพัน อินทรแจ้ง” ซีอีโอคนที่ 1 ของ ปตท.
4. “ภาคเอกชน” ดาวรุ่งพุ่งแรงแซงทางโค้งมากกว่าใครเพื่อนตอนนี้ไม่มีใครเกิน “สารัชถ์ รัตนาวะดี” หรือ “เจ้าสัวกลาง” ประธานเจ้าหน้าที่บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ -เบอร์ใหญ่สุดของ แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส และ ไทยคม จำกัด ล่าสุด จากการจัดอันดับขึ้นมาอยู่อันดับ 3 ของเศรษฐีที่รวยที่สุดในประเทศไทย ทรัพย์สินแค่จิ๊บๆ 492,400 ล้านบาท
ยังมี “ฐาปน สิริวัฒนภักดี” ทายาทของ “เสี่ยเจริญ สิริวัฒนภักดี” ค่ายไทยเบฟฯ และ “ศุภชัย เจียรวนนท์” ลูกชายของ “เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์” จากค่ายซีพี
บุคคลดังกล่าวข้างต้น หากหล่อรวมมาช่วยประเทศในฐานะ “คนนอก” น่าจะถูกที่ถูกเวลาที่สุดในเวลานี้
