bg-single

ธรรมนูญมหาวิทยาลัย | สุรชาติ บำรุงสุข

12.12.2025

     วันที่ 10 ธันวาคม ของทุกปี เราถือกันว่าเป็น “วันรัฐธรรมนูญไทย” เพราะเป็นวันแรกที่สยามได้จัดรูปแบบการปกครองของประเทศใหม่ โดยมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายแม่บท หรืออีกนัยหนึ่ง คือ การก้าวสู่ความเป็น “รัฐประชาธิปไตย” ของสยามภายใต้เงื่อนไขของการเมืองสมัยใหม่

      แต่ดังที่เราทราบกันดีว่า การมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายแม่บทเช่นนี้ ไม่ได้เป็นหลักประกันว่า สยามประเทศจะเดินก้าวหน้าไปกับกระบวนการสร้างประชาธิปไตย (democratization) ในแบบที่ควรจะเป็น หากมีอาการลุ่มๆ ดอนๆ ไปกับการสะดุดลงด้วยการยึดอำนาจ และการจัดตั้งรัฐบาลในระบอบอำนาจนิยมขึ้น จนดูเหมือนรัฐประหารกลายเป็นองค์ประกอบหนึ่งของการเมืองไทยไปโดยปริยาย

      ดังนั้น คงไม่ผิดนักที่จะกล่าวในทางทฤษฎีรัฐศาสตร์ว่า กระบวนการสร้างประชาธิปไตยจะอยู่รอดและดำเนินต่อไปได้นั้น ต้องการความมุ่งมั่นในหมู่ชนที่มีอำนาจ หรือต้องมีเงื่อนไขว่า บรรดาชนชั้นนำที่กุมอำนาจจะไม่ตัดสินใจล้มประชาธิปไตยเสียเอง อีกทั้ง ยังต้องการความยึดมั่นประชาธิปไตยในหมู่ประชาชนที่เป็นผู้ถูกปกครอง เพราะถ้าประชาชนไม่กล้าที่จะปกป้อง เพื่อให้ประชาธิปไตยอยู่ได้แล้ว โอกาสที่ประชาธิปไตยจะถูกทำลาย หรือถูกบิดเบือนจาก “ความกระหายอำนาจ” ของผู้นำนั้น จะไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด

     ถ้าผู้มีอำนาจฝักใฝ่เผด็จการและ “กระหายอำนาจ” มาก และคนที่ถูกปกครองไม่กล้าลุกขึ้นคัดค้าน หรือทัดทานบ้างแล้ว ในทางรัฐศาสตร์ สิ่งที่จะเกิดตามมาคือปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “Authoritarian Persistence” คือ การดำรงอยู่ของระบอบอำนาจนิยมในระยะยาว เช่นที่เรามักพบเห็นในการเมืองของ “ประเทศด้อยพัฒนา” ทั่วไปในเวทีโลก โดยมี “ผู้นำกระหายอำนาจแบบด้อยพัฒนา” เป็นคนควบคุมทิศทางการเมืองของประเทศ

     อาจจะด้วยความเป็นนักเรียนรัฐศาสตร์ จึงทำให้อดเปรียบเทียบประเทศกับมหาวิทยาลัยไม่ได้ เพราะนัยของการปกครองในทางการเมืองอาจไม่แตกต่างกัน … ยิ่งนั่งมองมหาวิทยาลัยในจินตนาการที่ชื่อ “ลา-ลา แลนด์ ยูนิเวอร์ซิตี้” แล้ว ยิ่งอด “คิดมาก” ไม่ได้ เลยอยากขอเอาความคิดมากมาลองเปิดประเด็นบ้าง

     ในวันที่ 10 ธันวาคม นี้ ทำให้ผมนั่งดูความเป็นไปในการใช้อำนาจด้วยข้ออ้าง “ระเบียบมหาวิทยาลัย” ของมหาวิทยาลัยลา-ลา แลนด์แล้ว อดคิดไม่ได้ว่า “ระบอบเผด็จการ” ที่ลา-ลา แลนด์ กำลังถูกสร้างขึ้นอย่างเข้มข้น เพราะท่านผู้นำที่มีความชื่นชอบอำนาจนิยมนั้น (หรือคำในทางรัฐศาสตร์คือพวก “สันดานเผด็จการ”) จะมีกระบวนการคิดไม่แตกต่างกัน ไม่ว่าในระดับชาติ หรือในระดับมหาวิทยาลัย

