ความเงียบงันอันอื้ออึง แบบ 6 ตุลา 2519 | ธงชัย วินิจจะกูล
บทความพิเศษ | ธงชัย วินิจจะกูล
ความเงียบงันอันอื้ออึง
แบบ 6 ตุลา 2519
ห้วงแห่งความเงียบงัน : ภาวะลืมไม่ได้จำไม่ลง หลัง 6 ตุลา 2519 ผู้เขียน : ธงชัย วินิจจะกูล แปลโดย สุภัตรา ภูมิประภาส, กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน, 520 หน้า, ตะวัน วัตุยา ออกแบบภาพปกและภาพคั่นระหว่างบท (แปลจาก Moments of Silence : The Unforgetting of the October 6, 1976, Massacre in Bangkok, University of Hawai`i Press, 2020)
“ความเงียบไม่ได้หมายถึงความว่างเปล่าและไม่ใช่จุดสิ้นสุด หากแต่เปี่ยมไปด้วยความทรงจำที่เกินกว่าจะพรรณนา ซึมซาบด้วยความหวัง ความฝัน ความกล้าหาญ และอีกหลายต่อหลายอย่างที่การเสียสละของพวกเขาได้สร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้เขียน” (คำขอบคุณ : หน้า 31)
“…งานชิ้นนี้ไม่ใช่แค่เรื่องราวอีกเรื่องหนึ่งที่จะตรึงความสนใจของนักประวัติศาสตร์ แต่มันเป็นชีวิตของผู้เขียน จิตวิญญาณส่วนหนึ่งของผู้เขียนอยู่ในหนังสือเล่มนี้” (บทที่ 1 : หน้า 79)
“การเขียนและประวัติศาสตร์เป็นหนทางที่ดีที่สุดในการแบ่งปันความทรงจำถึงโศกนาฏกรรม และถึงเพื่อนที่จากไปให้แก่โลกใบนี้ ผู้เขียนทุ่มเทความพยายามอย่างที่สุดให้แก่งานวิชาการที่เคร่งครัดนี้ เพื่อมอบให้เป็นเครื่องบูชาแก่พวกเขาที่อยู่บนสรวงสวรรค์ หากประสบความสำเร็จ หนังสือเล่มนี้จะเป็นการอุทิศอันยั่งยืนในนามของพวกเขาให้แก่โลกของความรู้ เพื่อต่อสู้กับความไม่รู้และความโหดร้าย” (บทที่ 1 : หน้า 79)
เหตุการณ์ 6 ตุลาหวนเข้ามาในห้วงคิดของผมทุกวันไม่มีเว้นนับจากเช้าวันพุธเดือนตุลาปี 2519 นั้น ในระยะแรก มันเข้ามาเป็นคำถามว่าผมน่าจะทำอะไรได้ดีกว่าที่ทำไป (และไม่ได้ทำ) หรือไม่ เราผิดหรือเปล่าที่ลงท้ายก็หนีออกจากธรรมศาสตร์ทั้งๆ ที่นับพันชีวิตยังติดอยู่ในนั้น ในระยะต่อมาระหว่างที่ความเงียบงันเข้าครอบงำความทรงจำ 6 ตุลาแทบสนิท คำถามรบกวนใจมากขึ้นทุกทีว่าจะทำอย่างไรไม่ให้ผู้คนลืมความโหดร้ายของวันนั้น ในระยะหลังจนถึงปัจจุบันท่ามกลางความเงียบงันที่อื้ออึง ผมปรารถนาให้สังคมไทยตระหนักถึงความยุติธรรมที่ยังไม่เกิดและการลอยนวลพ้นผิดอันน่ารังเกียจ แต่กลายเป็นสิ่งปกติในสังคมไทย
ความทรงจำต่อ 6 ตุลาทำให้ขาข้างหนึ่งของผมอยู่กับวิชาการแบบหอคอยงาช้างเพราะผมไม่ต้องการให้ประวัติศาสตร์กลายเป็นเครื่องมือที่ถูกนำไปใช้ทำร้ายชีวิตของใครอีกต่อไป แต่ขาอีกข้างหนึ่งของผมยังคงอยู่ในท้องถนนของการเมืองไทยเสมอ สองด้านที่ขัดแย้งกันนี้เกี่ยวพันกันขัดฝืนกันตลอดเวลา ทำให้ผมคุ้นเคยกับการมองรูปธรรมในแง่ที่เป็นนามธรรม และมองนามธรรมที่ปรากฏเป็นรูปธรรมในชีวิตปกติของสังคมไทย สองด้านของการคิด (thinking) ซึ่งย้อนแย้งกันเช่นนี้เป็นคุณลักษณะทางปัญญา (intellectual character) ที่เป็นผลของแรงบันดาลใจจาก 6 ตุลา
