bg-single

ก๊วนในมหาวิทยาลัย | สุรชาติ บำรุงสุข

28.11.2025

     ในทุกวงการ ในทุกวิชาชีพ มีสิ่งที่เป็นความสัมพันธ์ที่เรียกกันอย่างไม่เป็นทางการว่า “ก๊วน” ทั้งนั้น ซึ่งเราอาจนิยามคำนี้ได้ง่ายๆ ในทางสังคมวิทยาว่าหมายถึง กลุ่มคนที่สนิทกันและมีกิจกรรมร่วมกันเป็นประจำ

      แต่คำนี้มีความหมายในตัวเองในทางลบอีกแบบคือ การรวมกลุ่มซ่องสุมกำลังเพื่อก่อความวุ่นวาย ซึ่งอาจเรียกอีกแบบว่า “แก๊ง” เช่นในพจนานุกรมของ อ. เปลื้อง ณ นคร ให้ความหมายของก๊วนไปในทางลบ คือ “ซ่องของคนร้าย” หรือเป็นคำที่ใช้เรียกคนที่รวมกลุ่มกันเพื่อทำกิจกรรมร่วมกันไปในทางเสียหาย เช่น กลุ่มก๊วนมิจฉาชีพ เป็นต้น (คำแปลนี้เป็นของ อ เปลื้อง)

      แต่บางที เราใช้คำนี้ในมหาวิทยาลัยมีนัยหมายถึง การเกาะกลุ่มของอาจารย์ที่มีกิจกรรม/พฤติกรรมไปในทางเดียวกัน และแน่นอนว่า มักเป็นกิจกรรมไปในทางส่วนตัวเสียมากกว่า ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ผิดอะไร

ก๊วนและการเมืองมหาวิทยาลัย

      ชีวิตนักรัฐศาสตร์แบบพวกผม ก๊วนมีนัยโดยตรงกับ “รสนิยมทางการเมือง” เช่น ชอบใครทางการเมือง ชอบพรรคไหน ชอบชุดความคิดทางการเมืองแบบไหน และในวันเวลาของการเมืองไทย ก็มีนัยว่าเป็น “ก๊วนสีอะไร” เป็นต้น ก๊วนนี้อาจขยายไปสู่กิจกรรมตามเงื่อนไขของชีวิตและทรัพย์สินของแต่ละคน แต่ก๊วนเช่นนี้ อาจจะไม่ค่อยมีนัยอะไรมากนักกับเรื่องของ “อำนาจ วาสนา บารมี” กับชีวิตในมหาวิทยาลัย มักคุยกันเอามันมากกว่า

     แต่ที่ลา-ลา แลนด์ยูนิเวอร์ซิตี้อาจจะแตกต่างออกไป ก๊วนมีนัยโดยตรงกับ “อำนาจ วาสนา บารมี” เพราะถ้าได้เข้าเป็นสมาชิกใน “ก๊วนท่านผู้นำ” แล้ว ปัจจัยทั้ง 3 ประการเช่นนี้จะเกิดแก่ชีวิตของอาจารย์หรือเจ้าหน้าที่ท่านนั้นอย่างแน่นอน โดยเฉพาะเมื่อก๊วนมีความหมายในทางลึก ที่มีนัยถึง “ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด” ของคนในกลุ่มอำนาจ หรือในทางการเมือง ก๊วนมีนัยหมายถึง “คนสายตรง” หรืออาจระบุถึงความเป็น “คนใน” หรือ ”คนใกล้ชิด“ ของกลุ่มผู้บริหารที่มีอำนาจ

     เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว “ก๊วน” ไม่ว่าจะมีความหมายถึง “คนสายตรง” หรือ “คนใน” หรือ “คนใกล้ชิด” ของท่านผู้นำ ซึ่งคนใน 3 ประเภทเช่นนี้ มักจะถูกผลักดันให้มีตำแหน่งที่มีอำนาจในการบริหารในมหาวิทยาลัยโดยเฉพาะตำแหน่งคณบดีและ/หรือหัวหน้าผู้บริหารหน่วยงาน