ปัญหาและข้อพิจารณา

     ดังนั้น บทความนี้จะทดลองนำเสนอปัญหาที่ลา-ลา แลนด์ พร้อมทั้งข้อเสนอบางประการในเรื่องกฎหมาย ดังต่อไปนี้

  1. เมื่อได้อำนาจในการบริหารมหาวิทยาลัยแล้ว ท่านผู้นำและ “แก๊งอำนาจนิยม” จะเริ่มสร้างกลุ่มก้อนหรือสร้าง “ฐานการเมือง” ในมหาวิทยาลัย (แก๊งนี้อาจอยู่ในแบบ “เครือข่าย-พรรคพวก-คนใกล้ชิด” หรือในบางครั้งแก๊งนี้อาจหมายถึง “ก๊วนกิน-ก๊วนกอล์ฟ-ก๊วนไวน์” ของบรรดากลุ่มชนชั้นนำมหาวิทยาลัย)
  2. ท่านผู้นำและแก๊งอำนาจนิยม อาจจะยอมทำตัว “สงบเรียบร้อย” ในปีที่ 1-2 ของการได้ตำแหน่ง เพื่อเรียกเสียงสนับสนุนจากสภามหาวิทยาลัย แต่เมื่อพวกเขาเริ่มมั่นใจมากขึ้น และสามารถรวบรวมสมัครพรรคพวกผ่านการตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และกรรมการบางส่วนของสภามหาวิทยาลัยได้แล้ว “กระบวนการกระชับอำนาจ” (power consolidation) ก็จะเริ่มต้นทำงาน ซึ่งอาจจะเป็นในราวปีที่ 3 และในปีที่ 4 เราจะเริ่มเห็นปรากฏการณ์ “รัฐบาลเผด็จการ” ในมหาวิทยาลัย
  3. การยึดอำนาจมหาวิทยาลัยไม่ใช่เรื่องยาก ขอให้สามารถผลักดัน “เครือข่าย-พรรคพวก-คนใกล้ชิด” เข้ามาเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิได้แล้ว เสียงการโหวตในสภามหาวิทยาลัยจะเปลี่ยนไปทันที ดังนั้น ประชาคมมหาวิทยาลัยในอนาคตควรจะออก “กฎหมายลูก” ให้มีการประกาศให้ชัดเจนว่า คนที่ถูกเสนอชื่อในการสรรหามีที่มาที่ไปอย่างไร และมีความเกี่ยวข้องกับผู้บริหารมหาวิทยาลัยทางหนึ่งทางใดหรือไม่
  4. ข้อสังเกตในเชิง “ธรรมาภิบาลตำแหน่ง” ที่ลา-ลา แลนด์ กรรมการสภาฯ มีที่มา ดังนี้ 1. เป็นภรรยาของนายกสภาฯ ที่ท่านผู้นำเป็นกรรมการสภา (เข้าข่ายทฤษฎี “ผลัดกันเกาหลัง”) และท่านผู้นำส่งเข้ามาเป็นกรรมการสภา (กรณีนี้น่าจะมีปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนโดยตรง)  2. เป็นที่ปรึกษาของท่านผู้นำ และท่านผู้นำส่งประกวดเป็นกรรมการสภาฯ (เป็นคำถามว่ากรณีนี้มีประเด็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่) 3 และ 4. เป็นคนที่มากับ “ด่วนนครพิงค์” ด้วยการมาจากคณะเดียวกันกับท่านผู้นำ จึงมีการผลักดันเข้ามา (แม้กรณีนี้จะไม่อาจเข้าข่ายธรรมาภิบาล เพราะความเป็นเพื่อน/รุ่นน้องจากคณะเดียวกัน เพียงแต่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ในการคัดเลือกบุคลากรในการเป็นกรรมการสภาฯ)
  5. กรรมการที่มาจากสายอาจารย์ที่เข้ามาบางส่วน แม้จะมีความตั้งใจดี แต่เมื่อเจอท่าทีแบบ “ผู้นำเผด็จการ” แล้ว พวกเขามักจะยอม เพราะความเป็น “มหาวิทยาลัยภูธร แต่ไม่หลังเขา” นั้น อำนาจความเป็นผู้นำเผด็จการมักจะเป็นที่ “เกรงกลัว” ในมหาวิทยาลัย ทำให้อาจารย์ไม่อยากแสดงตัวในการคัดค้าน และอยู่ภายใต้คำขวัญแบบยุคจอมพล ป. ที่ว่า “ท่านผู้นำไปไหน เราไปด้วย” อันส่งผลให้เกิด “สภารีโมท” ไปด้วย
