MatiTalk โคทม อารียา ชวนคิด ‘สันติภาพ’ สำคัญอย่างไร ชัยชนะอยู่ที่ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด
รายงานพิเศษ
MatiTalk โคทม อารียา ชวนคิด
‘สันติภาพ’ สำคัญอย่างไร
ชัยชนะอยู่ที่ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด
“ผมว่าชัยชนะไม่ได้อยู่ที่จำนวนคนที่เราฆ่า ไม่ได้อยู่ที่ตารางกิโลเมตรที่เรายึด แล้วชัยชนะอยู่ตรงไหน? ก็อยู่ตรงประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุดและสามารถที่จะมีข้อตกลงที่ยอมรับได้ระหว่างคู่ขัดแย้ง เพราะฉะนั้น เราเอาชนะด้วยสันติดีกว่าการเอาชนะด้วยกำลัง ซึ่งจะยืดเยื้อ อีกประการหนึ่งเราไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว เราอยู่ในโลกที่พึ่งพากันทางด้านเศรษฐกิจ เราอยู่ในโลกที่พึ่งพากันในแง่การเมือง เราจะต้องคำนึงถึงตำแหน่งแห่งที่เหตุผลที่เราจะอธิบายต่อประชาคมโลกให้ได้”
คือเสียงจาก รศ.ดร.โคทม อารียา ที่ปรึกษาสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเสนอแนวทางสันติวิธีกรณีเหตุปะทะชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา
ข้อเสนอทางออก
รศ.ดร.โคทมระบุว่า จากข้อตกลงที่หยุดยิงโดยไม่มีเงื่อนไขให้ทหาร 2 ฝ่ายคุยกัน ว่าจะถอนกำลังไปอยู่ ณ จุดที่เคยอยู่หรือไม่ ก็คงต้องคุยกัน แต่แท้จริงแล้วปัญหาเริ่มต้นอยู่ที่การปักปันเขตแดน อันนี้คือข้อพิพาท ควรทำอย่างไรกับข้อพิพาทนี้ ผมก็อยากจะฟังเสียงจากสื่อช่วยกันคิดหน่อย ผมเองก็อยากจะเสนอความเห็นส่วนตัว คือ พรมแดนมันยาวแล้วส่วนหนึ่งก็ปักเขตแล้ว แต่บางทีหมุดมันเดินได้ก็ปักเสียใหม่ เพราะเดี๋ยวนี้เราสะดวกมากมีระบบดาวเทียม GPS เพราะถ้าเราปักหมุดแบบอิเล็กทรอนิกส์ไม่ใช่หมุดปูนซีเมนต์ที่เลื่อนได้ มันตกลงกันแล้วกลับมาเช็กเมื่อไหร่ก็ได้ว่าจุดนี้อยู่เส้นแวงเส้นรุ้งเท่าไรกี่องศา สามารถทำแผนที่ชัดเจนเป็นที่ยอมรับของทั้ง 2 ประเทศได้
ส่วนใหญ่ของเส้นพรมแดนที่เรามีร้อยกิโลเมตรแต่มันมีจุดที่ผมเรียกว่า Hot Spot เพราะเริ่มตั้งแต่กรณีเขาพระวิหาร ภูมะเขือ แล้วก็การยกประเด็นขึ้นมาของฝ่ายกัมพูชาว่าอยากจะเอาปราสาทตาเมือนธม ตาควาย ตาเหมือนโต๊ด ขึ้นสู่ศาลโลก ซึ่งรัฐบาลไทยบอกว่าไม่ได้ เพราะจากประสบการณ์รู้สึกว่าเราจะเสียเปรียบในแง่ของการตีความกฎหมาย ใช่ไหม ศาลโลกอาจจะยึดแผนที่ที่รัฐบาลฝรั่งเศสเคยทำไว้สมัยที่เป็นเจ้าอาณานิคม ก็ทำให้ฝ่ายรัฐบาลเราจะเสียเปรียบได้เหมือนครั้งที่เคยแพ้คดีเขาพระวิหารมาแล้ว เพราฉะนั้นก็ต้องหาทางอื่น
