ในประเทศ
ชาตินิยมพลัส+Green (ยังไม่) peace
มีมุมมองการวิเคราะห์ทางการเมือง ที่กล้าออกปากชี้ชัดว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล จะขึ้นเป็นเบอร์ 1 ชนะศึกเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่จะถึงนี้ อย่างแน่นอน
ผู้สังกัดแนววิเคราะห์นี้ที่เปิดตัวแบบไม่ต้องเกรงใจใครก็คือนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์
ทั้งยังฟันธงต่อว่าอันดับ 2 และอันดับ 3 น่าจะเป็นการชิงกันของพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน
หากย้อนกลับไปเมื่อการเลือกตั้งปี 2566 คงไม่มีใครเชื่อว่าพรรคภูมิใจไทยจะพลิกกลับมาแข็งแกร่งได้มากขนาดนี้
เลือกตั้งปี 2569 ที่จะถึงนี้กลายเป็นค่ายสีน้ำเงินแข็งแกร่งที่สุด ว่ากันว่าขาข้างหนึ่งของนายอนุทิน ย่างเข้าไปในทำเนียบรัฐบาลเป็นที่เรียบร้อย
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักวิเคราะห์การเมืองหลายสำนักมองว่านายอนุทินมาเหนือคนอื่นในวันนี้ก็คือสถานการณ์ปะทะไทย-กัมพูชา ที่กำลังเกิดขึ้นขณะนี้ ทั้งยังไม่มีวี่แววจะจบลงโดยง่าย
กลายเป็นว่า จากที่สีน้ำเงินกำลังเผชิญวิกฤตศรัทธาน้ำท่วมหาดใหญ่ เกิดคำถามมากมายกระทบรัฐบาล ต่อเนื่องด้วยปัญหาสแกมเมอร์ข้ามชาติแทรกซึมเข้ามาพัวพันกับบุคคลระดับสูงของรัฐบาล ทั้งสองประเด็นเงียบหายไปแทบจะทันที เมื่อเสียงปืนใหญ่ดังขึ้นริมชายแดนไทย-กัมพูชา
ตรงกันข้าม คะแนนนิยมในตัวผู้นำรัฐบาลที่ก็พลิกกลับพุ่งขึ้นทันทีเช่นกัน
เพราะเป็นจังหวะอันดีของนายอนุทินในการเล่นไปตามกระแสทหาร สวมบทฮีโร่ผู้นำชาตินิยมสู้ผู้รุกราน
แน่นอนว่าบทบาทนี้ไม่ใช่ว่าใครจะเล่นกันง่ายๆ
หากย้อนกลับไปดูการเคลื่อนไหวของค่ายสีน้ำเงินจะเห็นว่า ระดับแกนนำ 2 น. ผู้ยิ่งใหญ่ ทั้ง น.หนู อนุทิน และ น.เนวิน ชิดชอบ ล้วนมีประสบการณ์สูงในการเล่นบทบาทผู้นำชาตินิยมมายาวนาน และเข้มข้นขึ้นอย่างมากช่วงปีที่ผ่านมา
เมื่อเกิดเหตุปะทะขึ้นที่ชายแดน จึงเรียกเป็นภาษาชาวบ้านได้ทันทีว่า “บอลเข้าทาง” นายอนุทินแล้ว
ย้อนกลับไปดูวาทะสำคัญของนายอนุทินตั้งแต่การยังไม่เกิดการปะทะเฟส 2 ก็จะเห็นความพยายามสวมบทฮีโร่ชาตินิยมมาแต่เนิ่นๆ
ตั้งแต่การประกาศเด็ดขาดต้องไม่มีขาที่ 8 อีกแล้ว หรือการประกาศต้องใช้ความเป็นไทยสั่งสอนผู้รุกราน ช่วงวันที่ 1 ธันวาคม 2568 ปลุกใจผู้รักชาติ
ต่อมาก็ลงพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชาบ่อยครั้งเพื่อมอบนโยบายข้าราชการฝ่ายพลเรือนและทหาร ปลุกใจเตรียมความพร้อมสู้ศึก