  6. ความเป็นผู้นำเผด็จการเช่นนี้ ยังมีนัยถึงการควบคุมที่ประชุมคณบดีให้อยู่ จนแทบจะเป็น “ที่ประชุมรีโมท” เพราะต้องไปในทิศทางของท่านผู้นำ ถ้าหวังในแบบประชาธิปไตยว่า ที่ประชุมคณบดีจะเป็นเวทีของการมีส่วนร่วม หรือการระดมความคิด ขอให้เลิกเชื่อได้เลย เนื่องจากหลายเรื่องจึงเข้าสู่การประชุมในแบบ “มาเร็ว เคลมเร็ว” และต้องเป็นไป “ตามธง” ของผู้มีอำนาจเสมอ
  7. การจะทำเช่นนี้ได้ในอีกส่วน จึงต้องผลักดันคนในแบบ “ก๊วนกิน-ก๊วนกอล์ฟ-ก๊วนไวน์” ให้เข้ามามีตำแหน่งคณบดีมากขึ้น หรือถ้ามีปัญหาในการร้องเรียน ต้องตั้งกรรมการสอบ เช่น ปัญหาการรับผลประโยชน์ ก็อาจใช้คนใน “ก๊วนกอล์ฟ” สอบกันเอง (ผมกำลังสงสัยว่า การเล่นพวกหนักกว่าหน่วยราชการปกติมาก)
  8. ถ้าคณบดีใน “สายอำนาจ” หมดวาระลง ก็ใช้การผลักดันผ่านการสรรหาให้กลับเข้ามามีตำแหน่งได้ใหม่ แม้จะเกษียณแล้ว ก็ให้กลับมาภายใต้เงื่อนไขการอนุมัติของมหาวิทยาลัยให้ใช้เงินกองทุนคณะในการจ้างอาจารย์เกษียณท่านนี้ให้เป็นคณบดีต่อไปได้ น่าจะถึงเวลาที่จะต้องมี “กฎหมายลูก” ไม่อนุญาตให้ทำเช่นนั้น เพราะการใช้เงินกองทุนคณะเพื่อจ้าง “คณบดีเกษียณ” เป็นเวลา 4 ปีนั้น เป็นจำนวนเงินมหาศาลสำหรับแต่ละคณะ (ถ้าท่านผู้นำจะเอาเงินจากบริษัทพาณิชย์ส่วนตัวของท่านบริจาคให้ เพื่อการจ้างตำแหน่งนี้ต่อ บทความจะไม่มีข้อโต้แย้งแต่ประการใด) คณบดีเกษียณเช่นนี้ย่อมจะเป็นฐานการเมืองอย่างดีให้ท่านผู้นำ
  9. ที่ลา-ลา แลนด์ มีคณบดีที่ดำรงตำแหน่งครบ 2 วาระเป็นจำนวน 8 ปีแล้ว และมีวาระมาคั่นชั่วคราว เพื่อจะได้กลับเข้ารับการสรรหาใหม่ภายใต้การสนับสนุนของท่านผู้นำ ซึ่งในทางปฏิบัติสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องถือว่าเป็น “การละเมิดเจตนารมณ์แห่งกฎหมาย” เพราะข้อกำหนด 8 ปีนั้นออกมา เพื่อต้องการให้มีการเปิดทางให้อาจารย์ท่านอื่นได้เป็นคณบดีบ้าง อันจะเป็นการป้องกันการผูกขาดอำนาจ จึงสมควรที่จะตรากฎหมายลูกว่า “8 ปีแล้ว” ควรมีสำนึกว่า ต้องพอบ้างในการ “เสพอำนาจ” และไม่อนุญาตให้เข้ารับการสรรหาอีก การเป็นคณบดีมา 8 ปีน่าจะต้องถือว่าเพียงพอในการเป็น “เกียรติ์แก่วงตระกูล” แล้ว (บางคนเป็นคณบดี 2 สมัย 8 ปี เป็นประธานสภาอาจารย์ 2 สมัย 4 ปี และกลับมาเป็นคณบดีอีกในวาระปัจจุบัน หรือบางคนเป็น 2 สมัย 8 ปี เว้นให้เพื่อนสนิทเป็น 4 ปี กลับมาเป็นอีก 4 ปี เกษียณแล้ว และขอเป็นอีก 4 ปี)
  10. เมื่อคณบดีหมดอายุในตำแหน่ง การมี “คณบดีรักษาการ” เป็นประเด็นที่ต้องคิด เพราะที่ลา-ลา แลนด์ ท่านผู้นำภายการตีความของ “เนติบริกร” ด้วยการรองอธิการบดีไปรักษาการ การไป “กินเมือง” จากส่วนกลางมักมีผลโดยตรงในการสรรหาคณบดีคนต่อไป หรือหากมีการรักษาการโดยรองอธิการบดีในช่วงที่มีการแสวงหาชื่อผู้ที่เหมาะสมในการเป็นนายกสภาฯ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิฯ แล้ว การรักษาการเช่นนี้จะส่งผลโดยตรงต่อการนำเสนอชื่อดังกล่าว จึงต้องออก “กฎหมายลูก” ยุติการรักษาการในลักษณะเช่นนี้
