MatiTalk ‘หมอเหวง’ อ่านเกมชิงนายกฯ ชี้อันตรายขั้ว ‘น้ำเงิน’ ครองอำนาจเต็มรูปแบบ
รายงานพิเศษ
MatiTalk ‘หมอเหวง’ อ่านเกมชิงนายกฯ
ชี้อันตรายขั้ว ‘น้ำเงิน’
ครองอำนาจเต็มรูปแบบ
“การเมืองไทยช่วงนี้ต้องเรียกว่าเกิดความโกลาหล ปั่นป่วน ทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดประการหนึ่ง คือยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน เพื่อให้ประชาชนไปตัดสินใจกันอีกทีว่าจะเลือกใครเข้ามา จะเลือกพรรคไหน แต่ละพรรคต้องไปทบทวนตัวเองว่าจะวางทิศทางแนวทางนโยบายทางการเมืองอย่างไร ต้องประกาศให้ชัด”
นพ.เหวง โตจิราการ อดีต ส.ส.และอดีตแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง มองการเมืองไทยในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญในรายการ MatiTalk
นพ.เหวงเชื่อว่าเที่ยวนี้ประชาชนได้บทเรียนแล้วจากทุกพรรคว่าใครทรยศหักหลังสัญญาประชาคม ส่งผลต่อความนิยมและความเชื่อถือของประชาชนจะตกต่ำลงอย่างมหาศาล และประชาชนจะวิพากษ์วิจารณ์กระทั่งโจมตีอย่างรุนแรงเลย
ดังนั้น การยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชนเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะว่าพรรคการเมืองจะได้ไปไตร่ตรอง
ในส่วนที่เป็นรัฐบาลมาแล้วจะได้ไปย้อนดูว่าที่ตัวบริหารมาถูกต้องหรือเปล่า ทำให้ประเทศชาติบ้านเมืองเจริญขึ้นหรือเปล่า
หรือส่วนที่เป็นฝ่ายค้านก็จะได้ไปทบทวนตัวเองเหมือนกันว่าควรจะต้องเสนอนโยบายอะไร
แล้วประชาชนจะได้ดูแก่นแท้ ภาษาชาวบ้านคือ “สันดาน” ธาตุแท้ของพรรคการเมืองแต่ละพรรคเป็นอย่างไร
2 ปีที่ผ่านมา ถ้ามองในแง่ที่ว่าประเทศชาติเสียหายหรือถอยหลังหรือว่าไม่ได้ก้าวไปข้างหน้าก็มองได้ แต่ก็มองในด้านดีได้ว่าทำให้ประชาชนทั้งประเทศรวมทั้งคนทั้งโลกได้เห็นว่า 2 พรรคการเมืองที่จัดตั้งรัฐบาลและบริหารประเทศชาติมาเป็นรัฐบาลแดงกับน้ำเงิน 2 พรรคนี้ในห้วง 2 ปีที่ผ่านมาเปิดอย่างล่อนจ้อนเลยว่ามีแผลเหวอะหวะ แผลเน่าเหม็นไปทั้งหมด คนได้กลิ่นไปทั้งหมดทั้ง 2 พรรคเลย
เพราะฉะนั้น ส้มจะเลือกพรรคไหนก็ล้วนแต่มีปัญหาทั้งสิ้น เพราะว่าเขาจะมองในอนาคตถ้ามีปัญหาอะไรขึ้นมา เขาจะชี้ว่าก็เพราะคุณนี่แหละเลยทำให้ฝั่งนั้นฝั่งนี้ขึ้นมาเป็นรัฐบาลได้ก็เพราะคุณ ทั้งๆ ที่มีแผลเหวอะหวะ เน่าเฟะเหม็นคุณไปเทให้เขา การที่เขาได้ขึ้นมาเป็นรัฐบาลคุณต้องมีส่วนรับผิดชอบด้วย ส้มจึงตกอยู่ในสถานะที่ลำบากมาก
แต่ว่าตรงนี้ผมก็มองเห็นเจตนาดีของเขา คือจริงๆ เขาต้องการให้ยุบสภา แต่ตัวเขาเองดำเนินการไม่ได้ ดังนั้น ต้องมีรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญขึ้นมา เขาก็เลยตั้งเงื่อนไขไง หาทางที่จะให้เกิดรัฐบาลขึ้นให้ได้ โดยเขาต้องเข้าไปสนับสนุน แล้วพอจะไปสนับสนุนแดงก็มีปัญหาก็จะถูกโจมตีหรือวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง ไปสนับสนุนน้ำเงินก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงด้วยเช่นกัน