     ตำแหน่งที่เกิดจากก๊วนเช่นนี้ ยังมีนัยโดยตรงต่อการเป็นปัจจัยในการสร้างวาสนาและบารมีกับการมีชีวิตในมหาวิทยาลัย อีกทั้ง คน 3 ประเภทดังกล่าวนี้ จะมีส่วนโดยตรงในการกำหนดอนาคตของมหาวิทยาลัยด้วย เพราะคณบดีที่ได้รับการคัดเลือกจากที่ประชุมคณบดีจะเป็นกรรมการสรรหารในตำแหน่งที่สำคัญใน 3 ส่วน คือ

  • การสรรหาคณบดีคณะต่างๆ และผู้บริหารหน่วยงานที่เทียบเท่าคณะ
  • การสรรหากรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ
  • การสรรหานายกสภามหาวิทยาลัย

รัฐประหารในมหาวิทยาลัย

      หากพิจารณาในมุมเช่นนี้ ปัญหาที่มหาวิทยาลัยลา-ลา แลนด์กำลังเผชิญในสถานการณ์ปัจจุบัน เกิดจากกระบวนการทำ “รัฐประหารมหาวิทยาลัย” ที่ “ก๊วนท่านผู้นำ” ตัดสินใจจะเอา “คนใน-คนสายตรง-คนใกล้ชิด” เขามาดำรงตำแหน่งใน 3 ส่วนที่กล่าวถึงในข้างต้น อันจะทำให้ ทุกส่วนที่มีอำนาจในการบริหารมหาวิทยาลัย ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของ “ท่านผู้นำ” (และก๊วน) แต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น

     ในอีกด้าน ความเป็น “ก๊วน” ที่ลา-ลา แลนด์ อยู่ในต่างจังหวัดนั้น ก๊วนเช่นนี้อาจมีนัยถึงการสร้าง “เครือข่าย” ของการเสริมสร้างอำนาจในมหาวิทยาลัย เช่น คณบดีอยู่ใน “ก๊วนกอล์ฟ” ของคนใกล้ชิดกับท่านผู้นำ หรือ รองอธิการฯ และคณบดี อาจอยู่ใน “ก๊วนไวน์” กับท่านผู้นำและคนใกล้ชิด หรือกรรมการสภาฯ บางคนก็อาจอยู่ในก๊วนเหล่านี้เช่นกัน จนกล่าวเล่นๆ ถึงความสัมพันธ์เช่นนี้ในแบบชื่อหนังสือได้ว่า “ก๊วน กอล์ฟ ไวน์ และอำนาจ” (ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ถ้าใครจะเอาชื่อนี้ไปเป็นชื่อของ “นิยายมหาวิทยาลัย” ในอนาคตครับ)

     แต่ถ้าเป็นในอดีตแบบยุคก่อน ก็อาจจะเป็นในแบบของ “เส้นสาย เทนนิส แม่โขง และอำนาจ” แต่เดี๋ยวนี้ เขาไม่ตั้งก๊วนเทนนิส แต่เป็น “ก๊วนกอล์ฟ” แทน ซึ่งไม่ต่างกับ “กอล์ฟแห่งอำนาจ” ของนักการเมือง และเขาดื่มไวน์กัน เพื่อให้สมระดับกับ “อาจารย์นักกอล์ฟ” ไม่ใช่ต้องดวดแม่โขงกันในแบบข้าราชการยุคเก่า

      เรื่องเหล่านี้ ชวนให้ต้องคิดอย่างมากถึงอนาคตของลา-ลา แลนด์ เพราะโจทย์ของผู้บริหารมหาวิทยาลัยในวันนี้ กลายเป็นเรื่องของ “การบริหารอำนาจ” เพื่อการควบคุมมหาวิทยาลัยในทางการเมือง ไม่ใช่การสร้างอนาคตสำหรับมหาวิทยาลัยในวันหน้า เนื่องจากยิ่งนานวัน ท่านผู้นำยิ่งต้องกระชับอำนาจ

ตัวอย่างของปัญหา

      ดังนั้น ปัญหาสืบเนื่องที่เป็นผลตามมาอย่างชัดเจนในการสร้างก๊วนในมหาวิทยาลัยจึงมีตัวอย่าง เช่น

