สตาร์ต ‘ครม.’ สายฟ้า ‘ควิก’ คนนอก ‘สุกใส’ คนในเป็น ‘โพรง’ (มั้ย)
บทความในประเทศ
สตาร์ต ‘ครม.’ สายฟ้า ‘ควิก’
คนนอก ‘สุกใส’
คนในเป็น ‘โพรง’ (มั้ย)
เพราะวิกฤตรัฐธรรมนูญทำให้ประเทศไทยเดินมาถึงจุดนี้
อะไรที่ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็น ก็ได้เห็นกันแล้ว
ใครจะไปเชื่อว่าประเทศไทยจะเดินมาสู่การเป็นประเทศที่นายกรัฐมนตรีมาจากพรรคการเมืองที่มีเก้าอี้ ส.ส.แค่ 69 เสียง
ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่พระบรมราชโองการประกาศแต่งตั้งรัฐมนตรี ในรัฐบาล “อนุทิน ชาญวีรกูล” ต่อเนื่องด้วยการเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ เป็นที่เรียบร้อย
ปิดท้ายเรื่องพิธีกรรมด้วยการแถลงนโยบายต่อสภา 2 วัน ก็เป็นอัน “หมดเวลาฮันนีมูน” เริ่มต้นช่วงเวลาแห่งความเป็นจริง
สําหรับหน้าตา “ครม.หนู 1” คณะรัฐมนตรีแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มหลักๆ
1. คือรัฐมนตรีสายบุรีรัมย์คอนเน็กชั่น
กลุ่มนี้คือรัฐมนตรีซึ่งเป็นทั้งนักการเมืองในสังกัด “บ้านใหญ่บุรีรัมย์” บางคนก็เคยเป็นอดีตข้าราชการทำงานในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ หรือพื้นที่จังหวัดอีสานใต้มาก่อน
อาทิ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายไชยชนก ชิดชอบ นายโสภณ ซารัมย์ นายทรงศักดิ์ ทองศรี พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ อดีตผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 เป็นต้น
2. คือสายบ้านใหญ่
ไม่ว่าจะเป็นบ้านใหญ่ของค่ายภูมิใจไทยเอง อาทิ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี นายภราดร ปริศนานันทกุล น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล นายนภินทร ศรีสรรพางค์ น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิชย์
ขณะที่บ้านใหญ่กล้าธรรม นำโดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่รอบนี้คว้าเก้าอี้รองนายกฯ และ รมว.เกษตรฯ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร นายอัครา พรหมเผ่า น.ส.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ นายนเรศ ธำรงทิพยคุณ และนายองอาจ วงษ์ประยูร
ด้านบ้านใหญ่ป่ารอยต่อฯ พลังประชารัฐ คว้ามาได้ 4 รัฐมนตรี ประกอบด้วย นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง นายสันติ ปิยะทัด และนายวรโชติ สุคนธ์ขจร
เช่นเดียวกับกลุ่ม 16 อดีตพรรครวมไทยสร้างชาติ นำโดยบ้านใหญ่ สุชาติ ชมกลิ่น นายธนกร วังบุญคงชนะ จ่าเอกยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ
ปิดท้ายด้วยบ้านใหญ่เมืองกาญจน์ หนึ่งเดียวจากเพื่อไทยคือ นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ในเก้าอี้ รมช.มหาดไทย
3. สายเทคโนแครต
เป็นครั้งแรกที่มีการดึงคนนอก-บรรดาเทคโนแครตที่มีความชำนาญเฉพาะด้าน เข้ามาเป็นรัฐมนตรีตำแหน่งสำคัญ โดยนายอนุทินทาบทามและเปิดตัวกับสาธารณชนด้วยตัวเอง
