สูตร CARE : ก้าวสำคัญของการปฏิรูปบำนาญที่ไม่ตายตัว | ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี
เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 กระบวนการประชาพิจารณ์สูตรบำนาญใหม่ภายใต้ชื่อ “สูตร CARE” ได้ปิดลงด้วยผลลัพธ์ที่น่าพอใจ
จากผู้ตอบแบบสำรวจทั้งหมด 102,010 ราย มีผู้เห็นด้วยถึง 79,498 ราย คิดเป็น 77.93% ในขณะที่ผู้ไม่เห็นด้วยมี 22,512 ราย หรือ 22.07%
ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขทางสถิติธรรมดา แต่สะท้อนถึงการยอมรับของประชาชนต่อการปฏิรูประบบบำนาญที่จำเป็นต้องเกิดขึ้น หลังจากที่ระบบเก่าได้แสดงให้เห็นถึงข้อจำกัดและความไม่ยืดหยุ่นมายาวนาน
แม้จะมีความพยายามปลุกกระแสล้มสูตร CARE ในช่วงประชาพิจารณ์ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ
เพราะเมื่อประชาชนได้ศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้าน ได้เข้าใจถึงข้อดีและความจำเป็นของการปฏิรูปครั้งนี้ พวกเขาก็เลือกที่จะสนับสนุน
นี่คือพลังของกระบวนการมีส่วนร่วมที่แท้จริง
ไม่ใช่การบังคับหรือการตัดสินใจแบบเบ็ดเสร็จจากบนลงล่าง
แต่เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้แสดงความคิดเห็นผ่านช่องทางต่างๆ ทั้งระบบกลางทางกฎหมาย หน่วยบริการ เว็บไซต์ประกันสังคม
และแม้กระทั่ง Line Official Account ที่เป็นระบบยืนยันตัวตน
สิ่งที่ต้องเน้นย้ำคือกระบวนการปรับสิทธิประโยชน์ของประกันสังคมที่ต้องแก้ไขกฎหมายและเกี่ยวพันกับผู้คนในระยะยาวจำเป็นต้องผ่านการประชาพิจารณ์ ซึ่งแตกต่างจากประชามติ
การประชาพิจารณ์เป็นกระบวนการที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็น ได้รับฟังข้อมูล และได้เข้าใจถึงเหตุผลของการเปลี่ยนแปลง
ไม่ใช่การลงคะแนนเสียงแบบสองฝ่ายที่อาจถูกครอบงำด้วยอารมณ์หรือการบิดเบือนข้อมูล
เมื่อเปรียบเทียบกับสูตรบำนาญเก่าที่ออกแบบในปี 2542 แต่กว่าคนจะได้ใช้จริงก็เป็นปี 2557 ใช้เวลาเกือบ 15 ปีกว่าจะเริ่มเห็นปัญหา และเมื่อปัญหาเริ่มปรากฏชัดเจนก็ตรงกับช่วงเวลาที่การเมืองไทยเกิดการรัฐประหาร ทำให้ไม่มีการแก้ไขปรับปรุงที่เป็นรูปธรรม
ระบบบำนาญจึงกลายเป็นโครงสร้างที่แข็งทื่อ ปรับตัวได้ช้า และไม่สามารถตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของสังคมและเศรษฐกิจได้อย่างทันท่วงที
สูตร CARE เกิดขึ้นจากบทเรียนของความล้มเหลวในอดีต หนึ่งในจุดแข็งที่สำคัญที่สุดของสูตรนี้คือความสามารถในการใช้ได้ทันทีและมีช่วงเปลี่ยนผ่านที่ยาวนานพอที่จะสามารถประเมินผล ปรับปรุง และพัฒนาให้สมบูรณ์ขึ้นได้ตลอดเวลา
นี่คือสิ่งที่เรียกว่า “การออกแบบที่ไม่ตายตัว” ซึ่งเป็นหลักการสำคัญในการบริหารจัดการระบบสวัสดิการสังคมในศตวรรษที่ 21
บทเรียนจากเยอรมนี
: ต้นแบบระบบแต้มบำนาญ
ที่ประสบความสำเร็จ
แกนหลักของสูตร CARE คือระบบ “แต้มบำนาญ” หรือ Pension Point ที่นำมาจากประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่มีระบบประกันสังคมที่เก่าแก่และมีประสิทธิภาพที่สุดในโลก
ระบบประกันสังคมของเยอรมนีเริ่มต้นตั้งแต่สมัยของนายกรัฐมนตรี Otto von Bismarck ในปี ค.ศ.1889 และได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 130 ปี
จนกลายเป็นหนึ่งในระบบที่มีเสถียรภาพและได้รับความไว้วางใจจากประชาชนมากที่สุด
