bg-single

การเมืองไทยวันละคำ ! | สุรชาติ บำรุงสุข

25.11.2025

“ยุบสภา … เลือกตั้ง” … คำ 2 คำนี้เป็นคำถามใหญ่ทางการเมืองในสังคมไทยว่า เหตุการณ์ทั้ง 2 นี้จะเกิดขึ้นเมื่อใด ไม่ว่าจะเป็นนักวิเคราะห์ คอการเมือง และผู้สนใจ ดูจะมีคำตอบคล้ายคลึงกันว่า น่าจะมาเร็ว

ภาวะที่ทุกคนในแวดวงการเมืองและสังคมไทย มีความรู้สึกคล้ายกันว่า การเลือกตั้งน่าจะใกล้เข้ามามากแล้ว ดังจะเห็นได้จากการเคลื่อนไหวทางการเมืองของบุคคลและพรรคต่างๆ ซึ่งน่าจะเป็นคำยืนยันในตัวเองว่า การยุบสภาคงจะเกิดในเร็ววันแน่นอน

จนหลายๆ ฝ่ายเชื่ออย่างมากว่า การประกาศยุบสภาอาจจะเกิดก่อนเทศกาลปีใหม่ หรือบางคนฟันธงไปเลยว่า อาจจะยุบสภาราวช่วงกลางเดือนธันวาคมนี้ ก็อาจเป็นได้

ดังนั้น บทความนี้จะทดลองสำรวจทางการเมืองไทยในภาวะปัจจุบันก่อนที่จะมีการยุบสภาใน 3 ส่วนหลักและจะลองนำเสนอในแบบ “ภาษาไทยวันละคำ” ดังต่อไปนี้

การเมืองแบบ “7 ก”

ในส่วนแรกจะเป็นการสำรวจในภาพรวมของสภาพการเมืองที่เป็นปรากฏการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งอาจสรุปเป็นภาวะ “7 ก” ได้ดังนี้

“กระแส – กระสุน – กระซวก – กระโจน – กระจัดกระจาย – กระตุ้น – กระเตง”

ภาวะ “7 ก” ชี้ให้เห็นว่า วันนี้ทุกพรรค/ทุกสีไม่มีข้อยกเว้นล้วนพยายามสร้าง “กระแส” ให้ตนเอง เพราะในการหาเสียงนั้น จำเป็นต้องเอากระแสมาช่วยในการหาคะแนน หรืออีกนัยหนึ่ง “กระแส = แสง” และ “แสง” กลายเป็นส่วนที่จำเป็นในการหาเสียงในโลกยุคโซเชียล

ขณะเดียวกัน ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ทุกพรรคในวันนี้มีความจำเป็นที่ต้องหา “กระสุนดินดำ” เตรียมรอการเลือกตั้งที่จะมา จะบอกว่า ในการเมืองไม่มี “กระสุน”เลย ก็เสมือนหนึ่งกล่าวว่า การหาเสียงทางการเมืองไม่มีค่าใช้จ่ายอะไร แน่นอนว่า คำกล่าวเช่นนี้ดูจะไม่ความจริงเท่าใดนัก เพราะในทางการเมือง ทุกอย่างมีค่าใช้จ่าย

อย่างไรก็ตาม ในท่ามกลางการเมืองที่เข้มข้นมากขึ้นนั้น อาจต้องจัดการบางคน/บางพรรคในทางการเมืองให้หมดพลังทางการเมือง จึงมีระดับนำของบางพรรคถูก “กระซวก” ทางการเมืองไปก่อน เพื่อจะต้องทำให้พรรคนั้น อ่อนแรงทางการเมืองไปก่อนการเลือกตั้ง และผลที่ตามมาทำให้เห็นถึงการ “กระโจน” ของนักการเมืองหลายคนที่ต้องหาบ้านใหม่ (ขอใช้คำว่า “กระโจน” มากกว่า “กระโดด”) เนื่องจากสภาพของคนในบ้านเก่าบางพรรคมีลักษณะ “กระจัดกระจาย” ออกไปจากเงื่อนไขทางการเมืองหลังการเปลี่ยนรัฐบาล

การกระโจนของนักการเมืองครั้งนี้ เห็นได้ชัด อันเป็นผลที่เกิดจากความเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์ของพรรคการเมืองไทย ที่บ้านสีน้ำเงินกำลังกลายเป็นบ้านใหญ่ในการเมืองไทย ขณะที่บ้านสีอื่นอ่อนแรงลง จนบางพรรคบางพวกเกิดภาวะที่คนในบ้านเดิม “กระจัดกระจาย” ย้ายสัมมะโนครัวไป “บ้านใหม่สีน้ำเงิน”