  • การตรวจสอบการดำเนินการของคณบดีบางคนที่มีการร้องเรียน หรือมีการเปิดประเด็นในที่ประชุมสภาฯ จะกลับกลายเป็นเพียง “คลื่นกระทบฝั่ง” เช่น สมมติมีการรับนักศึกษาต่างชาติจากประเทศใหญ่ในเอเชียเข้ามาเรียนเป็นจำนวนมากในคณะหนึ่ง และมีข้อร้องเรียนถึงการรับผลประโยชน์ของคณบดีในเรื่องนี้ เนื่องจากจากการรับนิสิตชาติเอเชียนี้กระทำผ่านเอเยนซี่ (อย่างน่าสงสัย) แต่เรื่องตรวจสอบเช่นนี้ก็เงียบหายไป ไม่ถูกหยิบมาเป็นประเด็น เพราะการ “อุ้ม” ของฝ่ายบริหาร ซึ่งไม่ใช่การ “อุ้มหาย” ที่น่ากลัว แต่อุ้มแล้ว “คดีหาย” หรือ “เรื่องเงียบ” อย่างน่าพิศวงงงงวยกันไปเลย หรือ คณบดีบางคนถูกตั้งข้อสงสัยในเรื่องการรับเงินบริจาค แต่ก็เงียบอีก ซึ่งฝ่ายบริหารในกรณีเช่นนี้ จะไม่เล่นบท “โคนันนักสืบ” ในการแสวงหาข้อเท็จจริงแต่อย่างใด
  • การขึ้นสู่งานบริหารสำหรับคนใน “ก๊วน” โดยเฉพาะตำแหน่งคณบดี หรือหัวหน้าหน่วยงานในระดับเทียบเท่าคณะ จะได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากท่านผู้นำ ด้วยการคัดเลือกคณบดีที่อยู่ในสายตัวเอง หรือคัดเอาคนจากคณะนั้น ให้เข้ามามีบทบาทเป็นกรรมการสรรหา ซึ่งจะทำให้สามารถคุมการสรรหาได้ทันที
  • การนำเอาบุคคลที่ใกล้ชิดที่เป็นความสัมพันธ์แบบ “สายตรงในตระกูล” เข้ามารับตำแหน่งจะมีความเหมาะสมในเชิงผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ เช่น พ่อเป็นคณบดี ลูกได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยคณบดี (ตั้งโดยคำสั่งทางราชการของพ่อ) ซึ่งฝ่ายบริหารรับรู้อยู่แล้ว แต่ก็มองว่าไม่ใช่ปัญหา เพราะอย่างไรพ่อที่เป็นคณบดีก็อยู่ในก๊วนทั้งของท่านผู้นำและคนใกล้ชิดที่บ้าน จึงไม่ควรมาตั้งข้อสงสัยว่า เรื่องนี้เป็นปัญหาธรรมาภิบาลหรือไม่ ทั้งยังมีประเด็นการเปลี่ยนตัวบรรณาธิการวารสารของคณะ และเอาลูกขึ้น ทั้งที่มีปัญหาเรื่องเกณฑ์คุณสมบัติ ซึ่งเรื่องเช่นนี้จะไม่ถูกฝ่ายบริหารหยิบมาเป็นประเด็นในการพิจารณาความโปร่งใสของคณะนั้นอย่างแน่นอน
  • มีการนำเอาบุคคลที่ถูกตั้งข้อสังเกตเรื่องวุฒิการศึกษาในระดับปริญญาเอกว่า น่าจะมีปัญหาในการรับรอง มาลงรับการสรรหาเป็นคณบดี เนื่องจาก อาจารย์ท่านนี้จบการศึกษาจาก “มหาวิทยาลัยหากิน” (หรือที่ในวงการอุดมศึกษาเรียกว่า “For-Profit University” ไม่ใช่มหาวิทยาลัยตามปกติในแบบที่เป็น “Non-Profit University”) และปีที่อาจารย์ท่านนี้จบ มหาวิทยาลัยดังกล่าวยังไม่ได้การรับรองวิทยฐานะจากหน่วยงานอุดมศึกษาของประเทศนั้น ซึ่งโดยหลักการแล้ว เป็นไปไม่ได้ที่รัฐบาลไทยจะรับรองวิทยฐานะมหาวิทยาลัยนั้น ในขณะที่องค์กรการศึกษาประเทศดังกล่าวยังไม่รับ แต่ฝ่ายบริหารก็ไม่มีท่าทีในการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะคนใกล้ชิดของอาจารย์ท่านนี้ เป็นเครือข่ายในก๊วนท่านผู้นำนั่นเอง และถ้าอาจารย์ท่านนี้ได้เป็นคณบดี ก็มองในเชิงอำนาจได้อย่างเดียวว่า จะเป็นการขยายฐานเสียงของท่านผู้นำได้ในอีกส่วน เนื่องจากคณะนี้ เป็นคณะใหญ่ของมหาวิทยาลัย และคณบดีที่หมดวาระก็ไม่ใช่คนในเครือข่ายของท่านผู้นำ
  • การ “สวมหมวกหลายใบ” เป็นอีกตัวอย่างของปัญหาการสร้างก๊วน เช่น บางคนเป็นผู้บริหารหน่วยงานแล้ว แต่ยังเอา “ก้น” ไปนั่งทับเก้าอี้อื่นอีก 2 ตำแหน่ง จนล่าสุดกลัวว่าสิ่งที่บทความพูดจะไม่เป็นจริง เลยมีคำสั่งตั้งผู้บริหารท่านนี้เพิ่มอีก 1 ตำแหน่ง รวม 4 เก้าอี้อย่างไม่น่าเชื่อ หรือบางคนเป็นคณบดีแล้ว ก็ยังขยายไปนั่งทับเก้าอี้อีกตัว (ทั้งที่เป็นเก้าอี้ของคนที่มาจากสายสนับสนุนที่เป็นระดับเจ้าหน้าที่ และควรเปิดให้สายสนับสนุนขึ้นบ้าง) หรือมีการส่งผู้บริหารหน่วยงานบางหน่วยมาลงสรรหาคณบดีบัณทิตอีกด้วย ซึ่งถ้าได้แล้ว จะคงเป็นการใช้ “นโยบายก้นใหญ่” อีกไหม จนผมล้อเล่นๆ ว่า อาจารย์ในลา-ลา แลนด์ สุขภาพดี ตัวใหญ่ และ “ก้นใหญ่” ด้วย เลยต้องใช้เก้าอี้รองรับ “ก้น” มากกว่า 1 ตัว หรือว่า “คนดีศรีลา-ลา แลนด์” มีเพียงพวกฉัน และคนของฉันเท่านั้น คนอื่นไม่ใช่ … ไม่ใช่แน่นอน !

