กรณีการปลดฟ้าผ่า “มาซาทาดะ อิชิอิ” หัวหน้าผู้ฝึกสอนฟุตบอลทีมชาติไทย สร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ในวงการฟุตบอลที่อาจรุนแรงถึงขั้นสั่นคลอนบัลลังก์นายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยของ “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ ได้
เนื่องจากการยกเลิกสัญญาอย่างกะทันหันในจังหวะเวลาที่ทีม “ช้างศึก” กำลังไปได้สวย หลังเกมล่าสุดเพิ่งบุกไปถล่มไต้หวันยับเยินถึงไทเป 1 : 6 ทำให้ไทยกลับเข้าสู่สถานการณ์ที่ได้เปรียบในการแข่งขันฟุตบอลเอเชียนคัพ รอบคัดเลือก โดยเหลือการแข่งขันอีกเพียง 2 นัดกับศรีลังกาและเติร์กเมนิสถาน
อันที่จริงอนาคตของอิชิอิก็คงสิ้นสุดลงในไม่ช้าอยู่แล้ว แต่ไม่คิดว่าจะถูกปลดฟ้าผ่าในตอนนี้ เนื่องด้วยฟอร์มการเล่นที่กลับมาดูดีมีอนาคต ประกอบกับหนทางการเข้าสู่รอบสุดท้ายยังสดใส และอันดับ FIFA World Ranking ของทีมไทยที่ขยับขึ้นไปอยู่ในลำดับ 96 สูงกว่าเดิมถึง 5 อันดับ
อย่างไรก็ตาม สื่อมวลชนส่วนใหญ่คาดหมายว่าเขาคงไม่ได้รับการต่อสัญญาฉบับหน้า หรือไม่ก็หลังจบการแข่งขันเอเชียนคัพ รอบคัดเลือก เนื่องจากความสัมพันธ์กับนายกสมาคมฯ และฝ่ายเทคนิคฯ ดูกระท่อนกระแท่นมานาน
ช่วงฮันนีมูนพีเรียดของอิชิอิกับสมาคมฯ สิ้นสุดลงอย่างน้อยก็ตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2567 หลังเกมอาเซียนคัพ 2024 ระหว่างไทยกับมาเลเซียที่ราชมังคลากีฬาสถาน เมื่ออิชิอิหักด้ามพร้าด้วยเข่าด้วยการหันหลังเดินกลับเข้าห้องแต่งตัว ในระหว่างที่มาดามแป้งกำลังนำนักเตะไปขอบคุณแฟนบอล
เขาให้เหตุผลว่าต้องการให้นักเตะพักผ่อนซึ่งเรื่องนี้ได้มีการตระเตรียมไปแล้ว แต่แม้จะเพื่อความพร้อมในการแข่งขันก็ตาม การที่ลูกจ้างมีท่าทีไม่สบอารมณ์แล้วแสดงออกเช่นนั้นต่อนายจ้างก็ดูเป็นการหักหน้ามาดามแป้งอย่างรุนแรง ซึ่งต่อให้ขอโทษกันในภายหลังก็ยากที่จะมองหน้ากันสนิทใจแบบเดิมได้
อิชิอิผู้ซึ่งผ่านประสบการณ์ทำงานในสโมสรของไทยมาแล้วทั้งสมุทรปราการซิตี้และบุรีรัมย์ยูไนเต็ด ก็น่าจะรู้ดีว่าการแสดงออกเช่นนี้จะมีผลกระทบอะไรในเวลาต่อมาบ้าง
หลังจากเรื่องดราม่าที่ราชมังคลาฯ ผ่านไป สถานการณ์ก็ไม่ได้ดีขึ้นมากนัก ทีมช้างศึกผ่านไปถึงรอบชิงชนะเลิศแบบทุลักทุเล ก่อนอกหักด้วยการพ่ายแพ้ต่อเวียดนาม ท่ามกลางประเด็นดราม่าร้อนฉ่าอีกเรื่องในกรณีของสุภโชค สารชาติ ความผิดหวังจากผลการแข่งขันนำมาสู่การจุดประเด็นเรื่องการเลือกตัวนักเตะที่ผิดพลาด เช่น เลือกมาแล้วใช้งานไม่ได้ หรือเลือกมาแล้วไม่ใช้งานเลย (กฤษฎา นนทรัตน์) จนทำให้มีจำนวนนักเตะน้อยลง
สถานการณ์ของอิชิอิเริ่มตกต่ำลงเรื่อยๆ จากการที่ฟอร์มการเล่นช่วงหลังที่ถูกวิจารณ์ว่าจืดชืดน่าเบื่อ
การจัดทีมที่เปลี่ยนไปมาอย่างคาดเดาไม่ได้ จนถูกค่อนขอดว่าผ่านไปสองปีแล้วก็ยังคง “ลองทีม” อยู่
รวมทั้งเรียกตัวนักเตะที่ขัดใจใครหลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสตาร์รุ่นเก๋าที่ เช่น ธีราทร บุญมาทัน, ธีรศิลป์ แดงดา
ทั้งๆ ที่ตำแหน่งของพวกเขาคือแบ็กซ้าย (ธีราทร) และศูนย์หน้า (อิชิอิ) เป็นสิ่งที่ทีมชาติไทยกำลังขาดแคลนถึงขั้นวิกฤต
อิชิอิอธิบายเหตุผลว่าเพราะต้องการสร้างทีมสายเลือดใหม่ แต่เมื่อเขาเรียกตัวนักฟุตบอลหลายคนที่อายุเกินสามสิบปีไปแล้ว เช่น ณัฐพงษ์ สายริยา มาติดทีมชาติครั้งแรกในวัย 33 ปี เหตุผลที่อ้างมาก็แสดงให้เห็นความย้อนแย้งในตัวเอง
ทำให้แฟนบอลหลายคนขุดคุ้ยเรื่องเก่าๆ ในอดีตว่าเพราะธีราทรเคยวิจารณ์การเปลี่ยนตัวของอิชิอิในสมัยคุมบุรีรัมย์ยูไนเต็ดต่างหากที่เป็นเหตุผลที่แท้จริงของการเลือกนักเตะ และเป็นเส้นขนานระหว่างโค้ชกับนักเตะในตอนนี้ (ในคลิปสัมภาษณ์ ธีราทรกล่าวว่าทีมเปลี่ยนตัวมั่วไปหมด)
รอยร้าวของอิชิอิกับสมาคมฯ เกิดขึ้นกับฝ่ายเทคนิคของสมาคมฯ ด้วย อย่างเช่น ชาญวิทย์ ผลชีวิน และนาวาอากาศเอกปิยะพงษ์ ผิวอ่อน จากการที่อิชิอิไม่ได้รับแนวทางของฝ่ายเทคนิคฯ ไปปฏิบัติ ร่องรอยความไม่ลงรอยกันนี้ปรากฏให้เห็นอยู่บ่อยครั้งผ่านบทสัมภาษณ์หรือคำพูดทางโซเชียลมีเดีย
เช่น ปิยะพงษ์กล่าวว่า “คนคัดมาก็ไม่รู้จะอยู่ครบสัญญาหรือเปล่า ตอนนี้ต้องเอาผลงาน ความสำเร็จของทีม ส่วนการสร้างทีมนั้นเป็นอีกส่วน” ไปจนถึงการชื่นชม “โค้ชเตี้ย” สะสม พบประเสริฐ ว่าเป็นกุนซือในดวงใจที่ปิยะพงษ์อยากให้คุมทีมชาติ
อิชิอิจะต้องรับรู้แรงกระเพื่อมพวกนี้แน่ เพราะถึงแม้จะไม่ตัดสินใจตามใครทั้งสิ้น แต่เมื่อได้ชัยชนะต่อไต้หวัน เขาก็เอาหลังพิงกับแฟนบอลที่อัฒจันทร์ถ่ายรูปออกมาว่ามีชาวประชาหนุนหลังอยู่
กระแสไล่อิชิอิก่อตัวขึ้นชัดเจนหลังความปราชัยของไทยต่อเติร์กเมนิสถาน 3 : 1 ที่อาชกาบัต เมื่อ 10 มิถุนายน 2568 แม้จะมีข้อจำกัดเรื่องพื้นสนามหญ้าเทียมก็ตาม แต่ด้วยฟอร์มการเล่นที่ย่ำแย่ และมีเวลาเหลือเฟือในการซ้อมสนามหญ้าเทียมที่ไทย ทำให้กระแสขับไล่เริ่มจุดติดและดังขึ้นเรื่อยๆ เสียงวิจารณ์สะสมต่อเนื่อง เช่น ซ้อมน้อย มีเวลาเรียกตัวมาฝึกซ้อมก็ไม่เรียก
ต่อเนื่องจนถึงปรากฏการณ์ถอนตัวของนักตะทีมชาติหลายคนราวกับไม่ได้รับความร่วมมือ อิชิอิไม่ได้นักเตะอย่างที่ต้องการเลยในบางสโมสร ขณะที่บางสโมสรเขาก็ได้นักเตะมาทั้งหมด
ซึ่งสะท้อนให้เห็นช่องว่างระหว่างโค้ชทีมชาติกับทีมต้นสังกัด
อย่างไรก็ตาม สมาคมฯ ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะปลดอิชิอิในช่วงนั้น แต่กลับมา “หักดิบ” เอาในตอนนี้ ซึ่งคงเพราะมีฉันทมติภายในจากทั้งนายกสมาคมฯ ทีมงานรอบตัว และ back up เบื้องหลังบัลลังก์อำนาจของนายกสมาคมฯ รวมทั้งคงได้ตัวโค้ชคนใหม่อย่างไม่เป็นทางการไปแล้ว การตัดสินใจจึงเกิดขึ้นแบบปุบปับฉับพลันเช่นนี้ ผลสะเทือนที่ตามมาคือเกิดแรงต้านอย่างรุนแรงจากแฟนบอลในวงกว้าง จนยากที่โค้ชใหม่ที่เข้ามารับช่วงต่อไปจะทำงานให้ประสบความสำเร็จได้
หนำซ้ำยังเลือกวิธีการให้ฝ่ายเทคนิคฯ มาออกหน้ารับแทน และชี้แจงเหตุผล 7 ข้อจากการประเมินผล ส่วนนายกฯ กลับไม่ออกมาแถลงอะไรให้ชัดเจน
วิธีการเช่นนี้ใช้ได้ในสโมสร เพราะเป็นบริษัทเอกชนที่มีบางคนเป็นเจ้าของ
แต่กับทีมชาติซึ่งแม้ในทางนิตินัยประชาชนจะไม่ได้เป็นหุ้นส่วนของสมาคมฯ ก็ตาม ทว่าสมาคมฯ เป็นตัวแทนของคนในชาติและฟุตบอลทีมชาติก็เป็นทีมที่ประชาชนทุกคนรู้สึกมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของด้วย
การใช้วิธีเช่นนี้จึงอันตรายอย่างยิ่งต่อมาดามแป้งและสมาคมฯ ที่อาจเป็นบูมเมอแรงย้อนกลับมาทำลายตัวเองได้
ในทางรัฐศาสตร์แล้ว การเมืองคือความสัมพันธ์ทางอำนาจและผลประโยชน์ ซึ่งอยู่ทุกหนทุกแห่งรอบตัว แทรกซึมอยู่ทุกอณูในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นบ้าน โรงเรียน วัด สื่อ วัฒนธรรม รวมทั้งกีฬา มิใช่เพียงแค่กิจกรรมอย่างเป็นทางการในสถาบันทางการเมืองต่างๆ อย่างเช่น รัฐสภากับพรรคการเมือง เท่านั้น และไม่ได้มีค่าเป็นลบอยู่เสมอแบบที่มักเข้าใจกัน แต่เป็นวิถีปกติธรรมดาของสังคมมนุษย์ในการไกล่เกลี่ย ต่อรอง สั่งการ ให้คุณ ให้โทษ ตลอดจนบริหารจัดการสิ่งต่างๆ
กรณีของอิชิอิก็เช่นกัน การทำความเข้าใจเรื่องนี้อย่างลึกซึ้งจึงต้องมองให้เห็นการเมืองภายในสมาคมฯ และวงการฟุตบอลไทยด้วย เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่ในกิจกรรมฟุตบอลนั้นไม่ได้มีแค่เกมในสนามอย่างเดียว แต่แท้ที่จริงแล้วอยู่นอกสนาม และดำเนินไปทุกวันตลอด 24 ขั่วโมง ขณะที่เกมในสนามมีเพียง 90 นาที และมีเตะนานๆ ครั้ง
การเลือกจังหวะก้าวที่ผิดพลาดครั้งนี้สะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างส่วนต่างๆ ในวงการฟุตบอลที่ชักเย่อกันไปมา
เป็นบทเรียนครั้งใหญ่ของมาดามแป้งกับสมาคมฯ ขณะเดียวกันก็เป็นบทเรียนสำคัญของโค้ชคนต่อไปที่เข้ามาทำงานกับสมาคมฯ ด้วย ในการปรับตัวและเรียนรู้วัฒนธรรมการทำงานในเมืองไทย ที่ต้องรักษาสมดุลของอำนาจและความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร อันมีอิทธิพลไม่น้อยไปกว่าการทำงานที่ถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจนในหน้ากระดาษ
เมื่อใดก็ตามที่สมดุลดังกล่าวนี้ขาดสะบั้นลง เมื่อนั้นต่อให้ผลงานดีเพียงใดก็ไปต่อไม่ได้