ขณะเดียวกัน การสร้างกระแสไปจนถึงการปั่นกระแสในทางการเมืองที่ทำอยู่นั้น มีความจำเป็นต้องมีการ “กระตุ้น” กระแสเป็นเครื่องช่วยด้วย เพราะหากกระแสปล่อยไปเฉยๆ กระแสอาจลดระดับลงได้ตามธรรมชาติ ดังนั้น จึงต้องมีการกระตุ้นด้วยการออกมาตอกย้ำถึงกระแสของฝ่ายตน เพื่อให้ตนและ/หรือพรรคของตนอยู่ในกระแส (หรืออยู่ในแสง) นั้นต่อไป

แต่ในการเมืองขณะนี้ ก็มีอาการ “กระเตง” กันทางการเมืองในรูปแบบต่างๆ ที่เป็นปัจจัยให้เราเห็นถึงการตัดสินใจที่จะอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ หรือจะกระเตงให้รัฐบาลรอดไปก่อน เพื่อหวังให้พรรคตนเก็บเกี่ยวคะแนนไปในสภาวะเช่นนี้ เช่น กระเตงรัฐบาลไว้ก่อน เพื่อหวังคะแนนจากการแก้รัฐธรรมนูญ และชูเรื่องแก้รัฐธรรมนูญให้เป็น “กระแส” ในอีกแบบ ในลักษณะนี้ บางพรรคจึงชูกระแส “ต้านเทา” หรือบางพรรคอาจโดดเกาะกระแสชาตินิยม เป็นต้น 

อย่างไรก็ดี การเล่นกับกระแสก็มีประเด็นเป็นข้อควรระวัง เพราะดังที่รับรู้กันเสมอว่า กระแสมีลักษณะ “วูบวาบ” เสมอ หากพลาดนิดเดียว กระแสที่ขยับขึ้น ก็อาจกลายเป็นกระแสขาลงได้ไม่ยาก เช่นที่วันนี้ “กระแสน้ำ” ที่หาดใหญ่อาจกลายเป็น “ตัวดึงกระแส” ที่น่ากังวลสำหรับนายกฯ จากพรรคน้ำเงิน ทั้งที่พรรคอยู่ในช่วงขาขึ้น ที่นักการเมืองหลายส่วนกำลัง “กระโจน” ไปหา

ในอีกด้าน ปัญหาภายในรัฐบาลผสมที่เป็นเสียงข้างน้อย ก็ต้อง “กระเตง” กันเองไปด้วย เพื่อที่พรรคร่วมรัฐบาลจะได้เดินไปด้วยกันก่อนที่การเลือกตั้งจะมา

สภาวะ “7 ก” เช่นนี้ จะยังอยู่และเห็นได้ไปตลอดจนถึงการเลือกตั้ง และเมื่อการเลือกตั้งมาแล้ว สิ่งสำคัญที่แต่ละพรรคจะต้องเร่งทำโดยไม่มีข้อยกเว้น คือ “กระแส กระสุน กระตุ้น(กระแส)” เพื่อให้ได้คะแนนเสียง ขณะเดียวกัน การกระตุ้นกระแส อาจนำมาซึ่งกระสุนจากกลุ่มทุนของพรรค ที่พร้อมจะสนับสนุนกระสุนดินดำในภาวะที่กระแสของพรรคดี คือ มีโอกาสได้รับชัยชนะ

พรรคการเมืองแบบ “4 ต”

ในส่วนที่ 2 จะทดลองสำรวจสภาพของพรรคการเมืองหลัก 4 พรรค ซึ่งจะมีลักษณะ “4 ต” ดังนี้

“ส้มตก – แดงแตก – ฟ้าตาย – น้ำเงินโต (และโตมาก)”

ข้อสังเกตที่เป็นลักษณะของพรรคการเมืองที่ทดลองนำเสนอเช่นนี้ อาจจะไม่ถูกใจบรรดากองเชียร์และแฟนคลับของบางพรรค แต่หากเราพิจารณาจากข้อมูลที่ปรากฏในสื่อแล้ว เราจะเห็นได้ชัดว่า กระแสส้มอาจจะไม่ได้พุ่งมากเช่นในอดีต และไม่ได้พุ่งมาก ส่วนกระแสฝั่งแดงดูจะตกอยู่ในภาวะยากลำบากทางการเมือง และขับเคลื่อนกระแสไม่ออก เพราะพรรคเกิดภาวะวิกฤติ หรือเกิดอาการแพแตกทางการเมือง หลังจากถูกผลักดันออกมาให้เป็นฝ่ายค้าน และผู้นำของพรรคประสบปัญหาทางการเมือง