ระบบแต้มบำนาญของเยอรมนีที่เรียกว่า “Entgeltpunkte” หรือ Earnings Points มีหลักการพื้นฐานที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง คนทำงานจะได้รับแต้มบำนาญตามรายได้ที่เทียบกับรายได้เฉลี่ยของประเทศในแต่ละปี หากคนใดมีรายได้เท่ากับรายได้เฉลี่ยของประเทศในปีนั้น ก็จะได้รับหนึ่งแต้ม หากมีรายได้สูงกว่าเฉลี่ยสองเท่าก็จะได้สองแต้ม และหากรายได้ต่ำกว่าเฉลี่ยก็จะได้แต้มตามสัดส่วน
เมื่อเกษียณอายุ จำนวนแต้มทั้งหมดที่สะสมมาตลอดชีวิตการทำงานจะถูกนำมาคำนวณเป็นบำนาญที่จะได้รับ
สิ่งที่ทำให้ระบบเยอรมนีโดดเด่นคือความยืดหยุ่นในการออกแบบแต้มพิเศษสำหรับกลุ่มต่างๆ ในสังคม
ตัวอย่างเช่น ผู้หญิงหรือผู้ชายที่ลาออกจากงานเพื่อเลี้ยงดูบุตรจะได้รับแต้มบำนาญพิเศษสำหรับช่วงเวลาที่ดูแลเด็ก โดยรัฐจะจ่ายเงินสมทบแทนและให้แต้มบำนาญเสมือนว่าบุคคลนั้นยังคงทำงานอยู่
สำหรับบุตรที่เกิดหลังปี ค.ศ.1992 พ่อแม่จะได้รับแต้มบำนาญสูงสุดสามปีต่อหนึ่งคน ซึ่งคำนวณจากรายได้เฉลี่ยของประเทศ
นโยบายนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเพศในเรื่องบำนาญ แต่ยังเป็นการส่งเสริมอัตราการเกิดและสนับสนุนครอบครัวที่มีบุตรด้วย
สำหรับคนพิการหรือผู้ที่มีภาวะสุขภาพที่ทำให้ไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ ระบบเยอรมนีก็มีกลไกในการปรับแต้มบำนาญให้เหมาะสม
หากบุคคลใดต้องเกษียณก่อนอายุเนื่องจากความพิการหรือเจ็บป่วยเรื้อรัง ระบบจะคำนวณแต้มบำนาญเสมือนว่าบุคคลนั้นทำงานต่อจนถึงอายุเกษียณปกติ
กลไกนี้ป้องกันไม่ให้คนที่ต้องหยุดทำงานเพราะเหตุสุขภาพต้องมีบำนาญที่ต่ำเกินไปจนไม่สามารถดำรงชีพได้
ระบบแต้มบำนาญของเยอรมนียังมีกลไกในการปรับค่าแต้มตามสภาวะเศรษฐกิจ
มูลค่าของแต้มบำนาญหนึ่งแต้มจะถูกปรับทุกปีตามสูตรที่คำนึงถึงการเติบโตของค่าจ้างเฉลี่ยในประเทศ อัตราการสมทบเงิน และอัตราส่วนของผู้รับบำนาญต่อผู้ทำงาน
ในปี ค.ศ.2024 หนึ่งแต้มบำนาญมีมูลค่าประมาณ 37 ยูโรต่อเดือนในเยอรมนีตะวันตก และประมาณ 37 ยูโรเช่นกันในเยอรมนีตะวันออก หลังจากที่มีการปรับให้เท่าเทียมกันในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ความสามารถในการปรับค่าแต้มนี้ทำให้ระบบมีเสถียรภาพทางการเงินและยุติธรรมระหว่างรุ่น
ระบบเยอรมนียังมีกลไกป้องกันความยากจนในวัยชรา แม้ว่าจะมีแต้มบำนาญน้อยหรือไม่เคยทำงานเลย ก็ยังมีบำนาญขั้นพื้นฐานที่รัฐจัดหาให้ ซึ่งเรียกว่า “Grundsicherung im Alter” หรือความมั่นคงพื้นฐานในวัยชรา
นี่เป็นตาข่ายนิรภัยสุดท้ายที่ทำให้ผู้สูงอายุทุกคนมีรายได้เพียงพอสำหรับการดำรงชีพอย่างมีศักดิ์ศรี แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้สมทบเงินประกันสังคมมาเพียงพอก็ตาม
สิ่งที่ไทยสามารถเรียนรู้จากเยอรมนีไม่ใช่แค่โครงสร้างทางเทคนิคของระบบแต้มบำนาญ แต่รวมถึงปรัชญาในการออกแบบระบบที่คำนึงถึงความหลากหลายของชีวิต การยอมรับคุณค่าของงานทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นงานในตลาดแรงงานหรืองานดูแลในครอบครัว และความสามารถในการปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของสังคมและเศรษฐกิจ
ระบบที่ดีไม่ใช่ระบบที่สมบูรณ์แบบตั้งแต่วันแรก แต่เป็นระบบที่สามารถเรียนรู้และพัฒนาไปเรื่อยๆ
สูตร CARE วางอยู่บนฐานของความเป็นธรรมที่เรียนรู้จากเยอรมนี
