วันที่ 10 ธันวาคม ของทุกปี เราถือกันว่าเป็น “วันรัฐธรรมนูญไทย” เพราะเป็นวันแรกที่สยามได้จัดรูปแบบการปกครองของประเทศใหม่ โดยมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายแม่บท หรืออีกนัยหนึ่ง คือ การก้าวสู่ความเป็น “รัฐประชาธิปไตย” ของสยามภายใต้เงื่อนไขของการเมืองสมัยใหม่
แต่ดังที่เราทราบกันดีว่า การมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายแม่บทเช่นนี้ ไม่ได้เป็นหลักประกันว่า สยามประเทศจะเดินก้าวหน้าไปกับกระบวนการสร้างประชาธิปไตย (democratization) ในแบบที่ควรจะเป็น หากมีอาการลุ่มๆ ดอนๆ ไปกับการสะดุดลงด้วยการยึดอำนาจ และการจัดตั้งรัฐบาลในระบอบอำนาจนิยมขึ้น จนดูเหมือนรัฐประหารกลายเป็นองค์ประกอบหนึ่งของการเมืองไทยไปโดยปริยาย
ดังนั้น คงไม่ผิดนักที่จะกล่าวในทางทฤษฎีรัฐศาสตร์ว่า กระบวนการสร้างประชาธิปไตยจะอยู่รอดและดำเนินต่อไปได้นั้น ต้องการความมุ่งมั่นในหมู่ชนที่มีอำนาจ หรือต้องมีเงื่อนไขว่า บรรดาชนชั้นนำที่กุมอำนาจจะไม่ตัดสินใจล้มประชาธิปไตยเสียเอง อีกทั้ง ยังต้องการความยึดมั่นประชาธิปไตยในหมู่ประชาชนที่เป็นผู้ถูกปกครอง เพราะถ้าประชาชนไม่กล้าที่จะปกป้อง เพื่อให้ประชาธิปไตยอยู่ได้แล้ว โอกาสที่ประชาธิปไตยจะถูกทำลาย หรือถูกบิดเบือนจาก “ความกระหายอำนาจ” ของผู้นำนั้น จะไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด
ถ้าผู้มีอำนาจฝักใฝ่เผด็จการและ “กระหายอำนาจ” มาก และคนที่ถูกปกครองไม่กล้าลุกขึ้นคัดค้าน หรือทัดทานบ้างแล้ว ในทางรัฐศาสตร์ สิ่งที่จะเกิดตามมาคือปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “Authoritarian Persistence” คือ การดำรงอยู่ของระบอบอำนาจนิยมในระยะยาว เช่นที่เรามักพบเห็นในการเมืองของ “ประเทศด้อยพัฒนา” ทั่วไปในเวทีโลก โดยมี “ผู้นำกระหายอำนาจแบบด้อยพัฒนา” เป็นคนควบคุมทิศทางการเมืองของประเทศ
อาจจะด้วยความเป็นนักเรียนรัฐศาสตร์ จึงทำให้อดเปรียบเทียบประเทศกับมหาวิทยาลัยไม่ได้ เพราะนัยของการปกครองในทางการเมืองอาจไม่แตกต่างกัน … ยิ่งนั่งมองมหาวิทยาลัยในจินตนาการที่ชื่อ “ลา-ลา แลนด์ ยูนิเวอร์ซิตี้” แล้ว ยิ่งอด “คิดมาก” ไม่ได้ เลยอยากขอเอาความคิดมากมาลองเปิดประเด็นบ้าง
ในวันที่ 10 ธันวาคม นี้ ทำให้ผมนั่งดูความเป็นไปในการใช้อำนาจด้วยข้ออ้าง “ระเบียบมหาวิทยาลัย” ของมหาวิทยาลัยลา-ลา แลนด์แล้ว อดคิดไม่ได้ว่า “ระบอบเผด็จการ” ที่ลา-ลา แลนด์ กำลังถูกสร้างขึ้นอย่างเข้มข้น เพราะท่านผู้นำที่มีความชื่นชอบอำนาจนิยมนั้น (หรือคำในทางรัฐศาสตร์คือพวก “สันดานเผด็จการ”) จะมีกระบวนการคิดไม่แตกต่างกัน ไม่ว่าในระดับชาติ หรือในระดับมหาวิทยาลัย