หนังสือเล่มนี้รวมลักษณะงานวิชาการซึ่งปกติจะถือว่าขัดแย้งกันเข้าไว้ด้วยกัน นั่นคืออัตวิสัยของผู้เขียนซึ่งควรเอาออกไปห่างๆ จากการทำงานวิชาการ และสาระที่ต้องการศึกษาซึ่งควรพยายามทำให้ตรงตามวัตถุวิสัยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะผมไม่สามารถทำตัวไม่เกี่ยวกับ 6 ตุลาได้ แต่ในเวลาเดียวกันผมก็ปรารถนาจะสร้างงานวิชาการมีคุณภาพเพื่อบูชารำลึกถึงเพื่อนที่เสียสละไปในวันนั้น
แต่ความย้อนแย้งไม่ใช่สภาวะของผู้เขียนเพียงอย่างเดียว ความทรงจำต่อเหตุการณ์ 6 ตุลาก็ย้อนแย้งตลอด 50 ปีที่ผ่านมา สังคมไทยไม่รู้ว่าจะจัดการกับความทรงจำ 6 ตุลาอย่างไรดี อยากกลบฝังแต่กลับปิดไว้ไม่อยู่ในช่วง 2 ปีแรกหลังเหตุการณ์ โดยเฉพาะการดำเนินคดี 6 ตุลาและการดิ้นรนว่าจะเขียนกฎหมายอย่างไรเพื่อช่วยให้ผู้ปราบปรามและผู้ทำรัฐประหารในเย็นวันที่ 6 ตุลาเหล่านั้นลอยนวลพ้นความผิด
หลังจากนั้น ในช่วงกว่า 20 ปีแรกหลังเหตุการณ์ ความเงียบงันแทบสนิทกลับมีเงาที่อื้ออึงดังสนั่นเพราะปริศนาที่สังคมไทยทำเป็นไม่รู้ทั้งๆ ที่รู้อยู่เต็มอก
หนังสือ ห้วงแห่งความเงียบงัน แกะร่องรอยความเงียบงันในงานวรรณกรรม ในงานรำลึกที่มีผู้เข้าร่วมเพียงไม่กี่คน ในความอิหลักอิเหลื่อเกี่ยวกับอนุสาวรีย์ 14 ตุลา ฯลฯ
ความเงียบถูกทะลุทะลวงโดยงานรำลึก 20 ปี 6 ตุลาเมื่อปี 2539 หลังจากนั้นตลอด 20 กว่าปีจนถึงปัจจุบัน มีการพูดถึง 6 ตุลากันมากจนเป็นที่รับรู้ทั่วไปในสังคมไทย แต่กลับมีเพดานจำกัดว่าอะไรที่ห้ามพูด ห้ามถาม ห้ามสืบสวน ห้ามเล่า ห้ามแสวงหาความยุติธรรม การลอยนวลพ้นผิดจึงดำเนินต่อไป
ห้วงแห่งความเงียบงัน ยังชวนให้สังเกตความเงียบงันที่พึงปรารถนาด้วย ทั้งความเงียบเพื่อรักษาความทรงจำ เพื่อต่อสู้กับความชั่วร้ายในจิตของเราเอง และเพื่อประท้วงความเงียบที่เป็นผลของการกดปราบโดยรัฐ ความย้อนแย้งที่ลืมก็ไม่ได้แต่จำไม่ลงเช่นนี้ ยังส่งผลให้สังคมไทยประกอบสร้างความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ 16 ตุลา 2519 ขึ้นมาทั้งๆ ที่เหตุการณ์นี้ไม่มีอยู่จริง ก็เพราะว่าเหตุการณ์กำมะลอนี้ช่วยทำให้ความทรงจำที่ย้อนแย้งกลายเป็นสมเหตุสมผลในบริบทของความเป็นไทย
ความเงียบงันอันอื้ออึงของ 6 ตุลาจึงยังคง “หลอน” สังคมไทยอยู่
“ภาวะลืมไม่ได้จำไม่ลงของเหตุการณ์ 6 ตุลาปรากฏตัวกระจัดกระจายอยู่ที่นั่นที่นี่ เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทยในปัจจุบัน แต่การปรากฏตัวนั้นมักจะอ้อมๆ ไม่ตรงไปตรงมา บ่อยครั้งมักลวงหลอกตา มาให้เห็นเพียงบางส่วนและแฝงเป็นนัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแขวนคอที่ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการสังหารหมู่ไปแล้วนั้น …มันชี้ให้เห็นถึงความสยดสยอง ความทารุณโหดร้าย