ธรรมาภิบาลแบบลา-ลา แลนด์

     บทความนี้ เปิดประเด็นแค่ 5 เรื่องในเบื้องต้น เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงการสร้าง “ก๊วนอำนาจ” ในมหาวิทยาลัยในแบบที่เรานึกไม่ถึง และก๊วนเช่นนี้ โยงกันทั้ง “คนหน้าบ้านและคนหลังบ้าน” ของผู้มีอำนาจในแคมปัสนี้ ไปพร้อมกันอย่างสนุกสนามตามสไตล์ “มหาวิทยาลัยต่างจังหวัด” (ไม่อยากใช้คำว่า “มหาวิทยาลัยภูธร” แบบไกลปืนเที่ยง เพราะก็ไม่ได้ไกลขนาดนั้น!)

     อีกทั้ง มีการตั้งคำถามกันมาระยะหนึ่งในลา-ลา แลนด์ว่า แล้วมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิฯ เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของก๊วนเช่นนี้ด้วยหรือไม่ ซึ่งว่าที่จริงแทบไม่ต้องถามเลย เนื่องจากกรรมการผู้ทรงฯ ในส่วนหนึ่งนั้น ถูกคัดเลือกมาจากก๊วนท่านผู้นำมาตั้งแต่ต้น มิเช่นนั้น จะไม่มีทางผ่านการเสนอชื่อออกจาก “ริมฝีปาก” ท่านผู้นำได้เลย

