bg-single

การเมืองเรื่องอิชิอิ | กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์

28.10.2025

กรณีการปลดฟ้าผ่า “มาซาทาดะ อิชิอิ” หัวหน้าผู้ฝึกสอนฟุตบอลทีมชาติไทย สร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ในวงการฟุตบอลที่อาจรุนแรงถึงขั้นสั่นคลอนบัลลังก์นายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยของ “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ ได้

เนื่องจากการยกเลิกสัญญาอย่างกะทันหันในจังหวะเวลาที่ทีม “ช้างศึก” กำลังไปได้สวย หลังเกมล่าสุดเพิ่งบุกไปถล่มไต้หวันยับเยินถึงไทเป 1 : 6 ทำให้ไทยกลับเข้าสู่สถานการณ์ที่ได้เปรียบในการแข่งขันฟุตบอลเอเชียนคัพ รอบคัดเลือก โดยเหลือการแข่งขันอีกเพียง 2 นัดกับศรีลังกาและเติร์กเมนิสถาน

อันที่จริงอนาคตของอิชิอิก็คงสิ้นสุดลงในไม่ช้าอยู่แล้ว แต่ไม่คิดว่าจะถูกปลดฟ้าผ่าในตอนนี้ เนื่องด้วยฟอร์มการเล่นที่กลับมาดูดีมีอนาคต ประกอบกับหนทางการเข้าสู่รอบสุดท้ายยังสดใส และอันดับ FIFA World Ranking ของทีมไทยที่ขยับขึ้นไปอยู่ในลำดับ 96 สูงกว่าเดิมถึง 5 อันดับ

อย่างไรก็ตาม สื่อมวลชนส่วนใหญ่คาดหมายว่าเขาคงไม่ได้รับการต่อสัญญาฉบับหน้า หรือไม่ก็หลังจบการแข่งขันเอเชียนคัพ รอบคัดเลือก เนื่องจากความสัมพันธ์กับนายกสมาคมฯ และฝ่ายเทคนิคฯ ดูกระท่อนกระแท่นมานาน

ช่วงฮันนีมูนพีเรียดของอิชิอิกับสมาคมฯ สิ้นสุดลงอย่างน้อยก็ตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2567 หลังเกมอาเซียนคัพ 2024 ระหว่างไทยกับมาเลเซียที่ราชมังคลากีฬาสถาน เมื่ออิชิอิหักด้ามพร้าด้วยเข่าด้วยการหันหลังเดินกลับเข้าห้องแต่งตัว ในระหว่างที่มาดามแป้งกำลังนำนักเตะไปขอบคุณแฟนบอล

เขาให้เหตุผลว่าต้องการให้นักเตะพักผ่อนซึ่งเรื่องนี้ได้มีการตระเตรียมไปแล้ว แต่แม้จะเพื่อความพร้อมในการแข่งขันก็ตาม การที่ลูกจ้างมีท่าทีไม่สบอารมณ์แล้วแสดงออกเช่นนั้นต่อนายจ้างก็ดูเป็นการหักหน้ามาดามแป้งอย่างรุนแรง ซึ่งต่อให้ขอโทษกันในภายหลังก็ยากที่จะมองหน้ากันสนิทใจแบบเดิมได้

อิชิอิผู้ซึ่งผ่านประสบการณ์ทำงานในสโมสรของไทยมาแล้วทั้งสมุทรปราการซิตี้และบุรีรัมย์ยูไนเต็ด ก็น่าจะรู้ดีว่าการแสดงออกเช่นนี้จะมีผลกระทบอะไรในเวลาต่อมาบ้าง

หลังจากเรื่องดราม่าที่ราชมังคลาฯ ผ่านไป สถานการณ์ก็ไม่ได้ดีขึ้นมากนัก ทีมช้างศึกผ่านไปถึงรอบชิงชนะเลิศแบบทุลักทุเล ก่อนอกหักด้วยการพ่ายแพ้ต่อเวียดนาม ท่ามกลางประเด็นดราม่าร้อนฉ่าอีกเรื่องในกรณีของสุภโชค สารชาติ ความผิดหวังจากผลการแข่งขันนำมาสู่การจุดประเด็นเรื่องการเลือกตัวนักเตะที่ผิดพลาด เช่น เลือกมาแล้วใช้งานไม่ได้ หรือเลือกมาแล้วไม่ใช้งานเลย (กฤษฎา นนทรัตน์) จนทำให้มีจำนวนนักเตะน้อยลง

สถานการณ์ของอิชิอิเริ่มตกต่ำลงเรื่อยๆ จากการที่ฟอร์มการเล่นช่วงหลังที่ถูกวิจารณ์ว่าจืดชืดน่าเบื่อ

การจัดทีมที่เปลี่ยนไปมาอย่างคาดเดาไม่ได้ จนถูกค่อนขอดว่าผ่านไปสองปีแล้วก็ยังคง “ลองทีม” อยู่

รวมทั้งเรียกตัวนักเตะที่ขัดใจใครหลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสตาร์รุ่นเก๋าที่ เช่น ธีราทร บุญมาทัน, ธีรศิลป์ แดงดา