ปัญหาและข้อพิจารณา
ดังนั้น บทความนี้จะทดลองนำเสนอปัญหาที่ลา-ลา แลนด์ พร้อมทั้งข้อเสนอบางประการในเรื่องกฎหมาย ดังต่อไปนี้
- เมื่อได้อำนาจในการบริหารมหาวิทยาลัยแล้ว ท่านผู้นำและ “แก๊งอำนาจนิยม” จะเริ่มสร้างกลุ่มก้อนหรือสร้าง “ฐานการเมือง” ในมหาวิทยาลัย (แก๊งนี้อาจอยู่ในแบบ “เครือข่าย-พรรคพวก-คนใกล้ชิด” หรือในบางครั้งแก๊งนี้อาจหมายถึง “ก๊วนกิน-ก๊วนกอล์ฟ-ก๊วนไวน์” ของบรรดากลุ่มชนชั้นนำมหาวิทยาลัย)
- ท่านผู้นำและแก๊งอำนาจนิยม อาจจะยอมทำตัว “สงบเรียบร้อย” ในปีที่ 1-2 ของการได้ตำแหน่ง เพื่อเรียกเสียงสนับสนุนจากสภามหาวิทยาลัย แต่เมื่อพวกเขาเริ่มมั่นใจมากขึ้น และสามารถรวบรวมสมัครพรรคพวกผ่านการตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และกรรมการบางส่วนของสภามหาวิทยาลัยได้แล้ว “กระบวนการกระชับอำนาจ” (power consolidation) ก็จะเริ่มต้นทำงาน ซึ่งอาจจะเป็นในราวปีที่ 3 และในปีที่ 4 เราจะเริ่มเห็นปรากฏการณ์ “รัฐบาลเผด็จการ” ในมหาวิทยาลัย
- การยึดอำนาจมหาวิทยาลัยไม่ใช่เรื่องยาก ขอให้สามารถผลักดัน “เครือข่าย-พรรคพวก-คนใกล้ชิด” เข้ามาเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิได้แล้ว เสียงการโหวตในสภามหาวิทยาลัยจะเปลี่ยนไปทันที ดังนั้น ประชาคมมหาวิทยาลัยในอนาคตควรจะออก “กฎหมายลูก” ให้มีการประกาศให้ชัดเจนว่า คนที่ถูกเสนอชื่อในการสรรหามีที่มาที่ไปอย่างไร และมีความเกี่ยวข้องกับผู้บริหารมหาวิทยาลัยทางหนึ่งทางใดหรือไม่
- ข้อสังเกตในเชิง “ธรรมาภิบาลตำแหน่ง” ที่ลา-ลา แลนด์ กรรมการสภาฯ มีที่มา ดังนี้ 1. เป็นภรรยาของนายกสภาฯ ที่ท่านผู้นำเป็นกรรมการสภา (เข้าข่ายทฤษฎี “ผลัดกันเกาหลัง”) และท่านผู้นำส่งเข้ามาเป็นกรรมการสภา (กรณีนี้น่าจะมีปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนโดยตรง) 2. เป็นที่ปรึกษาของท่านผู้นำ และท่านผู้นำส่งประกวดเป็นกรรมการสภาฯ (เป็นคำถามว่ากรณีนี้มีประเด็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่) 3 และ 4. เป็นคนที่มากับ “ด่วนนครพิงค์” ด้วยการมาจากคณะเดียวกันกับท่านผู้นำ จึงมีการผลักดันเข้ามา (แม้กรณีนี้จะไม่อาจเข้าข่ายธรรมาภิบาล เพราะความเป็นเพื่อน/รุ่นน้องจากคณะเดียวกัน เพียงแต่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ในการคัดเลือกบุคลากรในการเป็นกรรมการสภาฯ)