  11. ความพิเศษของลา-ลา แลนด์ คือ การเอากรรมการสรรหาอธิการ มาสรรหาเป็นคณบดี โดยมีอธิการและกลุ่มอำนาจของตน เป็นผู้สรรหา ซึ่งเป็นอาการ “ผลัดกันเกาหลัง” ด้วยปัญหา “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ที่ชัดเจน จึงสมควรที่จะต้องออก “กฎหมายลูก” ไม่อนุญาตให้อาจารย์ที่เป็นกรรมการสรรหาอธิการ เข้ารับการสรรหาในช่วง 4 ปีแรกของตำแหน่งของอธิการท่านนั้น หรือไม่อนุญาตให้รับตำแหน่งในฝ่ายบริหาร เช่น การเป็นผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดี แม้จะบอกว่าอำนาจในการตั้งเป็นของอธิการฯ ก็ตาม
  12. การสรรหาอีกส่วน คือ การส่งรองอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการบดี ไปลงแข่งเป็นคณบดี ซึ่งเราอาจไม่สามารถตีความเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนได้ แต่ต้องไม่ลืมว่า อธิการบดีเป็นกรรมการสรรหาด้วย จะถือเป็นการ “เล่นพวก” หรือไม่ เป็นไปได้หรือไม่ ที่จะมี “กฎหมายลูก” ผู้ช่วยอธิการฯ หรือ รองอธิการฯ ที่เข้ารับการสรรหาต้องพ้นจากตำแหน่งดังกล่าวแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี เพื่อป้องกันการส่ง “คนใกล้ชิด” มาควบคุมคณะต่างๆ
  13. คนที่รับตำแหน่งในฐานะ “คนใกล้ชิด” ท่านผู้นำ เช่น ผู้ที่รับตำแหน่งเป็น “ที่ปรึกษาของอธิการฯ” นั้น อย่างน้อยควรพ้นจากตำแหน่งแล้ว 2 ปี เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน หรือเข้ามาเพียงเพื่อเป็น “องครักษ์พิทักษ์นาย” ในที่ประชุมสภาฯ
  14. การเข้ารับตำแหน่งอธิการบดี ควรประกาศให้ชัดเจนในประเด็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน อาจารย์ทุกคนมีสิทธิ์ในการประกอบธุรกิจที่เป็นสัมมาอาชีพ แต่เราควรจะมีข้อพิจารณาอย่างไร เมื่อบริษัทของครอบครัวอธิการฯ ฟ้องร้องทางแพ่งต่ออธิการฯ ในฐานะของการเป็น “ตัวแทนมหาวิทยาลัย” ดังนั้น ประเด็นนี้ควรจะต้องถือเป็นปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ โดยเฉพาะ ถ้ามหาวิทยาลัยต้องจ่ายเงิน เพราะแพ้คดี จะมีนัยที่อธิการ “เซ็นเช็คมหาวิทยาลัย” ลงนามการจ่ายเงินให้แก่ “บริษัทของครอบครัวตัวเอง” ถ้าเช่นนี้แล้ว เราควรจะคิดอย่างไร หรือมีกติกาเป็น “กฎหมายลูก” อย่างไรในปัญหานี้
  15. สภามหาวิทยาลัยควรมีบทบาทในการควบคุมฝ่ายบริหารแค่ไหน และอย่างไร แต่ในความเป็นจริง สภาฯ แทบควบคุมฝ่ายบริหารไม่ได้เลย ยิ่งเมื่อเกิด “รัฐประหารมหาวิทยาลัย” แล้ว สภาฯ กลับมีสภาพเป็น “ตรายาง” และกระบวนการนี้ เกิดได้อย่างมีนัยสำคัญจากการ “ตีความ” ของเนติบริกร และการสนับสนุนของบรรดา “กลุ่ม-ก๊วน-แก๊ง” ท่านผู้นำ อยากเสนอทีเล่นทีจริงว่า ทำอย่างไรที่จะมี “ที่ปรึกษากฎหมาย” ของสภามหาวิทยาลัยจริงๆ มากกว่าการที่สภาฯ ต้องพึ่ง “เนติบริกร” ที่การตีความล้วนส่งเสริมความเป็นอำนาจนิยมที่มากขึ้น และไม่เป็นประโยชน์ต่อการสร้างมหาวิทยาลัยให้เป็นประชาธิปไตยแต่อย่างใด และบางทีต้องไม่ใช่การพึ่งพาฝ่ายกฎหมายของมหาวิทยาลัยที่อยู่ภายใต้การควบคุมของท่านผู้นำ ซึ่งอาจไม่กล้าให้ความเห็นอย่างตรงไปตรงมา (เดี๋ยวประเมินเงินเดือนไม่ขึ้น!)