ทั้งๆ ที่ตำแหน่งของพวกเขาคือแบ็กซ้าย (ธีราทร) และศูนย์หน้า (อิชิอิ) เป็นสิ่งที่ทีมชาติไทยกำลังขาดแคลนถึงขั้นวิกฤต

อิชิอิอธิบายเหตุผลว่าเพราะต้องการสร้างทีมสายเลือดใหม่ แต่เมื่อเขาเรียกตัวนักฟุตบอลหลายคนที่อายุเกินสามสิบปีไปแล้ว เช่น ณัฐพงษ์ สายริยา มาติดทีมชาติครั้งแรกในวัย 33 ปี เหตุผลที่อ้างมาก็แสดงให้เห็นความย้อนแย้งในตัวเอง

ทำให้แฟนบอลหลายคนขุดคุ้ยเรื่องเก่าๆ ในอดีตว่าเพราะธีราทรเคยวิจารณ์การเปลี่ยนตัวของอิชิอิในสมัยคุมบุรีรัมย์ยูไนเต็ดต่างหากที่เป็นเหตุผลที่แท้จริงของการเลือกนักเตะ และเป็นเส้นขนานระหว่างโค้ชกับนักเตะในตอนนี้ (ในคลิปสัมภาษณ์ ธีราทรกล่าวว่าทีมเปลี่ยนตัวมั่วไปหมด)

รอยร้าวของอิชิอิกับสมาคมฯ เกิดขึ้นกับฝ่ายเทคนิคของสมาคมฯ ด้วย อย่างเช่น ชาญวิทย์ ผลชีวิน และนาวาอากาศเอกปิยะพงษ์ ผิวอ่อน จากการที่อิชิอิไม่ได้รับแนวทางของฝ่ายเทคนิคฯ ไปปฏิบัติ ร่องรอยความไม่ลงรอยกันนี้ปรากฏให้เห็นอยู่บ่อยครั้งผ่านบทสัมภาษณ์หรือคำพูดทางโซเชียลมีเดีย

เช่น ปิยะพงษ์กล่าวว่า “คนคัดมาก็ไม่รู้จะอยู่ครบสัญญาหรือเปล่า ตอนนี้ต้องเอาผลงาน ความสำเร็จของทีม ส่วนการสร้างทีมนั้นเป็นอีกส่วน” ไปจนถึงการชื่นชม “โค้ชเตี้ย” สะสม พบประเสริฐ ว่าเป็นกุนซือในดวงใจที่ปิยะพงษ์อยากให้คุมทีมชาติ

อิชิอิจะต้องรับรู้แรงกระเพื่อมพวกนี้แน่ เพราะถึงแม้จะไม่ตัดสินใจตามใครทั้งสิ้น แต่เมื่อได้ชัยชนะต่อไต้หวัน เขาก็เอาหลังพิงกับแฟนบอลที่อัฒจันทร์ถ่ายรูปออกมาว่ามีชาวประชาหนุนหลังอยู่

กระแสไล่อิชิอิก่อตัวขึ้นชัดเจนหลังความปราชัยของไทยต่อเติร์กเมนิสถาน 3 : 1 ที่อาชกาบัต เมื่อ 10 มิถุนายน 2568 แม้จะมีข้อจำกัดเรื่องพื้นสนามหญ้าเทียมก็ตาม แต่ด้วยฟอร์มการเล่นที่ย่ำแย่ และมีเวลาเหลือเฟือในการซ้อมสนามหญ้าเทียมที่ไทย ทำให้กระแสขับไล่เริ่มจุดติดและดังขึ้นเรื่อยๆ เสียงวิจารณ์สะสมต่อเนื่อง เช่น ซ้อมน้อย มีเวลาเรียกตัวมาฝึกซ้อมก็ไม่เรียก

ต่อเนื่องจนถึงปรากฏการณ์ถอนตัวของนักตะทีมชาติหลายคนราวกับไม่ได้รับความร่วมมือ อิชิอิไม่ได้นักเตะอย่างที่ต้องการเลยในบางสโมสร ขณะที่บางสโมสรเขาก็ได้นักเตะมาทั้งหมด

ซึ่งสะท้อนให้เห็นช่องว่างระหว่างโค้ชทีมชาติกับทีมต้นสังกัด

อย่างไรก็ตาม สมาคมฯ ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะปลดอิชิอิในช่วงนั้น แต่กลับมา “หักดิบ” เอาในตอนนี้ ซึ่งคงเพราะมีฉันทมติภายในจากทั้งนายกสมาคมฯ ทีมงานรอบตัว และ back up เบื้องหลังบัลลังก์อำนาจของนายกสมาคมฯ รวมทั้งคงได้ตัวโค้ชคนใหม่อย่างไม่เป็นทางการไปแล้ว การตัดสินใจจึงเกิดขึ้นแบบปุบปับฉับพลันเช่นนี้ ผลสะเทือนที่ตามมาคือเกิดแรงต้านอย่างรุนแรงจากแฟนบอลในวงกว้าง จนยากที่โค้ชใหม่ที่เข้ามารับช่วงต่อไปจะทำงานให้ประสบความสำเร็จได้

