ไขปมที่ดิน “เขาแพง” เกาะสมุย พิรุธหลักฐาน “ส.ค.1” ไฉน! โยงไม่ถึง “สุเทพ เทือกสุบรรณ”

หมายเหตุ : บทความพิเศษ โดย ศัลยา ประชาชาติ เผยแพร่ครั้งแรกในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 4 มิ.ย. 2553
ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม – 1 มิถุนายน 2553 ประเด็นหนึ่งที่ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย อภิปรายไม่ไว้วางใจและยื่นถอดถอน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี คือ กรณีการครอบครองที่ดินบนเขาแพง หมู่ 6 ต.แม่น้ำ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ของ นายแทน เทือกสุบรรณ ลูกชายนายสุเทพ
โดยชี้ว่าโฉนดที่ดินมีพิรุธสำคัญ คือ จำนวนที่ดินจาก ส.ค.1 มีพื้นที่ 15 ไร่ เมื่อเปลี่ยนเป็น น.ส.3 ก. เพิ่มเป็น 48-1-97 ไร่ และเมื่อออกโฉนด เพิ่มเป็น 62-1-97 ไร่ และผู้ขายที่ดินให้นายแทน คือ หจก.เรืองปัญญาคอนสตรัคชั่น ซึ่งจดทะเบียนตั้งห้างหุ้นส่วนเมื่อปี 2539 แต่อ้างว่าได้ครอบครองที่ดินตั้งแต่ปี 2537
ดังนั้นจึงน่าจะออกโฉนดโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และนายสุเทพน่าจะเป็นผู้ครอบครองที่แท้จริงเพียงแต่ใส่ชื่อนายแทน บุตรชายอำพรางไว้ ถือเป็นการปกปิดบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
ก่อนจะตอบข้อสงสัยดังกล่าวต้องดูข้อมูลที่พรรคเพื่อไทยนำมาเปิดเผยเสียก่อน

AFP PHOTO / PORNCHAI KITTIWONGSAKUL
โฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวออกจาก น.ส.3 ก. เลขที่ 3301, 3302, 3285 (ข้อมูลที่นายสุเทพชี้แจงระบุว่ามี 5 แปลง) โดย หจก.เรืองปัญญาคอนสตรัคชั่น เป็นผู้ครอบครอง ในจำนวนนี้ 2 แปลง ออกมาจากหลักฐาน ส.ค.1 จำนวน 2 ใบ เลขที่ 85 ของ นายชื่น ศรีแผ้ว เนื้อที่ 8 ไร่ และ ส.ค.1 เลขที่ 95 ของ นายจรูญ ศรีแผ้ว เนื้อที่ 7 ไร่
หจก.เรืองปัญญาคอนสตรัคชั่น นำ ส.ค.1 ทั้ง 2 ใบไปออกเป็น น.ส.3 ก. เมื่อปี 2543 กลับมีจำนวนที่ดินเพิ่มขึ้น โดย ส.ค.1 เลขที่ 85 จาก 8 ไร่ เพิ่มเป็น 16-0-34 ไร่
และ ส.ค.1 เลขที่ 95 จาก 7 ไร่ เพิ่มเป็น 16-3-97 ไร่
จากนั้น หจก.เรืองปัญญาคอนสตรัคชั่น ได้นำ น.ส.3 ก. 2 แปลง พร้อมกับ น.ส.3 ก. เลขที่ 3285 เนื้อที่ 15-0-66 ไร่ อีก 1 แปลง ขายต่อให้กับนายแทน เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2544 และนายแทนได้ไปขอออกเป็นโฉนดที่ดิน เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2548 รวมเป็นผืนเดียวกันทั้งหมด ทว่า มีเนื้อที่เพิ่มขึ้นเป็น 62-1-97 ไร่ เพิ่มจาก น.ส.3 ก. ถึง 14 ไร่

ในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงต้องมาดูว่า น.ส.3 ก. ออกโดยชอบหรือไม่ก่อน ซึ่งก็ต้องดูว่า หลักฐานที่นำมาออก น.ส.3 ก. คือ ส.ค.1 เป็น ส.ค.1 ปลอม หรือ นำ ส.ค.1 แปลงอื่นมาสวมทับหรือไม่ ในวงการปั๊มโฉนดเรียกวิธีนี้ว่า “สค.1 บิน”
ตรงนี้ก็ต้องมาดูจุดพิรุธ อาทิ ตำแหน่งที่ดินข้างเคียงที่ระบุใน ส.ค.1 ตรงกันกับตำแหน่งที่ดินที่มีการรังวัดเพื่อออก น.ส.3 ก. หรือไม่ ถ้าตำแหน่งที่ดินใน ส.ค.1 ระบุ ทิศเหนือจดทะเล ตำแหน่งที่มีการรังวัดออก น.ส.3 ก.ระบุว่า ทิศเหนือจดภูเขา มีความเป็นไปได้สูงที่ “สค.1 บิน” เพราะในทางความจริงแม้เวลาผ่านไป 50 ปี ไม่มีทางที่ “ทะเล” จะงอกเป็น “ภูเขา” ได้
กรณีที่ดินแปลงนี้ ตำแหน่งที่ดินข้างเคียงก็ไม่ตรงด้วยเหมือนกัน แต่ก็อาจเป็นไปได้ ผู้ครอบครองที่ดินข้างเคียงมีการเปลี่ยนมือ
ในอดีตเคยมีตัวอย่าง “ส.ค.1 บิน” ข้ามเขากว่า 10 กิโลเมตร มาออก น.ส.3 ก.ในที่ดินอีกแปลง เช่น โฉนดที่ดินของกลุ่มเจียรวนนท์ ใน ต.ทุ่งหลวง อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี หรือกรณีที่ดินกลุ่มสหวิริยา ใน อ.ปะทิว จ.ชุมพร เป็นต้น
อีกจุดหนึ่งคือ เนื้อที่ดินใน ส.ค. 1 มีจำนวนไม่เท่ากับเนื้อที่ใน น.ส.3 ก. ตามปกติถ้าปั๊มแบบเนียนๆ น.ส.3 ก.ที่ออกมามีเนื้อที่ดินไม่มากกว่า ส.ค.1 ชนิดน่าเกลียด กระนั้นก็มีข้อยกเว้น เพราะแต่ก่อนชาวบ้านมักจะแจ้งสิทธิครอบครองต่ำกว่าความจริง
การที่นายจตุพรระบุถึง “ตำแหน่ง” และ “เนื้อที่” ใน ส.ค.1 ไม่ตรงกับการรังวัดออก น.ส.3 ก. ถือเป็นข้อพิรุธสำคัญ และไม่ใช่เรื่องยากที่จะพิสูจน์ความถูกต้องถ้ากระบวนการตรวจสอบกระทำอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งในการชี้แจงในสภา นายสุเทพก็ไม่ได้ชี้แจงละเอียดเท่าไรนัก
และถ้าพิสูจน์ได้ว่า น.ส.3 ก.ออกโดยมิชอบ โฉนดที่ดินซึ่งออกมาจาก น.ส.3 ก. (ที่ไม่ชอบ) ก็น่าจะออกโดยมิชอบด้วยเช่นกัน
ที่ดินของนายแทนออก น.ส.3 ก. เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2543 และออกโฉนดในช่วงรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ในช่วงปี 2548
และถ้าออกโดยไม่ชอบก็ไม่น่าเกี่ยวข้องกับนายสุเทพ
แน่นอนคนที่จะโดนเชือดคือข้าราชการซึ่งคดียังไม่ขาดอายุความ (อายุความ 15 ปี)
เคยมีตัวอย่างกรณีโฉนดที่ดินใน จ.ภูเก็ต ของ นายพิทักษ์ อินทรวิทยนันท์ รองนายกฯ สมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
นายพิทักษ์ถูกพรรคประชาธิปัตย์อภิปรายไม่ไว้วางใจ และยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ถอดถอนออกจากตำแหน่ง ข้อกล่าวหาครอบครองที่ดินโดยมิชอบ กล่าวคือ
ปี 2533 นายพิทักษ์ซื้อที่ดินในพื้นที่ ต.เชิงทะเล อ.ถลาง จ.ภูเก็ต จำนวน 5 แปลง ประมาณ 100 ไร่ จาก นายอนันต์ ศวัสตนานนท์ 3 แปลงออกโฉนดได้เรียบร้อย อีก 2 แปลงยังเป็น น.ส.3 ก.
ต่อมานายพิทักษ์ได้นำที่ดิน น.ส.3 ก. 2 แปลง เนื้อที่รวม 9-0-60 ไร่ ไปยื่นรังวัดออกโฉนด ปรากฏว่าสำนักงานป่าไม้ตรวจสอบพบที่ดินอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติหาดไนยาง แต่ทางจังหวัดภูเก็ตยืนกราน “ออกให้ได้”
ตอนแรกกรมที่ดินยืนยันความเห็น ไม่สามารถออกได้เพราะ น.ส.3 ก. ฉบับเดิมของนายพิทักษ์ออกเมื่อ 26 พฤศจิกายน 2527 ในขณะที่ประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติเมื่อปี พ.ศ.2524 เท่ากับตกเป็นที่ดินในเขตอุทยานแห่งชาติโดยปริยาย
มีการนำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการประสานการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐส่วน จ.ภูเก็ต (กบร.ส่วนจังหวัด) ผ่านเจ้าหน้าที่นามสกุลเดียวกับนักการเมืองมือขวาของนักการเมืองใหญ่ จ.สระแก้ว ปรากฏว่า กบร. มีมติไม่รับพิจารณาและสั่งให้กรมที่ดินเพิกถอน น.ส.3 ก.ทั้ง 2 แปลงด้วย
ภายหลังจากนายพิทักษ์ได้รับแต่งตั้งเป็นรองนายกฯ เรื่องนี้ถูกขับเคลื่อนอีกครั้ง
จ.ภูเก็ต ทำหนังสือถึงกรมที่ดิน ขอให้ทบทวนการออกโฉนด เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด ชงเรื่องให้ นายพงศ์โพยม วาศภูติ ผู้ว่าฯ ภูเก็ต อนุมัติเรียบร้อย เมื่อ 6 สิงหาคม 2544
แม้การอนุมัติเกิดขึ้นในช่วงนายพิทักษ์เป็นรองนายกฯ แต่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติ (ไม่เอกฉันท์) เห็นว่านายพิทักษ์ไม่มีความผิด เพราะไม่ได้กำกับกระทรวงมหาดไทย และไม่มีหลักฐานที่ส่อแสดงว่านายพิทักษ์ใช้อำนาจหน้าที่บังคับเจ้าหน้าที่ออกโฉนดให้นายพิทักษ์
กระนั้น ป.ป.ช. เห็นว่า โฉนดที่ดินน่าจะออกโดยมิชอบด้วยกฎหมาย จึงให้สอบสวนเพิกถอนโฉนด ทว่า ผ่านไปเกือบ 10 ปี จนถึงขณะนี้เรื่องยังดองอยู่ใน ป.ป.ช.

เช่นเดียวกับกรณีที่ดินของนายแทน ไม่มีหลักฐานชี้ชัดว่านายสุเทพใช้อำนาจออกโฉนดที่ดินให้ลูกชาย เนื่องจากเอกสารสิทธิ์มิได้ออกในยุครัฐบาลนายอภิสิทธิ์
แม้ นายพงษ์ชัย ฟ้าทวีพร หรือ “โกกี้” และ นายสามารถ เรืองศรี หรือ “โกแคะ” หุ้นส่วน หจก.เรืองปัญญาคอนสตรัคชั่น เป็นนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงบนเกาะสมุยสนิทสนมกับนายสุเทพก็ตาม
ประการสำคัญเป็นเรื่องยากที่พิสูจน์ว่านายแทนเป็นนอมินีของนายสุเทพ เนื่องจากนายแทนบรรลุนิติภาวะแล้ว (ยกเว้นตรวจพบความเชื่อมโยงทางการเงิน) การเล่นงานนายสุเทพในข้อหาซุกทรัพย์สินจึงไม่ใช่เรื่องง่าย
เพราะฉะนั้น จึงเป็นคำตอบว่า ทำไมนายสุเทพไม่ถูกน็อก และนายจตุพรถูกดูแคลน?