เพราะฉะนั้นเขาลำบากมาก แต่ว่าถ้ามองเจตนาดีคือเขาต้องการยุบสภา ก็เลยกำหนดเงื่อนไข 4 เดือน และกำหนดเงื่อนไขให้เกิดการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมี ส.ส.ร.ด้วย
ผมพิจารณาดูแล้ว 2 สีคงไม่สามารถทำตามเจตนารมณ์ที่ส้มต้องการได้ เพราะ 2 ปีที่ผ่านมามีโอกาสเยอะแยะเลยในการที่จะทำ น้ำเงินเองปฏิเสธแล้วก็คว่ำในการประชุมเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 แสดงว่าไม่มีความปรารถนาไม่มีความตั้งใจในการที่จะทำเลย
ส่วนแดงก็เหมือนกันคุณเป็นรัฐบาลตั้งแต่ 2566 คุณดันไปตั้งคณะกรรมการศึกษาเพื่อที่จะจัดทำประชามติในการที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ความจริงก็คือคุณเสียเวลาตั้งแต่ 13 กันยายน มาจนถึง 13 กุมภาพันธ์ 2568 ฟรีๆ เลย ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้เวลาขนาดนั้น อันนี้ก็เป็นการที่ไม่ได้ปฏิบัติตามสัญญาประชาคมที่ให้ไว้กับประชาชน เพราะฉะนั้นส้มนี่ลำบากมากเลือกอะไรก็เสร็จทั้งนั้น
ดังนั้น กรอบเวลา 4 เดือน จึงมีคนกังขามากว่า ถ้าทั้งแดงทั้งน้ำเงินจะจริงใจ ผมประเมินว่าทั้งแดงและทั้งน้ำเงินไม่จริงใจในการที่จะให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดย ส.ส.ร.

: มุมมองส่วนตัวถ้าต้องเลือก แดง-น้ำเงิน?
ทั้งน้ำเงิน-แดง มีแผลเหวอะหมด กรณีน้ำเงินมันชัดในการไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเลือก ส.ว. 200 คน จนตอนนี้ก็มีคดีความซึ่งยังอยู่ที่ขั้น กกต. ที่จะพิจารณายื่นส่งต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีบางส่วนก็เดินไปที่ ป.ป.ช.โดย DSI
ส.ว.เป็นกลไกที่สำคัญมากที่รัฐธรรมนูญ คสช.รัฐธรรมนูญ 2560 สร้างขึ้นเพื่อให้มีอำนาจมหาศาลล้นฟ้าล้นแผ่นดินในการที่จะไปกำหนดองค์กรอิสระ ซึ่งองค์กรอิสระที่กำหนดโดย ส.ว.มีอำนาจมากกว่าอำนาจของประชาชนที่มีสิทธิ์มีเสียงในการออกเสียงเลือกตั้งประมาณ 40 ล้านคน หรือจะมองว่ามากกว่าประชาชน 70 ล้านคนก็ได้
ส.ว.มีอำนาจมากกว่าประชาชน แล้ว ส.ว.มาจากการเลือกกันเองชุดนี้ เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่ามีกลิ่นตุๆ การเลือก ส.ว.ชุดปัจจุบันจนถึงขณะนี้คดีความคืบหน้าไปเยอะแล้ว
ดังนั้น ถ้าหากว่าไปเลือกสีน้ำเงิน คดี ส.ว.ก็มีโอกาสที่จะจางหายไปหรืออาจจะเบาลง สำหรับผม มองว่าที่ฮั้วกันอย่างนี้ ควรจะต้องพิจารณาให้มีการเลือกใหม่ เพราะว่าไม่ได้แสดงความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์
ถ้าเทียบน้ำเงินกับแดง น้ำเงินนี่หนัก แดงก็มีเรื่องข้ามขั้วตระบัดสัตย์ มีเรื่องที่ไม่จริงใจในการที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็มีเรื่องไม่จริงใจในการที่จะไปแก้ 112
แต่เมื่อเปรียบเทียบกันดูแล้ว ผมว่าเรื่อง ส.ว.สีน้ำเงินสาหัสกว่า ถ้าชั่งน้ำหนักข้อเสียน้ำเงินจะมีมากกว่าแดง
: ถ้า “ขั้วน้ำเงิน” มีอำนาจเต็มรูปจะเกิดอะไรขึ้นได้บ้าง?