- กรรมการที่มาจากสายอาจารย์ที่เข้ามาบางส่วน แม้จะมีความตั้งใจดี แต่เมื่อเจอท่าทีแบบ “ผู้นำเผด็จการ” แล้ว พวกเขามักจะยอม เพราะความเป็น “มหาวิทยาลัยภูธร แต่ไม่หลังเขา” นั้น อำนาจความเป็นผู้นำเผด็จการมักจะเป็นที่ “เกรงกลัว” ในมหาวิทยาลัย ทำให้อาจารย์ไม่อยากแสดงตัวในการคัดค้าน และอยู่ภายใต้คำขวัญแบบยุคจอมพล ป. ที่ว่า “ท่านผู้นำไปไหน เราไปด้วย” อันส่งผลให้เกิด “สภารีโมท” ไปด้วย
- ความเป็นผู้นำเผด็จการเช่นนี้ ยังมีนัยถึงการควบคุมที่ประชุมคณบดีให้อยู่ จนแทบจะเป็น “ที่ประชุมรีโมท” เพราะต้องไปในทิศทางของท่านผู้นำ ถ้าหวังในแบบประชาธิปไตยว่า ที่ประชุมคณบดีจะเป็นเวทีของการมีส่วนร่วม หรือการระดมความคิด ขอให้เลิกเชื่อได้เลย เนื่องจากหลายเรื่องจึงเข้าสู่การประชุมในแบบ “มาเร็ว เคลมเร็ว” และต้องเป็นไป “ตามธง” ของผู้มีอำนาจเสมอ
- การจะทำเช่นนี้ได้ในอีกส่วน จึงต้องผลักดันคนในแบบ “ก๊วนกิน-ก๊วนกอล์ฟ-ก๊วนไวน์” ให้เข้ามามีตำแหน่งคณบดีมากขึ้น หรือถ้ามีปัญหาในการร้องเรียน ต้องตั้งกรรมการสอบ เช่น ปัญหาการรับผลประโยชน์ ก็อาจใช้คนใน “ก๊วนกอล์ฟ” สอบกันเอง (ผมกำลังสงสัยว่า การเล่นพวกหนักกว่าหน่วยราชการปกติมาก)
- ถ้าคณบดีใน “สายอำนาจ” หมดวาระลง ก็ใช้การผลักดันผ่านการสรรหาให้กลับเข้ามามีตำแหน่งได้ใหม่ แม้จะเกษียณแล้ว ก็ให้กลับมาภายใต้เงื่อนไขการอนุมัติของมหาวิทยาลัยให้ใช้เงินกองทุนคณะในการจ้างอาจารย์เกษียณท่านนี้ให้เป็นคณบดีต่อไปได้ น่าจะถึงเวลาที่จะต้องมี “กฎหมายลูก” ไม่อนุญาตให้ทำเช่นนั้น เพราะการใช้เงินกองทุนคณะเพื่อจ้าง “คณบดีเกษียณ” เป็นเวลา 4 ปีนั้น เป็นจำนวนเงินมหาศาลสำหรับแต่ละคณะ (ถ้าท่านผู้นำจะเอาเงินจากบริษัทพาณิชย์ส่วนตัวของท่านบริจาคให้ เพื่อการจ้างตำแหน่งนี้ต่อ บทความจะไม่มีข้อโต้แย้งแต่ประการใด) คณบดีเกษียณเช่นนี้ย่อมจะเป็นฐานการเมืองอย่างดีให้ท่านผู้นำ
- ที่ลา-ลา แลนด์ มีคณบดีที่ดำรงตำแหน่งครบ 2 วาระเป็นจำนวน 8 ปีแล้ว และมีวาระมาคั่นชั่วคราว เพื่อจะได้กลับเข้ารับการสรรหาใหม่ภายใต้การสนับสนุนของท่านผู้นำ ซึ่งในทางปฏิบัติสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องถือว่าเป็น “การละเมิดเจตนารมณ์แห่งกฎหมาย” เพราะข้อกำหนด 8 ปีนั้นออกมา เพื่อต้องการให้มีการเปิดทางให้อาจารย์ท่านอื่นได้เป็นคณบดีบ้าง อันจะเป็นการป้องกันการผูกขาดอำนาจ จึงสมควรที่จะตรากฎหมายลูกว่า “8 ปีแล้ว” ควรมีสำนึกว่า ต้องพอบ้างในการ “เสพอำนาจ” และไม่อนุญาตให้เข้ารับการสรรหาอีก การเป็นคณบดีมา 8 ปีน่าจะต้องถือว่าเพียงพอในการเป็น “เกียรติ์แก่วงตระกูล” แล้ว (บางคนเป็นคณบดี 2 สมัย 8 ปี เป็นประธานสภาอาจารย์ 2 สมัย 4 ปี และกลับมาเป็นคณบดีอีกในวาระปัจจุบัน หรือบางคนเป็น 2 สมัย 8 ปี เว้นให้เพื่อนสนิทเป็น 4 ปี กลับมาเป็นอีก 4 ปี เกษียณแล้ว และขอเป็นอีก 4 ปี)
- เมื่อคณบดีหมดอายุในตำแหน่ง การมี “คณบดีรักษาการ” เป็นประเด็นที่ต้องคิด เพราะที่ลา-ลา แลนด์ ท่านผู้นำภายการตีความของ “เนติบริกร” ด้วยการรองอธิการบดีไปรักษาการ การไป “กินเมือง” จากส่วนกลางมักมีผลโดยตรงในการสรรหาคณบดีคนต่อไป หรือหากมีการรักษาการโดยรองอธิการบดีในช่วงที่มีการแสวงหาชื่อผู้ที่เหมาะสมในการเป็นนายกสภาฯ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิฯ แล้ว การรักษาการเช่นนี้จะส่งผลโดยตรงต่อการนำเสนอชื่อดังกล่าว จึงต้องออก “กฎหมายลูก” ยุติการรักษาการในลักษณะเช่นนี้
- ความพิเศษของลา-ลา แลนด์ คือ การเอากรรมการสรรหาอธิการ มาสรรหาเป็นคณบดี โดยมีอธิการและกลุ่มอำนาจของตน เป็นผู้สรรหา ซึ่งเป็นอาการ “ผลัดกันเกาหลัง” ด้วยปัญหา “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ที่ชัดเจน จึงสมควรที่จะต้องออก “กฎหมายลูก” ไม่อนุญาตให้อาจารย์ที่เป็นกรรมการสรรหาอธิการ เข้ารับการสรรหาในช่วง 4 ปีแรกของตำแหน่งของอธิการท่านนั้น หรือไม่อนุญาตให้รับตำแหน่งในฝ่ายบริหาร เช่น การเป็นผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดี แม้จะบอกว่าอำนาจในการตั้งเป็นของอธิการฯ ก็ตาม
- การสรรหาอีกส่วน คือ การส่งรองอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการบดี ไปลงแข่งเป็นคณบดี ซึ่งเราอาจไม่สามารถตีความเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนได้ แต่ต้องไม่ลืมว่า อธิการบดีเป็นกรรมการสรรหาด้วย จะถือเป็นการ “เล่นพวก” หรือไม่ เป็นไปได้หรือไม่ ที่จะมี “กฎหมายลูก” ผู้ช่วยอธิการฯ หรือ รองอธิการฯ ที่เข้ารับการสรรหาต้องพ้นจากตำแหน่งดังกล่าวแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี เพื่อป้องกันการส่ง “คนใกล้ชิด” มาควบคุมคณะต่างๆ
- คนที่รับตำแหน่งในฐานะ “คนใกล้ชิด” ท่านผู้นำ เช่น ผู้ที่รับตำแหน่งเป็น “ที่ปรึกษาของอธิการฯ” นั้น อย่างน้อยควรพ้นจากตำแหน่งแล้ว 2 ปี เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน หรือเข้ามาเพียงเพื่อเป็น “องครักษ์พิทักษ์นาย” ในที่ประชุมสภาฯ