การทำลายความเป็นมนุษย์ … [และ] มันยังบอกเป็นนัยถึงปริศนาที่ยังไม่คลี่คลาย เพราะเรายังไม่รู้ว่าผู้มีส่วนร่วมและองค์ประกอบสำคัญต่างๆ ในฉากนั้นเป็นใคร ไม่ว่าจะเป็นชายผู้ถูกแขวนคอ ชายฟาดเก้าอี้ และเด็กชายที่ยืนดูอยู่อย่างรื่นรมย์ …ฉากเดียวนั้น…[สะท้อนถึง] เหตุการณ์ 6 ตุลาทั้งหมดที่ยังคงถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกแห่งปริศนาและความจริงที่รู้แต่พูดไม่ได้ เหตุการณ์ 6 ตุลาจึงถูกลดทอน (ลงเป็น) สัญญะเพียงไม่กี่อย่างที่สื่อถึงเหตุการณ์ เช่น เก้าอี้ ต้นไม้ บ่วง และอื่นๆ …ฉากนั้นยังตามหลอนเรา ภาวะลืมไม่ได้จำไม่ลงกำลังหลอกหลอนเรา” (บทส่งท้าย : หน้า 423-424)
“ในการ์ตูน ‘มานีมีแชร์’…ทำไมผู้วาดจึงเลือกใช้เก้าอี้พับของเหตุการณ์ 6 ตุลา… เป็นเพราะเก้าอี้นั้นแสดงถึงความบ้าคลั่งวิกลจริต [ของ] การเมืองเป็นพิษหรือ หรือว่านี่เป็นการล้างแค้น [ด้วย] การเสียดสีแบบเก้าอี้ต่อเก้าอี้ …ภาพที่เจ้าโตถูกฟาดด้วยเก้าอี้ในฉากสุดท้ายนั้น ทารุณเกินกว่าจะหัวเราะหรือไม่ …ผู้สร้างการ์ตูนชุดนี้คงคาดหวังเสียงหัวเราะจากผู้อ่าน ขณะเดียวกันก็ต้องการทำให้ผู้อ่านกระอักกระอ่วนที่จะปล่อยเสียงหัวเราะออกมาสบายๆ …การเสียดสีที่ตลกมากแต่กลับหัวเราะไม่ออกอาจเป็นการหักมุมที่ทำให้เราสะอึกทุกครั้งเมื่อเรื่องราวดำเนินถึงตอนจบ เก้าอี้ตัวนั้นหลอนเรา” (บทส่งท้าย : หน้า 425, 427)
นอกจากนี้ ผมปรารถนาให้ ห้วงแห่งความเงียบงัน ฉายให้เห็นความเงียบงันทำนองเดียวกันที่เกิดขึ้นกับอีกหลายกรณีในสังคมการเมืองไทย ฉายให้เห็น “ผี” ที่หลอนสังคมไทยเต็มไปหมดเนื่องจากไม่กล้าเผชิญหน้าจัดการกับความอยุติธรรมเหล่านั้นอย่างเที่ยงธรรมตรงไปตรงมา
เหตุการณ์ตากใบถึงแม้จะจบลงไปแล้วในทางกฎหมาย แต่มันจะไม่มีทางจบตราบที่ยังมีคนลอยนวลพ้นผิดและความยุติธรรมยังไม่ปรากฏ ความยุติธรรมไม่ใช่เพื่อแก้แค้น แต่เพื่อกำหนดบรรทัดฐานความถูกผิดที่สังคมไทยพึงเคารพกันถ้วนทั่วทุกคน ไม่ว่าจะเป็นอภิสิทธิ์ชนหรือสามัญชนชาติพันธุ์หรือศาสนาใด
การสังหารคนเสื้อแดงกลางกรุง ถึงแม้ภาวะทางกฎหมายยังกำกวมและติดกึกกักเพราะการเมือง แต่บาดแผลยังสดในความทรงจำของผู้คน จึงเป็นอดีตซึ่งหลอน เป็นความเงียบที่ส่งเสียงดังอึกทึกตราบที่ยังไม่มีใครต้องรับผิด
ยังมีเหตุการณ์ซึ่งเกิดคนขึ้นกับคนจำนวนไม่มากนัก แต่กลับน่าสะพรึงกลัวขนหัวลุก นั่นคือ การสูญหายไปเฉยๆ ของนักกิจกรรมทางการเมือง จำนวนที่ไม่มากนักมีส่วนช่วยทำให้ความเงียบในกรณีเหล่านี้เกิดได้ง่าย แต่กรณีเหล่านี้ส่งเสียงประท้วงดังลั่นว่าสังคมไทยโหดร้ายเหลือเกิน
ในขณะที่มีคนเสนอหน้าเป็นผู้รักชาติยุยงให้ไปรบกับกัมพูชา แทบไม่มีคนรักชาติที่กล้าเสนอหน้าออกมาเรียกหาความยุติธรรมให้กับเพื่อนร่วมบ้านในกรณีที่กล่าวถึงเหล่านี้
นี่คือ “ชาติ” และความรักชาติที่เราปรารถนาหรือ?