ต้องบอกกับฝ่ายกัมพูชาว่ามาช่วยกันหาทางออกสำหรับจุดร้อนต่างๆ เหล่านี้ได้หรือไม่ จุดอื่นที่เป็นจุดเย็น ผมคิดว่าลากเส้นไม่ยากเพราะมีหลักการอยู่แล้วว่าใช้พรมแดนธรรมชาติทางภูมิศาสตร์สันปันน้ำ เป็นต้น
แต่พอมาถึงจุดที่ต่างฝ่ายต่างรู้สึกว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมมรดกของชนที่เคยอาศัยอยู่ตรงนี้เรายังไม่บอกว่าชาติพันธุ์อะไรนะ ที่เคยอาศัยอยู่ตรงนี้เขาเคยสร้างปราสาทแล้วปราสาทเหล่านี้เป็นประติมากรรม เป็นสถาปัตยกรรม เป็นสิ่งที่ชาวโลก ชาวไทย ชาวกัมพูชาควรจะได้มีโอกาสชื่นชมและบำรุงรักษาดูแลให้เป็นสถานที่เปิดสำหรับผู้คนที่จะเข้ามาได้ประโยชน์จากมรดกทางวัฒนธรรม
ถ้าเอาหลักการนี้ขึ้นมาตั้งแทนที่จะบอกว่าอธิปไตยของฉัน อธิปไตยของเธอ เราก็บอกว่าเป็นอธิปไตยร่วมได้หรือไม่ อย่างกรณีทางทะเลเราก็มีพื้นที่ร่วมเพื่อการพัฒนาทรัพยากรแก๊สหรือน้ำมันในพื้นทะเลมหาสมุทร ถ้าเรารับหลักการนี้ว่าเป็นมรดกร่วมที่เราจะต้องช่วยกันดูแลแล้วก็ส่งเสริมให้คนที่อยากจะมาชื่นชมไม่ว่าจะเป็นคนไทยคนกัมพูชา ชาวต่างชาติเชื้อชาติใดก็ตามแต่ ถ้าเขาอยากจะมาชมมรดก ศิลปวัฒนธรรมเหล่านี้ก็ทำได้
ถ้าเรารับหลักการว่าจะให้จุดร้อนนี้กลายเป็นจุดเย็นที่ทั้ง 2 ฝ่ายได้ประโยชน์ อันนี้คือข้อเสนอหลักการในเบื้องต้น เพราะฉะนั้นอย่าไปคิดจะไปรุกดินแดนเขาหรืออย่าไปคิดว่าจะต้องขับไล่หรือทำร้ายทหารของเขา เราไม่ทำร้ายพลเรือนอยู่แล้ว ทหารเขาก็เป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งที่มีครอบครัว มีความดีใจเสียใจเหมือนกับมนุษย์คนอื่นๆ
อย่าทำร้ายซึ่งกันและกันเลย
ทำไมเราต้องสันติกับคนที่มีเล่ห์เหลี่ยม?

เวลาคนไม่ถูกกัน ก็จะมองอีกฝ่ายเหมือนกับเป็นยักษ์เป็นมาร เล่ห์เหลี่ยมบางทีมันก็ไม่ใช่เฉพาะคนชาติใดสัญชาติใด บางคนก็มีเล่ห์เหลี่ยมมาก บางก็เล่ห์เหลี่ยมน้อย
ถ้าเราจะเลิกคบคนที่จะมีเล่ห์เหลี่ยมก็ไม่ว่าแต่อย่าไปทำร้ายเขา เลิกคบก็เลิกคบไป แต่ไม่ใช่เป็นเหตุผลเพียงพอว่าทำไมเราต้องมีสันติภาพด้วย
สันติภาพมันไม่เกี่ยวกับคนมีเล่ห์เหลี่ยม สันติภาพมันเกี่ยวกับคนจำนวนมากที่อาจจะไม่มีเล่ห์เหลี่ยมขออยู่สบายๆ ทำมาหากินค้าขาย คนเหล่านี้คิดว่าเขาไม่มีเล่ห์เหลี่ยม
ก็ยังรู้สึกดีใจที่คนจำนวนมากยังรู้สึกเป็นมิตร ยังรู้สึกว่าชาวกัมพูชาคือเพื่อนบ้านของเรา
ถ้าเราพัฒนาความรู้สึกนี้มากกว่าที่จะมองว่าถ้าเขาเป็นฝ่ายกัมพูชาแล้วจะต้องเป็นคนที่มีเล่ห์เหลี่ยมสมควรแก่การลงโทษ
ผมคิดว่าเป็นการสรุปเหมาเข่งเกินไป
ทำไมเรายังต้องเชื่อในสันติภาพ?