- การเข้ารับตำแหน่งอธิการบดี ควรประกาศให้ชัดเจนในประเด็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน อาจารย์ทุกคนมีสิทธิ์ในการประกอบธุรกิจที่เป็นสัมมาอาชีพ แต่เราควรจะมีข้อพิจารณาอย่างไร เมื่อบริษัทของครอบครัวอธิการฯ ฟ้องร้องทางแพ่งต่ออธิการฯ ในฐานะของการเป็น “ตัวแทนมหาวิทยาลัย” ดังนั้น ประเด็นนี้ควรจะต้องถือเป็นปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ โดยเฉพาะ ถ้ามหาวิทยาลัยต้องจ่ายเงิน เพราะแพ้คดี จะมีนัยที่อธิการ “เซ็นเช็คมหาวิทยาลัย” ลงนามการจ่ายเงินให้แก่ “บริษัทของครอบครัวตัวเอง” ถ้าเช่นนี้แล้ว เราควรจะคิดอย่างไร หรือมีกติกาเป็น “กฎหมายลูก” อย่างไรในปัญหานี้
- สภามหาวิทยาลัยควรมีบทบาทในการควบคุมฝ่ายบริหารแค่ไหน และอย่างไร แต่ในความเป็นจริง สภาฯ แทบควบคุมฝ่ายบริหารไม่ได้เลย ยิ่งเมื่อเกิด “รัฐประหารมหาวิทยาลัย” แล้ว สภาฯ กลับมีสภาพเป็น “ตรายาง” และกระบวนการนี้ เกิดได้อย่างมีนัยสำคัญจากการ “ตีความ” ของเนติบริกร และการสนับสนุนของบรรดา “กลุ่ม-ก๊วน-แก๊ง” ท่านผู้นำ อยากเสนอทีเล่นทีจริงว่า ทำอย่างไรที่จะมี “ที่ปรึกษากฎหมาย” ของสภามหาวิทยาลัยจริงๆ มากกว่าการที่สภาฯ ต้องพึ่ง “เนติบริกร” ที่การตีความล้วนส่งเสริมความเป็นอำนาจนิยมที่มากขึ้น และไม่เป็นประโยชน์ต่อการสร้างมหาวิทยาลัยให้เป็นประชาธิปไตยแต่อย่างใด และบางทีต้องไม่ใช่การพึ่งพาฝ่ายกฎหมายของมหาวิทยาลัยที่อยู่ภายใต้การควบคุมของท่านผู้นำ ซึ่งอาจไม่กล้าให้ความเห็นอย่างตรงไปตรงมา (เดี๋ยวประเมินเงินเดือนไม่ขึ้น!)
แต่งหน้าสวยฉลอง 10 ธันวาฯ !
บทความนี้ ขออาศัยวันรัฐธรรมนูญเป็นจุดเริ่มต้นในการนำเสนอ กฎ กติกาของมหาวิทยาลัย อย่างน้อยเพื่อลดทอนความเป็นอำนาจนิยมของท่านผู้นำลงบ้าง แม้ท่านผู้นำจะอาศัยวันที่ 10 ธันวาคม ในการรับรางวัลธรรมาภิบาลดีเด่นโฆษณาตนเอง แต่คนในประชาคมกลับหัวเราะด้วยความขบขัน เพราะไม่มีอะไรจะสนุกสนานเท่ากับการดู “ละครน้ำเน่า” ที่เราไม่ได้คาดหวังสาระในการชม
การรับรางวัลธรรมาภิบาลในขณะที่มีปัญหาความไร้ธรรมาภิบาลในลา-ลา แลนด์นั้น ไม่ต่างกับ “political cosmetic” ที่ระบอบเผด็จการทั่วโลกนิยมใช้ในการหลอกคนในบ้าน และคนนอกบ้าน … นี่คือหลักรัฐศาสตร์พื้นฐานของระบอบเผด็จการ ที่ต้อง “แต่งหน้าสวย” หลอกสังคมในทางการเมืองครับ !
