ลึกแต่ไม่ลับ | จรัญ พงษ์จีน
หนอนโสโครก “ตระบัดสัตย์”
สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา คลี่คลายไปได้ “ระดับหนึ่ง” ภายหลัง “นายภูมิธรรม เวชยชัย” รักษาการนายกรัฐมนตรีไทย กับ “นายฮุน มาเนต” นายกฯ กัมพูชา เปิดโต๊ะเจรจากัน ตามคำเชิญของ “นายอันวาร์ อิบราฮิม” นายกฯ มาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน โดยมี 2 มหาอำนาจ “สหรัฐ-จีน” ร่วมเป็นสักขีพยาน
จบลงด้วยข้อสรุป 3 ประการ 1. “ไทย-กัมพูชา” หยุดยิงทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข มีผลตั้งแต่ 24.00 น. วันที่ 28 กรกฎาคม 2. จัดประชุมไม่เป็นทางการระหว่างแม่ทัพภาคที่ 1 และ 2 ของไทย กับกองกำลังภาคที่ 4 และ 5 ของกัมพูชา 3. จัดให้มีการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปของไทย-กัมพูชา เพื่อแก้ปัญหาข้อขัดแย้งทวิภาคี ที่จะมีขึ้นในวันที่ 4 สิงหาคม ที่กรุงพนมเปญ
แต่ “ฮุน เซน” หนอนโสโครกยังไง “ฮุน มาเนต” สายพันธุ์เดียวกันยังงั้น จรดปากกาลงนามประกาศหยุดยิงโดยไม่มีเงื่อนไขปั๊บ ตระบัดสัตย์ทันตาเห็น คล้อยหลังไม่กี่อึดใจ ปากว่าตาขยิบไฟเขียวให้ลูกหาบละเมิดข้อตกลง โดยใช้อาวุธระดมยิงมายังฝ่ายไทยไม่หยุด กระหน่ำเข้ามาในหลายพื้นที่ ทหารฝ่ายไทยต้องตอบโต้อย่างเด็ดขาด และเหมาะสมเพื่อปกป้องอธิปไตยและชีวิตประชาชนผู้บริสุทธิ์
แม้ “ฮุน เซน” จะเหลี่ยมจัด ต้นตำรับมนุษย์เจ้าเล่ห์ แต่งานนี้ถือว่า “โง่งมโข่ง” จังหวะที่กำลังย่ามใจอยู่นั้น “ฝ่ายกองทัพไทย” บก-เรือ-อากาศที่ปฏิบัติภารกิจอยู่ตามแนวชายแดน “ได้รับใบสั่งจาก…” ให้เอาพื้นที่ของไทยที่ทหารเขมรล่วงล้ำก้ำเกินกลับคืนมาทั้งหมด ทุกตารางนิ้ว ตูมเดียว 2 พันขีดเรียบร้อยราบคาบทุกพื้นที่
ประเทศไทยมีพื้นที่เขตแดนติดกับประเทศกัมพูชาอยู่ทั้งหมด 7 จังหวัด 20 อำเภอ ประกอบด้วย อุบลราชธานี 2 อำเภอ ศรีสะเกษ 3 อำเภอ สุรินทร์ 4 อำเภอ บุรีรัมย์ 2 อำเภอ สระแก้ว 4 อำเภอ จันทบุรี 2 อำเภอ และตราด 3 อำเภอ
ปฏิบัติการยึดพื้นที่ 5 วันหลังปืนแตก สะเด็ดน้ำคืน “หมาเห่า” สามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ทั้งหมด 11 พื้นที่ ได้แก่ “ภูมะเขือ-ช่องอานม้า-ปราสาทตาเมือนธม-ปราสาทตาควาย-แนวเขตแดนช่องบก-ปราสาทโดนตวล-สัตตะโสม-ช่องจอม-ช่องสายตะกู-พระวิหาร-พลาญยาว”
“ภารกิจปกป้องชายแดน” คาบนี้ คนไทยทั้งประเทศ ทุกหมู่เหล่า พากันแซ่ซ้อง ยกย่อง เชิดชูทหารกล้าทุกนาย ที่อุทิศชีวิต เลือดเนื้อเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทย และประชาชนชาวไทย วีรกรรมและความกล้าหาญ จะถูกจดจำไปอีกนาน เพื่อนำไปเล่าต่อยังรุ่นลูกรุ่นหลาน
ตอนนี้ถือว่า “ทหาร-กองทัพ” กำลังเดินสวนสนาม กลับมาผงาดก้าวสู่ยุคขาขึ้นอีกคำรบ ตรงกันข้ามกับ “นักการเมือง” ใน พ.ศ.ปัจจุบัน เดินย้อนศร สู่วังวนยุค “ขาลง” ช่วงนี้ สารภาพตรงๆ “นักการเมือง” ครองอำนาจ คนไทยทั้งชาติ ตกที่นั่งลำบาก บอบช้ำอย่างหนักกับทุกเรื่อง ไม่ว่า “หุ้น-เศรษฐกิจ -พืชผลการเกษตรตกต่ำกราวรูด-ปัญหาสังคม” หรืออื่นๆ ทำท่าจะกู่กลับยาก
ถือว่า ถูกต้องตามความน่าจะเป็น ด้วยเงื่อนไขดังกล่าว ขณะนี้คนไทยส่วนใหญ่พากันส่งสัญญาณอยากจะเปลี่ยนฮวงจุ้ย สถานการณ์มันเป็นใจ ดังที่ชี้ช่องไว้เมื่อฉบับก่อนว่า มนุษย์เลือกตั้ง ก็มีปัญหาน่าหนักใจทุกพรรคการเมือง โดยเฉพาะ 3 พรรคใหญ่