ประกอบด้วย นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญปี 2557-2558 เป็นรองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลเรื่องกฎหมาย, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อดีตอธิบดีกรมธนารักษ์ที่มีอายุราชการเหลือถึง 6 ปี เป็นรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง, นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เป็น รมว.ต่างประเทศ
นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีตซีอีโอ ปตท. เป็น รมว.พลังงาน, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ อดีตผู้บริหารดุสิตธานี เป็น รมว.พาณิชย์ และนายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตซีอีโอธนาคารกรุงไทย เป็น รมช.คลัง
หลังโฉมหน้า ครม.อนุทินปรากฏอย่างเป็นทางการ ก็ถูก “ปรามาสเบาๆ” จากนักการเมืองรุ่นเล็กยันรุ่นใหญ่ของค่ายสีแดงทันที
ไม่ว่าจะเป็นการวิจารณ์เรื่องคุณสมบัติรัฐมนตรี วิจารณ์ว่าเป็น “ครม.ตั้งมาเพื่อยุบคดี” มากกว่า “ยุบสภา” เป็น ครม.ที่มีรัฐมนตรีประวัติสีเทาอยู่ในคณะ หรือเป็น ครม.บุรีรัมย์โมเดล
หวังกระพือเสียงวิจารณ์ให้กระทบมาถึง “ค่ายสีส้ม” โดยลืมไปว่า “รัฐมนตรีกว่าสิบคน” ใน ครม.หนู 1 ล้วนเคยเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยมานานเกิน 2 ปี ตั้งแต่ยุคนายเศรษฐา ทวีสิน มาจนถึงยุค น.ส.แพทองธาร ชินวัตร
บ้านใหญ่-เครือข่ายการเมืองภูมิภาคที่เป็นลมใต้ปีกรัฐบาลอนุทินวันนี้ ก่อนหน้านี้ก็เป็น “เครื่องมือทางการเมือง” ของรัฐบาลเพื่อไทยมาก่อน
ที่แตกต่างกันจริงๆ ในเชิงคุณสมบัติรัฐมนตรีของ ครม.ค่ายสีน้ำเงินกับค่ายสีแดง เห็นจะมี 2 เรื่อง
1. ทิศทางการทำงาน ที่รัฐบาลนายอนุทินมีเป้าหมายชัดเจนตามกรอบเวลาต้องยุบสภาใน 4 เดือน และต้องจัดทำประชามติรัฐธรรมนูญพร้อมๆ กับการจัดเลือกตั้ง
2. ตัวคณะรัฐมนตรี ที่รอบนี้นายอนุทินทาบทามเอา “คนนอก” เข้ามานั่งเก้าอี้รัฐมนตรี โดยต้องทำงานในกรอบระยะเวลา 4 เดือน ส่วนชื่อที่ได้รับการเสนอเป็นรัฐมนตรี ส่วนใหญ่ได้รับการตอบรับดีจากสังคม
ซึ่งตรงส่วนนี้ที่ผ่านมารัฐบาลเพื่อไทยแทบไม่มี
แม้จะเป็นระยะเวลาแค่ 4 เดือนก่อนการประกาศยุบสภา แต่ ครม.หนู 1 ก็ต้องเจอปมเสี่ยงอีกหลายเรื่องนับจากนี้อย่างไม่มียกเว้น
1. เป็น ครม.สายล่อฟ้า ต้องยอมรับว่าหลายคนมีปัญหาเรื่องความกังวลเกี่ยวกับคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีจริง
ไม่ว่าจะเป็นนายไชยชนก ชิดชอบ ที่ถูกกล่าวหาเรื่องฮั้ว ส.ว. ทั้งยังถูกโยงกับกรณีเขากระโดงจากการเป็นทายาทตระกูลชิดชอบ, นายภราดร ปริศนานันทกุล ก็ถูกกล่าวหาเรื่องฮั้ว ส.ว., นายโสภณ ซารัมย์ ก็เคยถูกขุดคุ้ยอภิปรายปมปัญหาการก่อสร้างรถไฟฟ้า สมัยเป็นรัฐมนตรีคมนาคม
นายสุชาติ ชมกลิ่น ก็มีปัญหาถูกขุดคุ้ยเรื่องกองทุนประกันสังคม รวมถึงคดีเกี่ยวกับแรงงาน, ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ก็เคยถูกครหาเรื่องคุณสมบัติ, จ่าเอกยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ ก็ถูกกล่าวหาว่าเคยถูกองค์กรอิสระมีมติฟัน และนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ ก็เคยถูกขุดคุ้ยกรณีตึก Skyy9 เป็นต้น
นี่คือตัวอย่าง อาการ “สายล่อฟ้า”
2. ความเสี่ยงจากการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย
