ลึกแต่ไม่ลับ | จรัญ พงษ์จีน
เสถียรภาพรัฐบาล “อุ๊งอิ๊ง 2”
ยามนี้สถานการณ์ “การเมือง” หยุดนิ่งสนิท รอขับเคลื่อนอีกทีหลังศาลรัฐธรรมนูญตัดสินคดี “คลิปเสียง” สนทนาทางโทรศัพท์ระหว่าง “อุ๊งอิ๊ง” แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ กับ “อังเคิล” ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งกัมพูชาที่จะมีขึ้นในวันศุกร์ 29 สิงหาคมนี้
บรรดานักธุรกิจ นายทุนการเมืองทั้งหลายต่างเฝ้ามองผลพิพากษาจะออกมาอย่างไร
รอดหรือไม่รอด แล้วค่อยมาวิเคราะห์กันต่อ เท่าที่ฟังความจากคอการเมืองพอสรุปได้ว่า
คดีนี้ถ้าอุ๊งอิ๊งไม่รอด เป็นไปตามที่กลุ่มสมาชิกวุฒิสภา 36 คนกล่าวหา ฝ่ายเอาผลคดีไปตีปี๊บ หัวร่อ ยิ้มเยาะสะใจในชัยชนะย่อมเป็น “กัมพูชา” มากกว่า เพราะแค่เพียง “ฮุน เซน” เอาคลิปเสียงมาปูดยังทำผู้นำไทยตกเก้าอี้หัวทิ่ม
คอการเมืองแนะผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองนี้ให้ย้อนกลับไปดูข่าวเมื่อเดือนมิถุนายนหลังเกิดปะทะระหว่างทหารไทย-กัมพูชาตามแนวชายแดนบริเวณสามเหลี่ยมมรกต “ฮุน เซน” โพสต์ในเฟซบุ๊กว่า “ภายใน 3 เดือน ประเทศไทยจะมีนายกฯ คนใหม่ แม้ผมรู้ดีว่าใครจะขึ้นดำรงตำแหน่ง แต่ขอไม่เปิดเผยในตอนนี้”
ถ้าอุ๊งอิ๊งหลุดนายกฯ เท่ากับ “ฮุน เซน” เฒ่าแสบปั่นหัวคนไทยให้แตกแยกกันเองได้ผลเกินคาด
ระหว่างการเมืองภาพใหญ่นิ่ง แต่การเมืองในสภาผู้แทนราษฎรกลับปั่นป่วนอลหม่าน ด้วยเพราะเสียงของพรรคร่วมรัฐบาลปริ่มๆ น้ำ ถึงคราวโหวตร่างกฎหมายทีไรแกนนำรัฐบาลต้องลงมาคุมเกมไม่ให้ลูกพรรคหลุดหาย บางครั้งรัฐมนตรีของพรรคต้องกำกับอีกชั้น
ถ้าแพ้โหวตนั่นหมายถึงรัฐบาล “เอา ส.ส.ไม่อยู่”
เสถียรภาพรัฐบาล “อุ๊งอิ๊ง 2” ง่อนแง่นนับตั้งแต่พรรคภูมิใจไทยสลัดทิ้ง วันนี้นับรวมเสียงรัฐบาลมีทั้งสิ้น 253 เสียง จาก 11พรรค แบ่งเป็นเพื่อไทย 140 เสียง รวมไทยสร้างชาติ 36 เสียง กล้าธรรม 25 เสียง ประชาธิปัตย์ 25 เสียง ชาติไทยพัฒนา 10 เสียง ประชาชาติ 9 เสียง ชาติพัฒนา 3 เสียง ไทรวมพลัง 2 เสียง เสรีรวมไทย 1 เสียง ประชาธิปไตยใหม่ 1 เสียง ไทยก้าวหน้า 1 เสียง
ส่วนฝ่ายค้าน มี 5 พรรค 239 เสียง พรรคประชาชน 143 เสียง ภูมิใจไทย 69 พลังประชารัฐ 20 ไทยสร้างไทย 6 เป็นธรรม 1เสียง
ส.ส.ในสภามีทั้งหมด 492 คน แต่เมื่อถึงวันโหวตเสียง เสียงโหวตของฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านแปรเปลี่ยนผกผันไปตามสถานการณ์ซึ่งนำไปสู่ความอลหม่านเป็นระลอกๆ
ความอลหม่านเริ่มเห็นเค้าลางตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคม เมื่อครั้งประชุมสภาพิจารณาถอนร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจรหรือเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์
แม้ผลการลงมติผ่านฉลุย 253 ต่อ 66 เสียง แต่แงะดูไส้ในการลงมติครั้งนั้น มี 3 ส.ส.ภูมิใจไทยร่วมโหวตผสมโรงกับพรรคร่วมรัฐบาลด้วย ได้แก่ ชูกัน กุลวงษา ส.ส.นครพนม, ประภา เฮงไพบูลย์ ส.ส.กาฬสินธุ์, อรอุมา บุญศิริ ส.ส.บึงกาฬ