สิ่งที่สัญญาไว้จะไม่ได้ทำ เขาจะทำเพื่อรักษาผลประโยชน์ตัวเอง ให้ตัวเองมีอำนาจยาวนานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ไม่ว่าแดงหรือน้ำเงินจะใช้กลอุบายทางการเมืองและข้ออ้างทางการเมืองที่มีสารพัดเยอะแยะไปทั้งหมด คือพอได้ตั้งรัฐบาลแล้ว เขาจะอยู่ยาว ผมเชื่อของผมเอง เขาจะไม่รักษาคำพูด แล้วส้มก็ไม่สามารถที่จะดำเนินการลงโทษอะไรได้
และองค์กรอิสระสารพัดองค์กรนี้มีอำนาจมากกว่า ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั้งประเทศ
ยกตัวอย่างเช่น ศาลรัฐธรรมนูญ รวมทั้งยังมีเรื่องปฏิรูปการเมือง 20 ปีแล้วไม่คืบหน้า และเรื่องจริยธรรมของนักการเมืองที่ร่างโดยศาลรัฐธรรมนูญอีก เพราะฉะนั้นน้ำเงินนี่จะคุมอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเหมือนดังที่คณะ คสช.ประสงค์จะให้ทางกลุ่มอำนาจนิยมคุมอำนาจเด็ดขาดตามรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560
เพราะฉะนั้นนี่อันตรายมาก เพราะว่าถ้าเขามีอำนาจเด็ดขาดปุ๊บมีโอกาสที่คดีความต่างๆ จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างใดอย่างหนึ่ง
: ชนชั้นนำ-อำมาตย์ ถือข้างใคร?
ผมประเมินจากการสืบทอดอำนาจของคณะ คสช. เขาฉลาดมากในการที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 เป็นเครื่องมือที่สำคัญมากในการจะทำให้เขาคงอยู่ในอำนาจอย่างยาวนาน ในส่วนนี้ปรากฏชัดเลยว่าอนุรักษนิยมหรือฝั่งอำนาจนิยมประสงค์ที่จะให้โครงสร้างทางอำนาจของเขาที่สัมฤทธิผลจากการยึดอำนาจและจากการที่ออกรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ได้สืบทอดยืนยาวต่อไป และขณะนี้มาแสดงออกที่ฝั่งน้ำเงิน เมื่อส้มเทให้กับน้ำเงินและน้ำเงินขึ้นมามีอำนาจจะลำบากมากที่จะมีโอกาสในการที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็นประชาธิปไตยที่แข็งแกร่ง
ขั้วน้ำเงิน โดยรวมๆ ถ้าไปย้อนดูบทบาทของเขา ไม่ได้มีเพียงแต่เรื่อง ส.ว. ถ้าจำกันได้เคยมี “เชิ้ตน้ำเงิน” ที่ไปล้มการประชุมอาเซียนที่พัทยา สำหรับผมถือว่าน้ำเงินนั่นแหละเป็นเหตุเพราะว่า กลุ่มเชิ้ตน้ำเงินไปรุมทำร้ายไปใช้ความรุนแรง มีการใช้อาวุธ จนคนเสื้อแดงจำเป็นต้องถอยหลังกลับเข้าไป
ผมอยากจะให้พี่น้องประชาชนทั้งหลายอย่าลืม ว่าน้ำเงินไม่ใช่เพิ่งมีแค่เรื่อง ส.ว.น้ำเงินในวันนี้ เคยมีเชิ้ตน้ำเงินตั้งแต่ปี 2552-2553 แล้ว
ชัดเจนว่าน้ำเงินกับทางฝ่ายอำนาจนิยมเขาจับมือกันอย่างเหนียวแน่น แถมเคยมีประวัติไปร่วมรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร โดยตอนนั้นมีปัจจัยสำคัญก็คือพรรคภูมิใจไทยไปร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ในการหนุนอภิสิทธิ์ น้ำเงินนี่เขาเหนียวแน่นหรือจับมือใกล้ชิดกับฝ่ายอำนาจนิยม

: พรรคเพื่อไทยยังทำให้คนกลับมาศรัทธาได้หรือไม่?
