ย้อนตำนาน “ดีลชินคอร์ป 7.3 หมื่นล้าน” ดีลเดียว เปลี่ยนชะตาทักษิณ จากพลัดถิ่นสู่ภาษี 1.7 หมื่นล้าน
ณ วันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 สถานะปัจจุบันของนายทักษิณ ชินวัตร อยู่ระหว่างรับโทษจำคุกอยู่ในเรือนจำ จากที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำสั่งให้บังคับโทษจำคุกนายทักษิณเป็นเวลา 1 ปี
คำสั่งดังกล่าวมาจากการไต่สวนคดีที่เรียกกันว่า “คดีชั้น 14” ซึ่งศาลวินิจฉัยว่าการที่นายทักษิณพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจเป็นระยะเวลานานนั้น ไม่ถือเป็นการรับโทษจำคุกที่ถูกต้องตามกฎหมาย และมีคำสั่งให้นำตัวกลับเข้าเรือนจำเพื่อเริ่มนับโทษจำคุกใหม่เป็นเวลา 1 ปี
แต่วันนี้เองก็มีข่าวไม่ดีเกิดขึ้นกับตระกูลชินวัตรอีก เมื่อมีกระแสข่าวว่าอัยการสูงสุดมีคำสั่งอุทธรณ์คดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งศาลชั้นต้นได้ยกฟ้องไปก่อนหน้านี้
นางสาวพิณทองทาเปิดเผยภายหลังการเยี่ยมว่า นายทักษิณมีสีหน้าเครียดและรู้สึกเสียใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยระบุว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม และยืนยันว่าจะต่อสู้คดีต่อไป
ไม่กี่ชั่วโมงจากนั้นก็มีข่าว ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษากลับในคดีที่กรมสรรพากรยื่นฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร โดยตัดสินให้กรมสรรพากรสามารถเรียกเก็บภาษีจากการขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม รวมเป็นเงิน 1.76 หมื่นล้านบาท จากนายทักษิณได้โดยชอบด้วยกฎหมาย
คดีนี้เกี่ยวข้องกับการขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ให้กับบริษัท เทมาเสก โฮลดิ้งส์ (Temasek Holdings) จากสิงคโปร์ ในปี พ.ศ. 2549 ซึ่งมีการโอนหุ้นผ่านตัวแทน (นอมินี) ได้แก่บุตรของนายทักษิณ
ก่อนหน้านี้ ศาลภาษีอากรกลางและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเคยพิพากษาให้นายทักษิณชนะคดี โดยระบุว่าการประเมินภาษีของกรมสรรพากรไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากไม่ได้ออกหมายเรียกนายทักษิณในฐานะผู้เสียภาษีหลักภายในกำหนดเวลา
ศาลฎีกามีคำวินิจฉัยกลับคำตัดสินเดิม โดยเห็นว่าการประเมินภาษีของกรมสรรพากรเป็นการดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว หลังจากนี้ กรมสรรพากรจะต้องดำเนินการบังคับคดีเพื่อเรียกเก็บภาษีจำนวนดังกล่าว ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือนในการออกหมายบังคับคดี
ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต้องพลัดถิ่นและหนีคดีไปอยู่ต่างประเทศนั้น มาจากที่ครอบครัวชินวัตร เทขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่มีทั้งหมดให้กับบริษัท เทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ นี้เอง

ย้อนกลับไป วันที่ 23 มกราคม 2549 ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญของตลาดทุนไทย เมื่อเกิดธุรกรรมขายหุ้นบิ๊กล็อตของบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ “ชินคอร์ป” จำนวน 1,487,740,120 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 49.6% ของบริษัท ในราคาหุ้นละ 49.25 บาท ทำให้มีมูลค่าการซื้อขายรวมสูงถึง 73,271 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นดีลที่มีมูลค่ามหาศาลที่สุดดีลหนึ่งในประวัติศาสตร์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
รายชื่อผู้ขายหุ้นชินคอร์ปประกอบด้วยสมาชิกครอบครัวชินวัตรและดามาพงศ์ โดยนางสาวพินทองทา ชินวัตร เป็นผู้ขายรายใหญ่จำนวน 604 ล้านหุ้น มูลค่า 29,776.55 ล้านบาท รองลงมาคือ นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ จำนวน 404.43 ล้านหุ้น มูลค่า 19,918.19 ล้านบาท นายพานทองแท้ ชินวัตร 458.55 ล้านหุ้น มูลค่า 22,584 ล้านบาท นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 20 ล้านหุ้น มูลค่า 985 ล้านบาท และนางบุษบา ดามาพงศ์ 159,600 หุ้น มูลค่า 7.86 ล้านบาท