“ความเงียบงันและเสียงของความทรงจำที่เปล่งออกมาได้ไม่ชัดเจนยังคงอ้อยอิ่งอยู่ตรงขอบระหว่างความทรงจำกับการลืม ภาวะลืมไม่ได้จำไม่ลงปะทุขึ้นเป็นเสียงรบกวนแปลกประหลาดที่ทะลุผ่านความเป็นไทย…เป็นระยะๆ ความทรงจำ 6 ตุลายังคงหลอกหลอน ไม่สามารถพักผ่อนอย่างสงบสุขได้ เพราะมันยังปิดฉากไม่ลงในความทรงจำสาธารณะ” (บทส่งท้าย : หน้า 423)
“เมื่อความมืดเยี่ยมกรายเข้ามาระหว่างเส้นทางนี้ … ผู้คนต่างนำพาบางสิ่งบางอย่างจากเช้าวันพุธนั้นในเดือนตุลาคม ปี 2519 ติดตัวมาด้วย” … “ไม่ว่าจะโหดร้ายเพียงใด ประวัติศาสตร์ยังคงอยู่กับเรา และเป็นส่วนหนึ่งของพวกเราทุกคนในวันนี้ เมื่อเวลาเยี่ยมกรายมาจนถึงปัจจุบัน ความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์สังหารหมู่ที่แม้แตกกระจัดกระจายและหลอกหลอน ไม่ได้อยู่เพียงแค่ในหนังสือ ภาพยนตร์ หรือในงานรำลึกเท่านั้น หากแต่อยู่ข้างในตัวเราทุกคน” (บทส่งท้าย : หน้า 436)
“พวกเขาไม่ได้จากไปเลย …เพราะคนที่จากไปทุกชีวิตล้วนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตพวกเราแต่ละคน ไม่ใช่แค่อยู่ในความทรงจำ แต่เราเป็นเราทุกวันนี้ได้ เพราะมีคนที่เสียสละเหล่านั้นทำให้เกิดและเป็นอยู่ทุกวันนี้ พวกเขาให้โอกาสแก่ผมที่จะมีชีวิตอยู่ …เราทุกคนเป็นเราได้เพราะคนที่เสียสละชีวิตในเช้านั้นทุกคนและอีกหลายคนที่มุ่งมั่นกระทำการด้วยความหวังและความศรัทธาที่ต้องการให้สังคมไทยดีขึ้น” (บทส่งท้าย : หน้า 436)
เช่นเดียวกัน เหตุการณ์ตากใบ พฤษภา 2535 โศกนาฏกรรมที่ราชประสงค์ 2553 การสูญหายของนักกิจกรรมอย่างไร้ร่องรอย และความเงียบงันที่อื้ออึงอีกหลายกรณี ทั้งหมดล้วนยังอยู่กับเราทุกคนไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม
ภาวะลืมไม่ได้จำไม่ลง หรือความเงียบงันที่อื้ออึงย้อนแย้งเช่นนี้ คือ นิยามอย่างสำคัญของ “ความเป็นไทย” ไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่ และจะยอมรับหรือไม่ก็ตาม