ขณะที่ 2 ส.ส.ไทยสร้างไทย จากอุดรธานี หรั่ง ธุระพล และอดิศักดิ์ แก้วมุงคุณทรัพย์ ลงมติไม่เห็นชอบให้ถอนร่างกฎหมายเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ “หรั่ง-อดิศักดิ์” แม้จะอยู่ฝ่ายค้านแต่โหวตหนุน “อุ๊งอิ๊ง” เป็นนายกฯ
ขณะที่ “ไอติม” พริษฐ์ วัชรสินธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งข้อสังเกต รัฐบาลถอนร่างกฎหมายนี้ออกไปเพราะเสียงในรัฐบาลไม่พอ และพยายามใช้วิธีการต่างๆ ทั้งในระบบ นอกระบบเพื่อเติมเสียงแล้วลักไก่นำเข้าสภาอีกรอบหรือเปล่า?
การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.เกี่ยวกับการนิรโทษกรรมมีทั้งหมด 5 ฉบับ ก็เห็นความอลหม่านจากปรากฏการณ์โหวตในร่าง พ.ร.บ.เสริมสร้างสันติสุข ฉบับที่ “วิชัย สุดสวาสดิ์” ส.ส.ชุมพร พรรครวมไทยสร้างชาติเสนอ พบว่า 14 ส.ส.ในก๊วน “สุชาติ ชมกลิ่น” ลงมติงดออกเสียงทั้งที่เป็นก๊วนในสังกัดพรรครวมไทยสร้างชาติด้วยกัน
อีก 2 ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่ “ชัยธวัช ตุลาธน” อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกลเสนอ และร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมภาคประชาชน ซึ่งภาคประชาชนนำเสนอ มีปรากฏการณ์อลหม่านเช่นกัน ทั้งนี้ พรรคร่วมรัฐบาลลงมติไม่เห็นด้วย แต่ 6 ส.ส.พรรคเพื่อไทยพลิกไปลงมติเห็นด้วย ได้แก่ จาตุรนต์ ฉายแสง, นพ.ทศพร เสรีรักษ์ ส.ส.แพร่, อดิศร เพียงเกษ, สุธรรม แสงประทุม, นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ และก่อแก้ว พิกุลทอง
สรุปแล้ว ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสันติสุข พ.ศ…. 3 ฉบับ เสนอโดยพรรครวมไทยสร้างชาติ, พรรคครูไทเพื่อประชาชนเดิม และฉบับที่เสนอโดยพรรคภูมิใจไทย ผ่านการเห็นชอบจากสภา ส่วน 2 ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่ 6 ส.ส.เพื่อไทยไปร่วมสนับสนุนด้วยนั้น ไม่ผ่านการเห็นชอบ
มาเดือนสิงหาคม ระหว่างการเสนอญัตติเลือกรองประธานสภา คนที่ 1 “ฉลาด ขามช่วง” รองประธานสภา ทำหน้าที่ประธานสภาให้นับองค์ประชุมด้วยการขานชื่อ ส.ส.ทีละคน แต่กว่าจะระดม ส.ส.เข้าห้องประชุมได้ใช้เวลาร่วมๆ ชั่วโมง และผลการนับองค์ประชุมมีแค่ 248 คน เกินองค์ประชุมแค่ 2 เสียงเท่านั้น
เมื่อครบองค์ประชุม “สรวงศ์ เทียนทอง” เลขาธิการพรรคเพื่อไทย เสนอชื่อ “ไชยา พรหมา” ส.ส.หนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทย เป็นรองประธานสภาคนที่ 1 ไม่มีคู่แข่ง “ไชยา” จึงเป็นรองประธานคนที่ 1 ด้วยคะแนนเสียงเฉียดฉิว
ในครั้งนั้น ส.ส.ไทยสร้างไทย 3 คน ได้แก่ ฐากร ตัณฑสิทธิ์, รำพูล ตันติวณิชชานนท์, สุภาพร สลับศรี ร่วมขานชื่อสนับสนุน “ไชยา” ด้วย
อีกเหตุการณ์ที่แกนนำพรรคเพื่อไทยพากันใจหายใจคว่ำ เป็นช่วงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ปี 2569 วาระที่ 2-3 ถ้าหากแกนนำพรรคร่วม “เอาไม่อยู่” คุมเสียง ส.ส.ไม่ได้ ร่าง พ.ร.บ.งบฯ ไม่ผ่านสภา ความเสียหายทั้งการเมืองเศรษฐกิจจะตามมาเป็นพรวน
ในการลงมติรายมาตราในวาระที่ 2 มีบางมาตราที่ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลในที่ประชุมสภาโหวตให้ผ่านแค่ 247 เสียง จากผู้ลงมติ 401 คน ถือว่าเลวร้ายสุดสุด เพราะถ้าหลุดต่ำกว่า 246 ร่าง พ.ร.บ.งบฯ โดนตีตกทันที
สาเหตุสำคัญที่เสียงของพรรคร่วมรัฐบาลปริ่มน้ำจนเสี่ยงจมน้ำเนื่องจาก ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลบางคนติดภารกิจไม่มาร่วมประชุมสภา บ้างก็อยู่ในสภาแต่ไม่เข้าร่วมลงคะแนนก็มี บางคนควบทั้งตำแหน่ง ส.ส.และรัฐมนตรีด้วย ต้องไปปฏิบัติหน้าที่ในต่างจังหวัด หรือไปต่างประเทศ เสียงรัฐบาลที่ง่อนแง่นอยู่แล้วยิ่งง่อนแง่นไปอีกจนแกนนำพรรคร่วมต้องกำชับ ส.ส.อย่าทิ้งสภาเป็นอันขาด
การพิจารณางบประมาณปี 2569 วาระที่ 3 แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลประเมินสถานการณ์ยังเสี่ยงสูงต้องระดม ส.ส.ทุกคนให้ประจำที่ในห้องประชุมสภาเพื่อโหวต ผลปรากฏว่า ส.ส.ที่เข้าประชุม 487 คน ลงมติเห็นด้วยร่าง พ.ร.บ.งบฯ 257 ต่อ 230 เสียง งดออกเสียง 1
ตรวจสอบการใช้สิทธิของ ส.ส.เพื่อไทย มีทั้งหมด 137 เสียง งดออกเสียง 2 คน ไชยา พรหมา รองประธานสภาคนที่ 1 และ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง
ที่ให้ประหลาดใจ “ฉลาด ขามช่วง” ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย รองประธานสภาคนที่ 2 ต้องกระโดดลงมาร่วมโหวตเห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.งบฯ
ส.ส. “ไอติม” พรรคประชาชนนำปม “ฉลาด” ไปตรวจสอบและตั้งคำถามในที่ประชุมสภาถึงความเหมาะสมความเป็นกลางทางการเมืองของผู้ที่อยู่ในตำแหน่งรองประธานสภา
ส่วนฝ่ายค้านที่โหวตเห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 2569 ได้แก่ “ประภา เฮงไพบูลย์” ส.ส.กาฬสินธุ์ พรรคภูมิใจไทย ถือเป็น ส.ส.เพียงคนเดียวของพรรคภูมิใจไทย อีก 67 ส.ส.กดปุ่มไม่เห็นด้วย
“กฤษฎ์ ชีวะธรรมานนท์” เป็น ส.ส.เพียงคนเดียวของพรรคประชาชนที่เห็นด้วย สวนทางกับ ส.ส.พรรคประชาชนอีก 142 คน
พรรคไทยสร้างไทย แบ่งเป็น 2 ซีก “ฐากร-สุภาพร-รำพูล” ผนึกกำลังเห็นด้วยกับรัฐบาล
กับอีกซีกยืนอยู่ฝั่งฝ่ายค้าน “หรั่ง-อดิศักดิ์-ชัชวาล แพทยาไทย”
สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ที่เข้าร่วมประชุม 24 คน เห็นชอบทั้งหมด รวมถึง “ชวน หลีกภัย-บัญญัติ บรรทัดฐาน-จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์-สรรเพชญ บุญญามณี” ทั้งที่ 4 คนนี้ ยืนคนละซีกกับ “เฉลิมชัย ศรีอ่อน” หัวหน้าพรรคมาตลอด
“ประวิตร วงษ์สุวรรณ” หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐเข้าร่วมประชุมแต่ไม่ลงคะแนน ปล่อยมือให้ 17 ส.ส.ของพรรคลงมติไม่เห็นด้วย