แม้พรรคส้มจะโหวตให้ แต่ก็โหวตโดยไม่รับตำแหน่งรัฐมนตรี และขอกลับไปทำงานฝ่ายค้านตรวจสอบรัฐบาล ขณะเดียวกันก็ต้องเจอ “พลังทางการเมืองฝ่ายแค้น” แบบฉบับพรรคเพื่อไทย
แม้จะมีการทำ MOA กับพรรคประชาชน แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้ หากพรรคเพื่อไทยซึ่งประกาศตัวเป็นฝ่ายค้ายอิสระ ยื่นซักฟอกกรณีสำคัญจนเป็นที่สนใจของสังคม ก็เป็นไปได้ที่พรรคประชาชนจะเอาด้วย โดยที่รัฐบาลไม่สามารถไปบีบให้พรรคประชาชนงดออกเสียงหรือโหวตไม่เห็นด้วยได้
ครม.หนู 1 ยังจะต้องเจอปัญหาท้าทายอีกมากจากนี้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งมีโจทย์สำคัญคือรัฐบาลจะบริหารความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและการลงทุนอย่างไร ภายในระยะเวลาจำกัด
โดยปัญหาเรื่องระยะเวลายังเป็นเรื่องใหญ่ ที่รัฐบาลต้องบริหารทรัพยากรที่มีให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ภายใต้กลไกราชการที่อาจจะเกียร์ว่างก็เป็นได้ เนื่องจากมองว่ารัฐบาลคงอยู่ไม่นาน
ขณะที่โจทย์ใหญ่ของรัฐบาลอนุทิน ต้องยอมรับว่าเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ ในวันนี้คือปัญหาการเมือง รัฐบาลจะเป็นผู้ถอดสลักระเบิดเวลารัฐธรรมนูญ 2560 ได้อย่างไร ซึ่งเรื่องนี้ยังเป็นหนึ่งในข้อตกลงที่ ครม.หนู 1 ให้สัญญาประชาคมกับคนไทยเอาไว้
ครม.หนู 1 จากนี้จึงไม่ง่าย การเลือกใช้คนนอกมาบริหารกระทรวงหลักเป็นความ “ฉลาด” ของนายอนุทิน แต่กระนั้นก็ต้องยอมรับว่า ครม.นี้เต็มไปด้วยบ้านใหญ่และระบบโควต้า ซึ่งจะถูกจับตาเรื่องผลงานอย่างมากนับจากนี้
ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด นายอนุทินก็จำเป็นต้องให้เก้าอี้รัฐมนตรีตอบแทน เพราะบ้านใหญ่เหล่านี้ยกมือโหวตให้นายอนุทินเป็นนายกฯ
แต่วันนี้ คนที่นายอนุทินและรัฐบาลต้องตอบแทนในทางการเมืองมากที่สุดคือ “พรรคประชาชน”
จากพรรคที่ได้ชื่อว่าคนรุ่นใหม่ ผลจากการยกมือให้นายอนุทินทำให้พรรคประชาชนถูกค่ายสีแดงเรียกว่าเป็น “นั่งร้านภูมิใจไทย-พรรคฝ่ายค้ำ” เป็นที่เรียบร้อย
การขยับทางการเมืองครั้งนี้ของค่ายสีส้มเสียต้นทุนทางการเมืองไปมากโข ภาพการยกมือโหวตให้นายอนุทินชนิดไม่มีใครแตกแถว ถูกแฟนคลับค่ายสีส้ม กระทั่งปัญญาชนจำนวนไม่น้อย รับไม่ได้ แถมยังไม่ยอมรับตำแหน่งอะไร ขอไปทำงานฝ่ายค้านขวางโควต้าพรรคเพื่อไทยให้อีก
ด้วยความหวังง่ายๆ ข้อเดียวคือ หวังว่ารัฐบาลอนุทินจะช่วยปลดล็อกการแก้ไขและยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ให้
ว่ากันที่จริง รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็สร้างปัญหามานานนับสิบปี เกือบหนึ่งทศวรรษที่เศรษฐกิจและการเมืองของประเทศไม่ขยับไปไหนเสียที
โอกาสนี้น่าจะถึงเวลาต้องสังคายนา “ระเบียบการเมืองของประเทศกันใหม่ได้แล้ว”
แม้จะเริ่มต้นไม่สมบูรณ์ แม้จะถูกวิจารณ์ว่า ข้างนอกดูสุกใส แต่ข้างในอาจเป็นโพรง
แต่ 4 เดือนจากนี้จะเป็นบทพิสูจน์ฝีมือ ครม.หนู ว่าจะเป็นดังที่เคยถูกดูหมิ่นดูแคลนไว้ช่วงก่อนตั้งรัฐบาลหรือไม่
ก็หวังว่ากัปตันหนู จะพาเครื่องบิน “ประเทศไทย” แลนดิ้งอย่างสวยงามตามสัญญา