หนำซ้ำยังเลือกวิธีการให้ฝ่ายเทคนิคฯ มาออกหน้ารับแทน และชี้แจงเหตุผล 7 ข้อจากการประเมินผล ส่วนนายกฯ กลับไม่ออกมาแถลงอะไรให้ชัดเจน

วิธีการเช่นนี้ใช้ได้ในสโมสร เพราะเป็นบริษัทเอกชนที่มีบางคนเป็นเจ้าของ

แต่กับทีมชาติซึ่งแม้ในทางนิตินัยประชาชนจะไม่ได้เป็นหุ้นส่วนของสมาคมฯ ก็ตาม ทว่าสมาคมฯ เป็นตัวแทนของคนในชาติและฟุตบอลทีมชาติก็เป็นทีมที่ประชาชนทุกคนรู้สึกมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของด้วย

การใช้วิธีเช่นนี้จึงอันตรายอย่างยิ่งต่อมาดามแป้งและสมาคมฯ ที่อาจเป็นบูมเมอแรงย้อนกลับมาทำลายตัวเองได้

ในทางรัฐศาสตร์แล้ว การเมืองคือความสัมพันธ์ทางอำนาจและผลประโยชน์ ซึ่งอยู่ทุกหนทุกแห่งรอบตัว แทรกซึมอยู่ทุกอณูในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นบ้าน โรงเรียน วัด สื่อ วัฒนธรรม รวมทั้งกีฬา มิใช่เพียงแค่กิจกรรมอย่างเป็นทางการในสถาบันทางการเมืองต่างๆ อย่างเช่น รัฐสภากับพรรคการเมือง เท่านั้น และไม่ได้มีค่าเป็นลบอยู่เสมอแบบที่มักเข้าใจกัน แต่เป็นวิถีปกติธรรมดาของสังคมมนุษย์ในการไกล่เกลี่ย ต่อรอง สั่งการ ให้คุณ ให้โทษ ตลอดจนบริหารจัดการสิ่งต่างๆ

กรณีของอิชิอิก็เช่นกัน การทำความเข้าใจเรื่องนี้อย่างลึกซึ้งจึงต้องมองให้เห็นการเมืองภายในสมาคมฯ และวงการฟุตบอลไทยด้วย เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่ในกิจกรรมฟุตบอลนั้นไม่ได้มีแค่เกมในสนามอย่างเดียว แต่แท้ที่จริงแล้วอยู่นอกสนาม และดำเนินไปทุกวันตลอด 24 ขั่วโมง ขณะที่เกมในสนามมีเพียง 90 นาที และมีเตะนานๆ ครั้ง

การเลือกจังหวะก้าวที่ผิดพลาดครั้งนี้สะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างส่วนต่างๆ ในวงการฟุตบอลที่ชักเย่อกันไปมา

เป็นบทเรียนครั้งใหญ่ของมาดามแป้งกับสมาคมฯ ขณะเดียวกันก็เป็นบทเรียนสำคัญของโค้ชคนต่อไปที่เข้ามาทำงานกับสมาคมฯ ด้วย ในการปรับตัวและเรียนรู้วัฒนธรรมการทำงานในเมืองไทย ที่ต้องรักษาสมดุลของอำนาจและความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร อันมีอิทธิพลไม่น้อยไปกว่าการทำงานที่ถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจนในหน้ากระดาษ

เมื่อใดก็ตามที่สมดุลดังกล่าวนี้ขาดสะบั้นลง เมื่อนั้นต่อให้ผลงานดีเพียงใดก็ไปต่อไม่ได้



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เหยี่ยวถลาลม | หนูไม่รู้
50 ปี 6 ตุลาฯ | สุรชาติ บำรุงสุข
บททดสอบสุดท้าย’บิ๊กต่าย’ ระบบตั๋วปะทะระบบคุณธรรม ระวังคลื่นลูกใหญ่ใน ก.พ.ค.ตร.
การกลับมาโสดอีกครั้งของ ปันปัน สุทัตตา
ออสเตรเลีย ยกระดับคุมปืน รับซื้ออาวุธปืนคืนจากประชาชน
เส้นทางความรัก นก อุษณีย์ จนถึงวัน ขอ ‘ม่วย’ แต่งงาน
แนวคิดของมาเคียเวลลีเรื่องการตบตีเทพีแห่งโชค
MatiTalk รมช.คมนาคม โต้ง สิริพงศ์ ว่าด้วย KPI กำแพง อุปสรรค และสิ่งที่ไม่คาดฝัน
ธงทอง จันทรางศุ | ‘ช่องว่าง’ ในครอบครัว
เจาะปมสังหาร ‘นายกฯ เด’ เลือดล้างสัมพันธ์เก่าแก่ อดีต ส.ส.ฉลอง-อ้างหนี้ แต่เบื้องลึกพลิกอีกมุม!
ศ.สุชาติ ชี้แก้คอร์รัปชันไทย ต้องเริ่มจากผู้นำที่สะอาด ใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม
E-DUANG | จังหวะภาพ ทักษิณ ชินวัตร ชุมนุม มังกร ทาง การเมือง