และมี 2 ส.ส.”สุธรรม จริตงาม-อัคร ทองใจสด” โหวตแตกแถวไปสนับสนุนรัฐบาล
ทั้งหมดนี้เป็นปรากฏการณ์ในสภายุคเอไอ ถ้าเอาไปเทียบกับประวัติศาสตร์การเมืองเมื่อ 48 ปีที่แล้วเห็นภาพต่างกัน
งูเห่าในยุคนั้น ซึ่งมาจากคำพูดของ “สมัคร สุนทรเวช” หัวหน้าพรรคประชากรไทย หลังมีมติสนับสนุน “ชาติชาย ชุณหะวัณ” เป็นนายกฯ ปรากฏว่า 12 ส.ส.กลุ่มปากน้ำของ “วัฒนา อัศวเหม” ส.ส.พรรคประชากรไทย ยกมือหนุน “ชวน หลีกภัย” เป็นนายกฯ
“วัฒนา” ได้รับรางวัลเป็นรัฐมนตรีช่วยมหาดไทย ส่วนพรรคประชากรไทยกลายเป็นฝ่ายค้าน สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้กับ “สมัคร” เป็นอย่างมากถึงขั้นท้าสาบานสาปแช่งกลางสภา
หรือเมื่อ 6 ปีก่อน ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ 4 คน ได้แก่ “ศรีนวล บุญลือ-พ.ต.ท.ฐนภัทร กิตติวงศา-กวินนาถ ตาคีย์-จารึก ศรีอ่อน” ลงมติผ่านกฎหมายการโอนอัตรากำลังและงบประมาณบางส่วนของกองทัพไปเป็นหน่วยงานบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ และอีกหลายครั้งที่สวนทางกับมติพรรค ผู้บริหารพรรคอนาคตใหม่ทนไม่ไหว ลงมติขับพ้นสมาชิกพรรค
มาในปี 2563 ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคอนาคตใหม่ ส.ส. 54 คนที่เหลือรอดย้ายไปอยู่พรรคก้าวไกล ปรากฏว่า ส.ส.ก้าวไกลที่ลงมติสวนทางกับพรรค แต่พรรคไม่ใช้วิธีขับพ้นสมาชิก
ระหว่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลของรัฐบาล “ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เมื่อปี 2564 มี 4 ส.ส.ก้าวไกล ได้แก่ คารม พลพรกลาง, พีรเดช คำสมุทร, เอกภพ เพียรพิเศษ และขวัญเลิศ พานิชมาท ลงมติไว้วางใจ “อนุทิน ชาญวีรกูล” รองนายกฯ และรัฐมนตรีสาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จนได้คะแนนเหนือกว่านายกฯ ประยุทธ์
ไล่เรียงภาพการเมืองในสภาจากอดีตถึงปัจจุบัน เกิดประเด็น “งูเห่า” หมายถึงอะไรกันแน่?
ถ้างูเห่าคือฝ่ายค้านที่โหวตหนุนรัฐบาล แล้ว ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลหนุนฝ่ายค้าน จะเป็น “งูเห่า” ด้วยหรือไม่
คอการเมืองเสนอว่า ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลที่ร่วมโหวตให้ฝ่ายค้านล้วนถูกยกย่องเป็นกลุ่มคนดี ไม่ควรตำหนิติเตียน ถ้าจะให้ฉายาเป็น “พญานาค” ดูเหมาะสมกว่า
ประเด็นงูเห่า “ธรรมนัส พรหมเผ่า” ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม เคยวิงวอนผ่านสื่อ หลังมีข่าว ส.ส.ฝ่ายค้านไปร่วมสนับสนุนรัฐบาล “อุ๊งอิ๊ง 1”
“ธรรมนัส” บอกกับสื่อว่า อย่าไปเรียก ส.ส.เหล่านั้นเป็นงูเห่าเพราะเป็นเอกสิทธิ์ส่วนตัว ขอใช้คำว่าเพื่อนร่วมอุดมการณ์จะดีกว่า
สงสัยผู้กองคงไปพลิกอ่านรัฐธรรมนูญ ปี 2560 มาตรา 124 ที่ให้เอกสิทธิ์ ส.ส.ในที่ประชุมสภา แสดงความคิดความเห็นและออกเสียงลงคะแนนอย่างอิสระ