สำหรับทางพรรคสีฟ้านั้น ก็ดูจะตกที่นั่งลำบากอีกแบบ เพราะเกิดการแตกทางการเมืองภายในพรรค ดังนั้น ในสภาวะเช่นนี้ การฟื้นฟูสถานะของพรรคทั้งแดงและฟ้าต้องถือเป็นความท้าทายต่อบรรดาแกนนำในเวลานี้เป็นอย่างยิ่ง

ส่วนทางด้านน้ำเงินนั้น เห็นชัดในแต่ละวันว่า มีแต่คนไหลเข้ามามาก และเกิดภาวะ “หัวบันไดบ้านไม่แห้ง” คอยต้อนรับผู้เข้ามาร่วมงานการเมืองในแต่ละวันไม่หยุดหย่อน จนไม่ใช่เป็นการโตแบบธรรมดา แต่เป็นการโตแบบเร่งรัด ยิ่งกว่า “ต้นไม้ใส่ปุ๋ยเร่งโต” ภาวะการโตของน้ำเงินเช่นนี้ อาจกล่าวเป็นข้อพิจารณาเปรียบเทียบได้ว่า นี่คือ อาการโตของพรรคไทยรักไทยในวันที่พรรคแดงเคยรุ่งเรือง แต่วันนี้ พรรคน้ำเงินโตไม่หยุด ส่วนพรรคแดงและพรรคฟ้าเป็นช่วงขาลง และยังต้องติดตามกันต่อไปว่าพรรคทั้ง 2 จะประคองตัวลงสู่ศึกเลือกตั้งอย่างไร และผลการเลือกตั้งของ 2 พรรคนี้สุดท้ายแล้วจะเป็นเช่นไร

สำหรับ “พรรคผู้กอง” ยังไม่อาจคาดเดาได้ แต่ก็เป็นอีกพรรคที่ต้องจับตาดูว่า จะเล่นบทบาทอย่างไรกับ “กระแส 4 ต” ของพรรคการเมืองที่กล่าวแล้วในข้างต้น

จิตวิทยาการเมืองแบบ “5 ม”

ในส่วนที่ 3 หากเราทดลองพิจารณาอารมณ์ทางการเมืองของผู้คนในสังคมไทย ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าสนใจอย่างมากนั้น เราอาจตั้งข้อสังเกตเป็น “5 ม” ได้ดังนี้

“ไม่กาแดง – ไม่ชอบส้ม – ไม่เลือกฟ้า – ไม่เอาน้ำเงิน – ไม่กินแป้ง”

หรืออาจกล่าวในอีกมุมหนึ่งเล่นๆ กับชีวิตประจำวันเราได้ว่า

“เบื่อแดง – รำคาญส้ม – ไม่แหงนดูฟ้า – ไม่ทาสีน้ำเงิน – ไม่ทานแป้งกลัวอ้วน”

ในภาวะขณะนี้ อารมณ์ทางการเมืองของคนในสังคมไทยมีความน่าสนใจอย่างมาก เนื่องจากตัวเลขของความไม่พอใจทางการเมือง/ความสิ้นหวังทางการเมืองของคนไทย อยู่ในระดับค่อนข้างสูง คนทั่วไปดูจะมีความหวังกับการเมืองน้อยลง ซึ่งเห็นได้ชัดว่า ความรู้สึกเช่นนี้สะท้อนผ่านตัวเลขของคนในโพลที่ยังไม่ยอมตัดสินใจเลือกใคร หรือเลือกพรรคใด

ตัวเลขของอารมณ์คนไทยชุดนี้สูงราว 40% ซึ่งต้องถือว่าเรากำลังเห็นจำนวนมากของ “เสียงพลังเงียบ” (silent majority) หรือตัวเลขของ “เสียงเงียบส่วนใหญ่” ที่ทิ้งห่างจากตัวบุคคล หรือพรรคที่ได้ในลำดับถัดมาเป็นจำนวนพอสมควร ปัญหาที่น่าสนใจในอนาคตคือ ตัวเลข 40% นี้จะกระจัดกระจายไหลไปที่พรรคใดได้บ้าง ใครจะเป็นผู้ตักตวงเสียงก้อนนี้ในการเลือกตั้ง

ในอีกด้าน เสียงเช่นนี้ก็สะท้อนถึงความไม่พอใจของคนต่อนักการเมือง ประชาชนจึงไม่รู้สึกว่า เขาอยากจะเลือกใคร และในทางกลับกัน ก็ตอกย้ำด้วยเสียงของคนที่ชื่นชอบคุณศุภจี ที่อยู่ในระดับที่สูงกว่านายกฯ อนุทินมาก คำตอบเช่นนี้อาจไม่ใช่เพียงเพราะคนไทยชอบเทคโนแครต แต่อาจเพราะคนในสังคมอยากเห็นคนที่เป็น “มืออาชีพ” เข้ามาบริหารประเทศ ขณะเดียวกัน ก็ไม่ไว้ใจนักการเมือง เพราะประเทศกำลังเผชิญกับวิกฤตหลายด้านในปัจจุบัน