ความสำคัญของดีลนี้ไม่ได้อยู่เพียงแค่ตัวเลข 7.3 หมื่นล้านบาท แต่ยังสะท้อนถึงการตัดสินใจครั้งใหญ่ของครอบครัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยเป็นการขายกิจการที่ครอบครัวสร้างมาตั้งแต่เริ่มต้น ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจโทรศัพท์มือถือเอไอเอส สถานีโทรทัศน์ไอทีวี และดาวเทียมไทยคม ให้แก่นักลงทุนต่างชาติคือ “เทมาเส็ก โฮลดิ้ง” กองทุนการลงทุนของรัฐบาลสิงคโปร์ ผ่านบริษัท ซีดาร์ โฮลดิ้งส์
ดีลดังกล่าวทำให้เกิดคำถามและข้อถกเถียงมากมาย ทั้งในมิติของแรงจูงใจที่ทำให้ครอบครัวตัดสินใจขายสินทรัพย์ขนาดใหญ่เช่นนี้ และในมิติของโครงสร้างที่ผู้ซื้อใช้ในการถือหุ้น รวมถึงความซับซ้อนของการจัดตั้งบริษัทกุหลาบแก้ว เพื่อแปลงภาพให้เทมาเส็กมีสถานะเป็นผู้ถือหุ้นในลักษณะของบริษัทไทย
อีกประเด็นหนึ่งที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก คือการแก้ไขพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 ซึ่งมีผลบังคับใช้ใหม่เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2549 เพียง 3 วันก่อนเกิดดีล โดยการแก้ไขครั้งนั้นเปิดทางให้นักลงทุนต่างชาติถือหุ้นในกิจการโทรคมนาคมไทยได้สูงถึง 49% จากเดิมไม่เกิน 25% ทำให้เทมาเส็กสามารถเข้าซื้อหุ้นชินคอร์ปได้ในสัดส่วนเต็มเพดานกฎหมายใหม่ทันที จึงเกิดข้อสงสัยว่าการแก้กฎหมายครั้งนี้เป็นการเอื้อประโยชน์ต่อดีลหรือไม่ เพราะหากยังไม่แก้ไข ดีลดังกล่าวอาจไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์

นอกจากนี้ การขายหุ้นจำนวนมหาศาลครั้งนี้ไม่ต้องเสียภาษี เนื่องจากกฎหมายภาษีระบุว่ากำไรจากการขายหุ้นผ่านตลาดหลักทรัพย์ของบุคคลธรรมดาได้รับการยกเว้น ทำให้ยิ่งถูกตั้งคำถามจากสังคมมากขึ้น รวมถึงกรณีที่พินทองทาและพานทองแท้ ซื้อหุ้นชินคอร์ปจากบริษัทแอมเพิลริชในราคาเพียง 1 บาทต่อหุ้น ก่อนจะขายให้เทมาเส็กในราคา 49.25 บาท ซึ่งกลายเป็นอีกประเด็นที่ถูกตรวจสอบทั้งในเรื่องกฎเกณฑ์ของ ก.ล.ต. และข้อสงสัยเรื่องการใช้ “นอมินี” แทนการถือหุ้นของ พ.ต.ท.ทักษิณ
เหตุการณ์นี้กลายเป็นชนวนสำคัญให้เกิดกระแสต่อต้านรัฐบาลอย่างกว้างขวาง นำไปสู่การรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549 และต่อเนื่องไปสู่คดีความต่าง ๆ ที่ยืดเยื้อหลายปี กระทั่งวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 ศาลฎีกาฯ มีคำพิพากษายึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ จำนวน 46,373 ล้านบาท ซึ่งเป็นส่วนที่ศาลเห็นว่าเกิดขึ้นหลังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและได้รับประโยชน์จากการใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ต่อบริษัทในเครือชินคอร์ป
ต่อมาในปี 2563 ศาลฎีกาฯ มีคำพิพากษาจำคุก 5 ปีในคดีนอมินีถือหุ้นชินคอร์ป
และเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษากลับในคดีที่กรมสรรพากรยื่นฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร โดยตัดสินให้กรมสรรพากรสามารถเรียกเก็บภาษีจากการขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม รวมเป็นเงิน 1.76 หมื่นล้านบาท จากนายทักษิณได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบทสรุปของคดีต่อเนื่องจากดีลปี 2549
ปัจจุบัน ชินคอร์ปได้เปลี่ยนชื่อเป็น อินทัช โฮลดิ้ง และโครงสร้างผู้ถือหุ้นเปลี่ยนมือหลายครั้ง โดยในปี 2564 กลุ่มบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ เข้าซื้อหุ้นและขึ้นเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่รายใหม่ของบริษัทแห่งนี้