     ที่กล่าวมาในข้างต้น ไม่ใช่เพราะผมไม่เข้าใจวัฒนธรรมแบบ “พวกพ้อง” ของสังคมไทย หากผมเองจบมาจากคณะฯ ที่ขึ้นชื่อในเรื่องนี้พอสมควร แต่พอมาเห็นลา-ลา แลนด์ แล้ว ชักยอมแพ้ เพราะเรื่องเช่นนี้กำลังเกิดขึ้นในองค์กรมหาวิทยาลัย จนผมคิดว่า น่าจะเกินระดับของ “ความพอดีและความพอรับได้” ของวิญญูชนไปแล้ว อันส่งผลให้มหาวิทยาลัยถูกแปรเปลี่ยนให้เป็น “เวทีแห่งอำนาจ” ไม่ใช่ “เวทีแห่งปัญญา” ไปอย่างน่าเสียดาย

ความสนุกในลา-ลา แลนด์

    ในความเป็นจริงของชีวิตทางสังคมนั้น ต้องยอมรับว่า การสร้างความสัมพันธ์ของบุคคลเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ความสัมพันธ์ที่ต้องใกล้ชิดและเกินระดับ อาจจะเสี่ยงต่อการเกิดข้อร้องเรียนทางด้านจริยธรรมและธรรมาภิบาลในมหาวิทยาลัยได้ง่าย อีกทั้ง ยังเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาความขัดแย้งภายในองค์กรด้วย เพราะในความเป็นจริงของชีวิตคนทำงาน ไม่มีใครอยากอยู่กับการบริหารที่ไม่เป็นธรรม หรือถูกกลั่นแกล้งด้วยการบริหารที่ไม่มีธรรมาภิบาลอย่างแน่นอน อันอาจทำให้ชีวิตของผู้บริหารมหาวิทยาลัยมีเรื่องแขวนอยู่ใน “ปปช.” เต็มไปหมด ทั้งที่ด้วยความเป็นมหาวิทยาลัยแล้ว ไม่ควรจะมีเรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้น

     อย่างไรก็ตาม บทความนี้เพียงต้องการพยายามชี้ให้เห็นถึงผลด้านลบของการเกาะกลุ่มในการ “สร้างและแสวง” อำนาจ การกระทำเช่นนี้ทำให้สุดท้ายแล้ว อนาคตของมหาวิทยาลัยจะขึ้นอยู่กับ “วงไวน์” และ “ก๊วนกอล์ฟ” เท่านั้น ยิ่งบรรดาพวกที่ทำยุทธศาสตร์อยู่ใน 2 วงนี้ด้วยแล้ว ยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยจะมีสัญลักษณ์เป็นเพียง “แก้วไวน์” และ “ลูกกอล์ฟ” เท่านั้นเอง … สนุกสนานกันเลยครับในลา-ลา แลนด์ยูนิเวอร์ซิตี้ !



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

56 ปียิงสดบอลโลกในไทย ค่าลิขสิทธ์จากร้อยสู่พันล้าน
การแยกทางของ ‘ลิเวอร์พูล’ กับ ‘ชล็อต’ เพราะฟุตบอลใช้หัวใจมากกว่าอัลกอริธึ่ม
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 5 – 11 มิถุนายน 2569
ทดสอบฮอนด้า CR-V e:HEV 2026 เพิ่มออปชั่นขับสนุก-นั่งสบายเหมือนเดิม
หยีทะเล พืชสามัญแต่ไม่ธรรมดา
ต้มซูเปอร์ปีกไก่
อสังหาฯ บ้านคอนโดฯ ‘ไหลย้อนกลับ’
E-DUANG | สัมพันธ์ ภูมิใจไทย เพื่อไทย จุดพลิก รัฐบาล ฝ่ายค้าน
‘แดง’ หวนคุมพืชสวนโลกอีสาน ตามรอยราชพฤกษ์ 2549 ยุค ‘นายใหญ่’
​สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาเนินขาม ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
“อนุทิน” ตอบปม UNCLOS ย้ำ ยังไม่ถึงเวลาฟื้นสัมพันธ์-ไม่มีเปิดด่าน มั่นใจรักษาอธิปไตยได้เต็มที่ !
การทูตไม้ไผ่ (Bamboo Diplomacy)ของเวียดนาม : พัฒนาการและข้อจำกัด