ไม่เชื่อในสันติภาพแล้วจะไปเชื่อไปอะไรหรือ? ไปฆ่าคนน่ะหรือ แล้วเกิดสันติไหม ไม่แน่ใจ
ผมเชื่อในสันติภาพ เพราะเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่แม้มีอารมณ์แรงก้าวร้าว แต่ก็เป็นธรรมชาติของมนุษย์เหมือนกันที่อยากจะมีเพื่อน ซึ่งอยู่ที่ว่าคุณจะไปบำรุงให้อาหารแก่อารมณ์แบบไหน ถ้าคุณให้อาหารแก่คนที่ก้าวร้าวแล้วคนที่ก้าวร้าวเสียงดังกว่ายุขึ้น ก็น่าเสียดาย เราจะไปสู่เส้นทางซึ่งทะเลาะเบาะแว้งขัดแย้งสู้รบไม่มีสันติ
คิดว่าไม่ใช่ทางเลือกของมนุษย์ด้วยกัน เราเคารพความเป็นมนุษย์ เราเคารพการอยู่ร่วมกันอย่างปกติไม่มีความบาดบางไม่มีความอาฆาตมาดร้าย อันที่จริงขอถามหน่อยกัมพูชาก็เป็นชาวพุทธ เราส่วนใหญ่ก็เป็นชาวพุทธ ถามว่าศีลข้อแรกเขาว่ายังไง รวมทั้งศีลข้อที่สองด้วย แต่จะไปยึดมั่นในของเรามากไปก็จะไปล้ำเขต เอาบางเรื่องบางสิ่งที่ไม่ใช่ของเราเป็นของเรา ตรงนั้นต้องปล่อยวางเล็กน้อยแล้วก็เลิกทะเลาะกันน่ะดีที่สุด
ถ้าคุณอยากจะทะเลาะคุณก็ไปสงบจิตสงบใจ เอาคำสอนของพุทธศาสนามาปลอบประโลมใจ
การอาฆาตมาดร้ายผูกความบาดเจ็บทางจิตใจและทางอารมณ์เนิ่นนานไปไม่ใช่วิสัยของมนุษย์ปุถุชนที่เชื่อในคำสอนของศาสนาของตน
ไม่เชียร์ให้รบ ไม่เท่ากับไม่รักชาติ

ผมก็รักชาติตามทางของผม ซึ่งคิดว่าต่างคนต่างก็ทำได้ เราไม่ต้องการแต่ฝ่ายความมั่นคง
ประเทศชาตินี้ต้องการหลายองค์ประกอบมากมาย ทำอย่างไรจะให้เราอยู่ดีกินดี คือคำตอบที่สำคัญมาก
ถ้ารักชาติอย่างเดียวแต่ว่าเศรษฐกิจเราไม่ไปไหน การเมืองเราฉุดกันไปฉุดกันมาอะไรแบบนี้มันก็เลยฉุดรั้ง
ที่บอกว่ารักชาตินี้ฉุดรั้งความก้าวหน้าฉุดรั้งการพัฒนาหรือเปล่าก็โปรดพิจารณา
ชมคลิป
https://youtube.com/@matichonweekly?si=B5ij0IOu-CESbaHO