ผมว่ายากแล้ว เพราะว่าเขามีโอกาส 2 ปี ก็ไม่ได้ทำ อย่างเช่น การยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ หรือหัวใจสำคัญคือคำมั่นสัญญาในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจก็ล้มเหลวทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นดิจดทัลวอลเล็ต ตอนหลังจะพยายามคิดเรื่องเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ขึ้นมา ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจก็เสียหาย
เพื่อไทยจากการบริหารแผ่นดินมา 2 ปี ผมยังไม่เห็นเลยว่าประสบผลสำเร็จอะไร เห็นแต่ด้านล้มเหลวมากกว่า นอกจากทางการเมืองแล้วก็ยังทางเศรษฐกิจด้วย
เมื่อเป็นอย่างนี้ผมคิดว่าคะแนนนิยมของพรรคเพื่อไทยที่จะกลับคืนมาคงลำบากแล้ว
ในวันนี้เห็นชัดๆ เลย พอฝ่ายน้ำเงินดูท่าว่าจะจัดตั้งรัฐบาลได้ มีคนในพรรคเพื่อไทยไหลออกมาทันที แค่นี้ก็ชัดแล้วว่าพรรคเพื่อไทยก็สั่นสะเทือนอย่างหนักหน่วง พอไปถึงวันที่ต้องเลือกตั้งจริงๆ ผมก็คิดว่าอาจจะมีเลือดไหลออกอีก พรรคเพื่อไทยอาจจะขาด ส.ส.ที่เป็นตัวเต็ง
มองแล้วอนาคตข้างหน้าริบหรี่
: ในฐานะนักต่อสู้ ยังมีความหวังกับการเมืองไทยไหม?
มีเพราะถ้าเรามองดูความระส่ำระสาย ความปั่นป่วน หรือความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ผมว่าอย่าไปรำคาญ อย่าไปหงุดหงิด เพราะความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้นให้กรณีศึกษาแก่ประชาชน จะได้เห็นว่านี่ไงฝั่งเดียวกันยังแยกกันแตกกันเพื่อที่จะแย่งอำนาจกันได้ จะได้เรียนรู้ว่าปัญหาสำคัญอยู่ที่รัฐธรรมนูญ
เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่าในขณะนี้ประชาชนส่วนใหญ่ตกผลึกแล้วว่าควรจะต้องมีการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยการเลือก ส.ส.ร.
ซึ่งถ้าตกผลึกเช่นนี้จริงๆ “ประชามติก็จะฉลุย” แล้วจะได้ ส.ส.ร.ที่มีคุณภาพดี เพราะเรียนรู้ปัญหาทางการเมืองหมดแล้ว จะได้ร่างฉบับใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยและทำให้ประชาธิปไตยแข็งแรงขึ้นได้
เพราะฉะนั้นผมมองด้านบวก
ชมคลิป
https://www.youtube.com/@MatichonWeekly