สังคมในภาวะเช่นนี้ จึงอยากได้ “คนนอก” มาแก้ปัญหา ไม่ใช่ต้องมาจาก “คนในพรรค” ที่เป็นนักการเมืองเท่านั้น แม้ว่าในความเป็นจริง อาจจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะนักการเมืองย่อมจะต้องเป็น “หมายเลข 1-2” ของพรรคนั้น เนื่องจากเป็นบุคคลที่จะต้องถูกเสนอชื่อเข้าชิงตำแหน่งนายกฯ ส่วนคนที่ 3 จึงเป็นเพียง “ตัวกระแส” ที่มีเอาไว้ขายภาพในการโฆษณาทางการเมือง และหวังเป็นปัจจัยในการ “ชูกระแสพรรค” อีกทางหนึ่งด้วย

ขับเคลื่อนแบบ “3 ร”

บทความในข้างต้น เป็นการทดลองนำเสนอมุมมอง 3 ส่วน คือ สภาวะทางการเมืองในปัจจุบัน สภาพของพรรคการเมือง และประเด็นทางจิตวิทยาการเมืองของคนในสังคม ที่กำลังดำเนินไปก่อนที่การยุบสภาจะเกิด และผลรวมของปรากฏการณ์ทั้งหมดนี้ตอบได้ง่ายๆ ว่า เรากำลังเห็นการขับเคลื่อนเพื่อนำไปสู่การเอาชนะทางการเมืองในวันเลือกตั้ง ที่นับจากนี้เป็นต้นไป จะยิ่งปรากฏในรูปของ “3 ร” คือ “เร่งรีบ  – รวบรัด – เร่าร้อน” มากขึ้นอย่างแน่นอน

ดังจะเห็นได้ว่า ทุกพรรคจะต้อง “เร่งรีบ” ดำเนินการด้วยความ “เร่าร้อน” ประกอบกับทุกอย่างจำเป็นต้อง “รวบรัด” ให้เสร็จลงตัว เพื่อเตรียมรอสำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง ฉะนั้น จึงไม่แปลกที่พรรคการเมืองเริ่มเปิดชื่อบุคคลที่จะเป็น “แคนดิเดตนายกฯ” เป็นกระแสนำร่องกันแล้ว … ชิงสร้างกระแสนำก่อน

วันนี้ ทั้งหมดนี้ตอบได้แต่เพียงประการเดียวว่า ทุกพรรคจะต้องเตรียมตัวรับการเลือกตั้งที่จะเกิดในต้นปี 2569 อย่างไม่มีข้อยกเว้น … ทุกพรรคกำลังปรับสวิตช์ “เปลี่ยนโหมด” เข้าสู่การเตรียมเลือกตั้งนั่นเอง !



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

การ์ตูน san_d1196
การ์ตูน โกหน่อง
การ์ตูน อรุณ วัชระสวัสดิ์
การ์ตูน จุก ชายคา
การ์ตูน พี่ขุน ราวแข
การ์ตูน สะดุดยิ้ม by พล
คลื่นร้อนนรก ‘มาแรง-เร็ว’
พระร่วงนั่งกรุน้ำ-สุโขทัย พระร่วงนั่ง-บ้านดงเชือก 2 กรุชื่อยอดนิยม-หายาก
DPU ปักธงผู้นำ Future Medicine – Wellness & Longevity Education ปั้นกำลังคนสุขภาพแห่งอนาคต ดันไทยสู่Wellness Hubเอเชีย งาน Thailand Wellness & Healthcare Expo X SPORTEC Thailand 2026
สืบวังทองหลาง ไหวพริบเด็ด! เจอ “พอตเค” คาเอว ขยายผลรวบคู่แฟนคาคอนโด ยึดไอซ์ 1 กิโลฯ พร้อมหัวพอตเคกว่า 1,000 ชิ้น เตรียมขาย
พช.ตราด จับมือภาคีเครือข่าย พลิกฟื้นเศรษฐกิจฐานราก ขับเคลื่อน “โครงการพื้นที่สร้างสรรค์ตราดสำหรับทุกคน” ดึงของดี 7 อำเภอสร้างจุดขาย
ท่านเสียดายปฏิทิน แต่ผมเสียดายชีวิต