แต่งหน้าสวยฉลอง 10 ธันวาฯ !

      บทความนี้ ขออาศัยวันรัฐธรรมนูญเป็นจุดเริ่มต้นในการนำเสนอ กฎ กติกาของมหาวิทยาลัย อย่างน้อยเพื่อลดทอนความเป็นอำนาจนิยมของท่านผู้นำลงบ้าง แม้ท่านผู้นำจะอาศัยวันที่ 10 ธันวาคม ในการรับรางวัลธรรมาภิบาลดีเด่นโฆษณาตนเอง แต่คนในประชาคมกลับหัวเราะด้วยความขบขัน เพราะไม่มีอะไรจะสนุกสนานเท่ากับการดู “ละครน้ำเน่า” ที่เราไม่ได้คาดหวังสาระในการชม

       การรับรางวัลธรรมาภิบาลในขณะที่มีปัญหาความไร้ธรรมาภิบาลในลา-ลา แลนด์นั้น ไม่ต่างกับ “political cosmetic” ที่ระบอบเผด็จการทั่วโลกนิยมใช้ในการหลอกคนในบ้าน และคนนอกบ้าน … นี่คือหลักรัฐศาสตร์พื้นฐานของระบอบเผด็จการ ที่ต้อง “แต่งหน้าสวย” หลอกสังคมในทางการเมืองครับ !



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

56 ปียิงสดบอลโลกในไทย ค่าลิขสิทธ์จากร้อยสู่พันล้าน
การแยกทางของ ‘ลิเวอร์พูล’ กับ ‘ชล็อต’ เพราะฟุตบอลใช้หัวใจมากกว่าอัลกอริธึ่ม
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 5 – 11 มิถุนายน 2569
ทดสอบฮอนด้า CR-V e:HEV 2026 เพิ่มออปชั่นขับสนุก-นั่งสบายเหมือนเดิม
หยีทะเล พืชสามัญแต่ไม่ธรรมดา
ต้มซูเปอร์ปีกไก่
อสังหาฯ บ้านคอนโดฯ ‘ไหลย้อนกลับ’
E-DUANG | สัมพันธ์ ภูมิใจไทย เพื่อไทย จุดพลิก รัฐบาล ฝ่ายค้าน
‘แดง’ หวนคุมพืชสวนโลกอีสาน ตามรอยราชพฤกษ์ 2549 ยุค ‘นายใหญ่’
​สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาเนินขาม ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
“อนุทิน” ตอบปม UNCLOS ย้ำ ยังไม่ถึงเวลาฟื้นสัมพันธ์-ไม่มีเปิดด่าน มั่นใจรักษาอธิปไตยได้เต็มที่ !
การทูตไม้ไผ่ (Bamboo Diplomacy)ของเวียดนาม : พัฒนาการและข้อจำกัด