“เพื่อไทย” ขณะที่ “น.ส.แพทองธาร ชินวัตร” อยู่ในช่วงที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ลงเป็นการชั่วคราว รอชี้ขาดจอดป้ายหรือได้ไปต่อในช่วงเดือนกันยายน “พ่อนายกฯ-ทักษิณ ชินวัตร” อยู่ระหว่างลุ้นเสียวกับคดี 112 ที่ศาลมีนัดอ่านคำพิพากษาในวันที่ 22 สิงหาคม ตามด้วย “คดีป่วยทิพย์ชั้น 14” ตามมาติดๆ
“พรรคเพื่อไทย” และ 6 พรรคร่วมรัฐบาลเดิม โดนร้องว่า ปล่อยให้ “ทักษิณครอบงำพรรค” หลังจากเปิดบ้านพักจันทร์ส่องหล้าให้แกนนำไปรวมพลกันฟอร์มรัฐบาลใหม่ หากคดีถึงที่สุด 6 พรรคการเมืองที่อยู่ในบัญชีถูกยื่นร้อง อาจถูกยุบพรรคก็ได้
ส่วน”ภูมิใจไทย” ติดจั่นกับคดี “ฮั้วเลือก ส.ว.” ซึ่งมีชื่อผู้เกี่ยวข้องร่วมขบวนการโดนกล่าวหามากถึง 229 คน และจำนวนไม่ใช่น้อยๆ 91 รายเป็นเครือข่ายหลายแถวจาก “ค่ายสีน้ำเงิน”
เช่นเดียวกัน “ค่ายสีส้ม-ประชาชน” ล็อตสุดท้ายกับคดีที่ร่วมกันเข้าชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ตกที่นั่งเสือลำบากอีก 44 คน ฐานฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง
สรุป ทั้ง “เสื้อแดง-สีน้ำเงิน-ค่ายเสื้อส้ม” ไม่มีใครเสียเปรียบใคร “ศีลเสมอกัน” โอกาสโดนเช็กบิลพอๆ กัน และล่าสุด งวดเข้าอีกขั้น เมื่อศาลรัฐธรรมนูญ เสียงข้างมาก 5 ต่อ 4 มีคำสั่งให้ขยายเวลายื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายในวันที่ 4 สิงหาคม เป็นครั้งสุดท้าย ในคดีคลิปเสียงสนทนากับ “ฮุน เซน” ที่กลุ่ม 36 ส.ว.ยื่นคำร้องให้วินิจฉัยว่า ความเป็นนายกฯ ของ “น.ส.แพทองธาร” สิ้นสุดลงเฉพาะตัวหรือไม่
กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญ เสียงข้างมากมีมติให้ไปต่อ “อุ๊งอิ๊ง”สามารถคืนสู่ตึกไทยคู่ฟ้าบริหารประเทศต่อไปได้ แต่กรณีโดนถอดถอน ต้องเริ่มต้นนับหนึ่งกันใหม่ตามช่องทางมาตรา 88 สภาผู้แทนราษฎรต้องโหวตจากบัญชีชื่อที่พรรคการเมืองเสนอไว้ ที่ยังเหลืออยู่ในเวลานี้ ประกอบด้วย “นายชัยเกษม นิติสิริ” เพื่อไทย “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” พรรคภูมิใจไทย “นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” พรรครวมไทยสร้างชาติ “นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” พรรคประชาธิปัตย์ แต่ทั้ง 4 คนที่จะขึ้นแป้นนายกฯ คนที่ 32 ล้วนมีปัญหา ยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกัก ไม่เว้นแม้ 2 ตัวเต็ง “นายชัยเกษม” หรือ “อนุทิน”
ตอนแรกไม่เชื่อ ตอนนี้เริ่มเชื่อว่า สถานการณ์ทางการเมืองชั่วโมงนี้ติดล็อก มืดแปดด้านไปหมด 3 พรรคหัวแถวกำลังจะสะดุดในช่วงเวลาสำคัญกันอย่างพร้อมเพรียง การเมืองมีแนวโน้มเกิดสุญญากาศ มีโอกาสลมเปลี่ยนทิศต้องพึ่งบริการ “นายกฯ คนนอก”
“คนนอก” มีหลายช่องทาง แต่ที่น่าจะหนักใจ ดังที่บอกไว้ในเบื้องต้น หลังปฏิบัติการพิทักษ์รักษาชายแดนไทยเอาไว้ได้ทุกตารางนิ้ว พระเอกคือ “ทหาร” ขณะที่ “นักการเมือง” เหมือนขอนไม้ไร้ค่า ประชาธิปไตยไทยทำท่าจะไหวเอนดุจต้นอ้ออีกครั้ง
คนไทยแซ่ซ้องร้องหาทหารกันมากขึ้น ยาแรงก็มาโดยการ “ยึดอำนาจ” สิครับ