โดยในเฟสถัดไป ซึ่งอาจจะเริ่มต้นในปีหน้า เราสามารถนำตัวอย่างจากเยอรมนีมาประยุกต์ใช้เพิ่มเติม
เช่น การออกแบบแต้มบำนาญพิเศษสำหรับกลุ่มคนพิการที่มีข้อจำกัดในการทำงาน
กลุ่มครอบครัวที่ต้องเลี้ยงดูบุตร ซึ่งหญิงหรือชายอาจต้องลดเวลาการทำงานเพื่อดูแลครอบครัว
หรือกลุ่มอาชีพที่ทำงานหนักและเสี่ยงอันตราย ซึ่งอาจมีอายุการทำงานที่สั้นกว่าอาชีพอื่น
ระบบแต้มบำนาญสามารถออกแบบ Pension Point เสริมเพิ่มเติมให้กับกลุ่มเหล่านี้ได้ในช่วงเวลาที่แต่ละคนมีเงื่อนไขชีวิตที่เปลี่ยนไป เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้น
นี่คือความแตกต่างที่สำคัญระหว่างระบบเก่ากับระบบใหม่ ระบบเก่าเป็นแบบ one size fits all ทุกคนต้องใช้สูตรเดียวกัน ไม่ว่าจะมีบริบทชีวิตอย่างไร
แต่สูตร CARE เปิดพื้นที่สำหรับการปรับแต่งให้เหมาะสมกับความหลากหลายของชีวิตคนทำงานในยุคปัจจุบัน ซึ่งมีรูปแบบการทำงาน สภาพครอบครัว และความท้าทายที่แตกต่างกันออกไปมากกว่าในอดีต
การที่ระบบมีความยืดหยุ่นนี้ไม่ได้หมายความว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงแบบสุ่มสี่สุ่มห้าหรือขาดความมั่นคง
ตรงกันข้าม มันหมายถึงการมีกลไกในการตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของสังคมอย่างเป็นระบบ
มีการติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง และมีกระบวนการปรับปรุงที่โปร่งใสและมีส่วนร่วม ซึ่งจะทำให้ระบบมีความยั่งยืนมากกว่าระบบที่แข็งทื่อและปรับตัวไม่ได้
เยอรมนีใช้เวลากว่าศตวรรษในการพัฒนาระบบให้มีความสมบูรณ์เช่นทุกวันนี้
แต่ไทยไม่จำเป็นต้องใช้เวลานานเท่านั้น เพราะเราสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์ของพวกเขาและนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของเรา
จุดสำคัญอีกประการหนึ่งคือสูตร CARE เป็นประโยชน์กับคนในทุกช่วงเวลา ทั้งคนในอดีตที่จ่ายเงินสมทบมาแล้ว คนในปัจจุบันที่กำลังทำงานและจ่ายเงินสมทบอยู่ และคนในอนาคตที่จะเข้าสู่ระบบประกันสังคม ไม่ใช่การแก้ปัญหาแบบตัดหางเสือหรือผลักภาระไปให้คนรุ่นหลัง แต่เป็นการออกแบบระบบที่สมดุลและยุติธรรมระหว่างรุ่น
เช่นเดียวกับที่เยอรมนีพยายามรักษาสมดุลระหว่างการดูแลผู้สูงอายุในปัจจุบันกับการสร้างความมั่นคงให้กับคนรุ่นใหม่ที่จะเป็นผู้สูงอายุในอนาคต
การที่ประชาชนเลือกที่จะคิดเองและส่งเสียงสนับสนุนสูตร CARE ในสัดส่วนเกือบ 80%
แสดงให้เห็นว่า เมื่อเราเปิดโอกาสให้ผู้คนได้เข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง ได้มีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจ และได้เห็นภาพรวมของประโยชน์ระยะยาว พวกเขาก็สามารถทำการตัดสินใจที่มีเหตุผลได้
นี่คือการสร้างความเป็นเจ้าของร่วมกันในระบบประกันสังคม ซึ่งจะทำให้การปฏิรูปในอนาคตเป็นไปได้ง่ายขึ้นและได้รับการยอมรับมากขึ้น
สูตร CARE ไม่ใช่จุดจบของการปฏิรูป แต่เป็นจุดเริ่มต้นของระบบบำนาญที่มีชีวิต สามารถเติบโต ปรับตัว และพัฒนาไปพร้อมกับสังคมไทยที่กำลังเปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกับที่ระบบเยอรมนีได้พัฒนามาตลอด 130 ปี และยังคงพัฒนาต่อไป
นี่คือก้าวสำคัญที่จะกำหนดอนาคตของความมั่นคงทางสังคมสำหรับคนไทยหลายรุ่นต่อจากนี้
และด้วยบทเรียนจากประเทศที่ประสบความสำเร็จอย่างเยอรมนี
เราสามารถมั่นใจได้ว่าเรากำลังเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง
