หนึ่งในปัญหาใหญ่ที่เกิดในรั้วมหาวิทยาลัยที่เราอาจจะนึกไม่ถึง คือ ปัญหาจริยธรรมและธรรมาภิบาล ปัญหานี้ที่ปรากฏให้เห็นชัด เช่น การใช้อำนาจของฝ่ายบริหารเพื่อผลประโยชน์ของตน ซึ่งในการนี้ อาจจะมีตั้งแต่การเล่นพรรคเล่นพวกในการคัดเลือก (สรรหา) บุคคลเข้าดำรงตำแหน่งผู้บริหารหน่วยงาน การใช้อำนาจเพื่อให้ได้มาซึ่งผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและการคอร์รับชั่น จนไปถึงการคัดลอกผลงานผู้อื่นในทางวิชาการ ซึ่งในส่วนนี้อาจตีความเป็นเรื่องของจริยธรรมทางวิชาการ
รัฐบาลเองในยุคหนึ่งก็มีความคาดหวังอย่างมากว่า มหาวิทยาลัยจะเป็น “พื้นที่แห่งธรรมาภิบาล” ถึงกับออกกติกาว่า สภามหาวิทยาลัยจะมีมีฝ่ายธรรมาภิบาล และมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของสภาเป็นประธาน แต่ก็ไม่ได้มีการสร้าง “กรอบกติกา” ที่ชัดเจนจากทางกระทรวงอุดมศึกษาฯ ในเรื่องนี้
การไม่มีกรอบกติกาที่ชัดเจนจากรัฐบาล จึงกลายเป็น “ช่องโหว่ใหญ่” ให้เกิดการใช้อำนาจ (ที่อาจจะไม่ถูกต้อง) ของผู้บริหารมหาวิทยาลัย และยิ่งมี “เนติบริกร” เข้ามาช่วยทำให้กฎหมายของมหาวิทยาลัยกลายเป็นเครื่องมือของการใช้อำนาจแก่ฝ่ายบริหารด้วยแล้ว มหาวิทยาลัยนั้นก็เสมือนอยู่ใน “แดนสนธยา” ที่ความผิดถูก และความเหมาะสม ตอบด้วยคำอธิบายจากนักกฎหมายว่า “มหาวิทยาลัยเราไม่มีระเบียบบังคมในเรื่องนี้”
ตัวอย่างสมมุติที่สะท้อนถึงการใช้อำนาจที่ไม่มีธรรมภิบาลอย่างชัดเจนดังที่เคยกล่าวแล้ว คือ การนำเอา“กรรมการสรรหาอธิการ” ไปเป็น “คณบดี” และก่อนดำรงตำแหน่งนี้ คณบดีท่านนี้ยังเป็น “ผู้อำนวยการสำนักงานอธิการ” อีกด้วย ทั้งที่กระบวนการสรรหายังไม่สิ้นสุด เนื่องจากอธิการมีคดีฟ้องร้องในศาลปกครองและยังรอคำชี้ขาดจากศาลฯ แต่ก็ถือว่า เมื่อไม่มีระเบียบห้ามกรรมการสรรหาลงชิงตำแหน่งคณบดี การกระทำเช่นนี้จึงกลายเป็น “ความถูกต้อง” ในตัวเองที่ไม่อาจคัดค้านได้ (เรื่องสมมุตินะครับ !)
หรืออีกตัวอย่างสมมติคือ การส่ง “รองอธิการ” และ “ผู้ช่วยอธิการ” ไปกินตำแหน่งคณบดีและผู้บริหารหน่วยงานต่างๆ จนกลายเป็นข้อครหาในเชิงการบริหารว่า การขึ้นสู่ตำแหน่งในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ กลายเป็นเรื่องของ “เส้นสาย” เพราะต้องสร้างฐานอำนาจ เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการควบคุมการบริหารมหาวิทยาลัย อันกลายเป็นปรากฏการณ์ของการ “กินเมือง” ในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ (นี่ก็เรื่องสมมุติอีกครับ !)
มหาวิทยาลัยในสภาพเช่นนี้จึงเป็นดัง “บริษัทส่วนตัว” ของผู้บริหาร ยิ่งผู้บริหารมีภูมิหลังของครอบครัวที่ทำธุรกิจด้วยแล้ว ทัศนะแบบมหาวิทยาลัยเป็น “บริษัทส่วนตัว” คือ ตัวอย่างของปัญหาธรรมาภิบาลในตัวเอง
ดังนั้น หากจะตั้งประเด็นในเรื่องธรรมาภิบาลในมหาวิทยาลัย เช่นในการเลือกคณบดีแล้ว บางทีคำตอบอาจเป็นเพียงเรื่องของ “จิตสำนึก” เท่านั้นว่า อะไรควรทำหรือไม่ควรทำ หรือบางครั้งเป็นเพียงเรื่องของ “มารยาท” ที่ผู้บริหารไม่ควรทำเป็นตัวอย่างดังสำนวนการเมืองว่า “หัวไม่ส่าย หางไม่กระดิก”
ฉะนั้น เป็นไปได้หรือไม่ที่จะมี “กติกากลาง” ของมหาวิทยาลัยที่กรรมการสรรหาอธิการบดี จะไม่สามารถลงมาแข่งเป็นคณบดีได้ การออกกติกากลางเช่นนี้เพื่อป้องกันสภาวะ “ผลัดกันเกาหลัง” ในการมีตำแหน่ง เช่นที่ครั้งหนึ่ง ผมต้องรับหน้าที่เป็นประธานในการสรรหานายกสภามหาวิทยาลัย ผมในฐานะของการเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิต้องแสดงเจตจำนงชัดเจนว่า ผมจะไม่ลงแข่งขันในตำแหน่งนายกสภาฯ เพื่อป้องกันปัญหา “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ในกรณีนี้
กติกาที่ป้องกันการ “เล่นพรรคเล่นพวก” จนเกินความจำเป็น อาจเป็นตัวอย่างที่ประชาคมมหาวิทยาลัยที่มีปัญหา “ธรรมาภิบาลตำแหน่ง” ควรต้องคิดบ้าง มิฉะนั้น กระบวนการ “คันหลัง” จะกลายเป็น “อาการติดเชื้อ” ระยะยาวของผู้บริหาร และถ้ามีอาการติดเชื้อนานๆ ผู้บริหารมักมีอาการ “ดื้อยา” เนื่องจากเชื่อว่า ตนเองมีอำนาจมากจนสภามหาวิทยาลัยกลายเป็นเพียง “ตรายาง” โดยเฉพาะการนำเอา “เครือข่ายส่วนตัว” เข้ามาเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและกรรมการสภา อันเป็นต้นทางของการแปรมหาวิทยาลัยให้กลายเป็น “สวนสนุกแห่งอำนาจ” ของผู้บริหาร (หรือที่ผมเรียกเล่นๆ ว่า “รัฐประหาร” สภามหาวิทยาลัย)
ในการต่อสู้เรื่องธรรมาภิบาลในมหาวิทยาลัย เราอาจจะได้ยินเสียงที่ไม่ตอบรับด้วยคำอธิบายว่าธรรมาภิบาลและจริยธรรมเป็นเรื่องใน “อุดมคติ” ไม่ควรใส่ใจมาก และควรให้ความสำคัญกับ “วัฒนธรรมองค์กร”
ในความเป็นนักเรียนรัฐศาสตร์ ผมตอบได้ทันทีว่า ข้อเสนอที่ต้องการให้น้ำหนักกับวัฒนธรรมองค์กร จะจบลงด้วยการแก้ไขอะไรไม่ได้ และจะทำให้การทำผิด ที่แม้จะตอบด้วยสามัญสำนึกว่า “ผิด” ก็กลายเป็นความถูกต้องได้ ด้วยข้ออ้างว่า วัฒนธรรมองค์กรมหาวิทยาลัยเราอนุญาตให้ทำผิดเช่นนี้ได้ และอย่าไปคิดเรื่องอุดมคติ
ดังนั้น การคิดในการกำหนดกรอบธรรมภิบาลมหาวิทยาลัย จึงอย่านำเอา “กฎหมาย” มาเป็นปัจจัยสร้างประเด็นให้เราติดกับดัก เพราะในด้านหนึ่ง กฎเดิมคือ “ผู้พิทักษ์” ภาวะไร้ธรรมาภิบาลที่เกิดขึ้น ต้องคิดต่างออกไปจากกติกาที่ “นักกฎหมายองครักษ์” สร้างไว้จำกัดเรา และในอีกด้าน ด้วยเครือข่ายส่วนตัวของการมีอำนาจในสภานั้น เป็นคำตอบที่อาจจะบอกแก่เราว่า คนในสภาที่อยู่ใน “สวนสนุกแห่งอำนาจ” ไม่ได้คิดที่จะแก้ปัญหาธรรมาภิบาล แต่คิดสร้างอำนาจด้วยการคุมกติกาธรรมาภิบาล เพราะถ้าเราเปิดเผย “คอนเนคชั่น” ของกรรมการสภาแล้ว เราจะตกใจว่า พวกเขาล้วนมีที่มาที่เกาะเกี่ยวกันอย่างไม่ต้องถามเรื่องธรรมาภิบาลอีกเลย
สภาวะของการโต้แย้งที่เชื่อในแบบว่า “มหาวิทยาลัยบ้านนอก” สามารถสร้าง “ธรรมาภิบาลการโกง” ได้โดยไม่เป็นความผิดนั้น ทำให้เกิดคำถามอย่างมากกับอนาคตของอุดมศึกษาไทย โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยต่างจังหวัดยังมีวัฒนธรรมที่ “กด” ไม่ให้เกิดการโต้แย้ง หรือมีขัดแย้งกับฝ่ายบริหาร เพราะการบริหารในแบบ“ท่านผู้นำ” ดังที่มีเสียงสะท้อนตอบกลับถึงบทความชุดนี้ว่า “พวกเราที่อยู่ในมหาวิทยาลัยต่างจังหวัดไม่กล้ามองเกินหัวแม่เท้าเรา” เพราะปัญหาการใช้อำนาจแบบ “มหาวิทยาลัยบ้านนอก”
ผมยอมรับว่า ผมโตมากับ “วัฒนธรรมการประท้วง” ในช่วงยุคเดือนตุลาฯ ของปี 2516-2519 ซึ่งการประท้วงเช่นนี้ อาจจะมิได้หมายความต้อง “ทำม๊อบ” ในแบบของการประท้วงใหญ่ในการ “ขับไล่” อธิการที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นในช่วงก่อนเหตุการณ์ปี 2519 แต่อย่างน้อย การส่ง “เสียงค้าน” ควรเกิดขึ้นบ้างกับการกระทำที่ “ไม่ชอบมาพากล” ของฝ่ายบริหาร เพราะเมื่อใดก็ตาม ที่ประชาคมมหาวิทยาลัยอยู่ในสภาพ “ยอมจำนน” ประกอบกับสภามหาวิทยาลัยที่กลายเป็นเครือข่ายผู้มีอำนาจแล้ว มหาวิทยาลัยจะกลายเป็นปัจจัยช่วย“ส่งเสริมราคายาง” เพราะต้องใช้ยางมาก เนื่องจากสภามหาวิทยาลัยจะเป็นเพียง “ตรายาง” หรือที่ประชุมมหาวิทยาลัยก็เป็น “ตรายาง” ไม่แตกต่างกัน
หากเปรียบเทียบกับการเมืองโลกแล้ว มหาวิทยาลัยเช่นนี้ไม่ต่างจาก “รัฐอาชญากรรม” ในทวีปแอฟริกา ที่อาศัยความไร้ธรรมาภิบาลหล่อเลี้ยงรัฐ และความไร้ธรรมาภิบาลเช่นนี้ก็หล่อเลี้ยงและสร้างอำนาจให้กับกลุ่มผู้นำ อีกทั้ง ความไร้ธรรมาภิบาลคือ การสมประโยชน์ของกลุ่มอำนาจทั้งหมดในสังคม … ท่านรัฐมนตรีกระทรวง อว. จะช่วย “ชายตาดู” มหาวิทยาลัยบ้านนอกบ้างก็ดีนะครับ อย่าไปดูแต่ “เรตติ้ง” !