เมื่อเกิดการปะทะขึ้นจริงก็แท็กทีมกับผู้บัญชาการเหล่าทัพทั้งหมด ออกโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแถลงการณ์ใช้ปฏิบัติการทางทหารกับกัมพูชาในวันที่ 8 ธันวาคม พร้อมประกาศจุดยืน จะไม่มีการเจรจากันอีก หากจะหยุดสู้รบ กัมพูชาต้องทำตามสิ่งที่ประเทศไทยกำหนดเท่านั้น
หลังเริ่มมีทหารไทยเสียชีวิตจากการปะทะ นายอนุทินก็ประกาศอย่างดุดัน ในวันที่ 9 ธันวาคม ว่าต้องมีการชดใช้ พร้อมกล่าวเพิ่มเติมว่า ทหารหยุดไม่ได้ จะดำเนินการจนกว่ากองทัพกัมพูชาจะสิ้นสภาพ
แม้จะมีความพยายามจากผู้นำต่างชาติขอให้ไทยและกัมพูชาหยุดยิงและพูดคุยกัน แต่อนุทินก็ประกาศหนักแน่นในวันที่ 13 ธันวาคม ว่าไม่มีการหยุดยิง
ในชั่วข้ามคืน นายอนุทินก็ได้ชื่อเป็นฮีโร่ชาตินิยมกล้าโต้กลับโดนัลด์ ทรัมป์ มหาอำนาจใหญ่ของโลกแบบไม่เกรงกลัว
หลังสถานการณ์การสู้รบเกิดขึ้นต่อเนื่องเกือบครบสัปดาห์ร้อนจนกระทั่ง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ต้องส่งสัญญาณขอให้ทั้งสองประเทศกลับสู่การเจรจาเช่นเดิม แต่การโพสต์ข้อความของทรัมป์ที่ประโยคหนึ่งกล่าวว่า เหตุที่เกิดกับไทยเป็นเพียงอุบัติเหตุ
นั่นทำให้นายอนุทินได้จังหวะ โต้กลับโดนัลด์ ทรัมป์ ทันควัน ยืนยันเหตุที่เกิดกับทหารไทยไม่ใช่อุบัติเหตุแน่นอน ทั้งยังย้อนทรัมป์ ไปบอกกัมพูชาให้หยุดยิงก่อน เพราะไทยไม่เคยเริ่มก่อน
มากกว่านั้น ระหว่างเกิดสถานการณ์ปะทะ จะเห็นว่านายอนุทินลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาบ่อยมาก โดยเฉพาะการเดินทางไปเป็นประธานพิธีพระราชทานเพลิงศพทหารที่เสียชีวิต คนได้เห็นภาพนายอนุทินน้ำตาไหลหลายต่อหลายครั้ง ไว้อาลัยวีรชนทหารกล้า
นายอนุทินยังเดินทางไปเยี่ยมผู้ประสบภัยที่อพยพออกจากบ้านอย่างต่อเนื่องไม่เว้นวันหยุด
ยิ่งในช่วงหลังจะเห็นบทบาทนายอนุทินให้สัมภาษณ์พูดถึงยุทธศาสตร์ทางการทหารมากขึ้น เช่นวันที่ 17 ธันวาคม นายอนุทินให้สัมภาษณ์ว่าต้องยึดเนิน 350 ที่ขณะนั้นกำลังมีการสู้รบอย่างดุเดือดให้ได้ ต่อเนื่องด้วยการอนุมัติงบฯ กลางหลายพันล้านเพื่อใช้ในการสู้รบ
บทบาทของนายอนุทินในสถานการณ์สู้รบมาเห็นผลชัดเจนก็คือเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม ได้มีมวลชนกลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) (ปกติมวลชนกลุ่มนี้ก็ไม่ใช่ฐานแฟนคลับของค่ายสีน้ำเงิน) เดินทางมามอบดอกไม้และให้กำลังใจนายอนุทิน
นายอนุทินออกมารับดอกไม้ด้วยตัวเอง พร้อมประกาศวาะทะ “ไทยไม่แพ้แน่” พร้อมเคียงบ่าเคียงไหล่สู้รบกับทหารหาญทุกคน
หรือในวันที่ 21 ธันวาคม เกิดเหตุทหารนาวิกโยธินเหยียบทุ่นระเบิดชายแดนตราด สูญเสียขาเป็นรายที่ 8 นายอนุทินก็บินด่วนลงพื้นที่ไปเยี่ยมทันที พร้อมประกาศ กัมพูชาทำแบบนี้ อย่าหวังเลิกแล้วต่อกัน
นี่คือตัวอย่างไทม์ไลน์ให้เห็นว่าผู้นำค่ายสีน้ำเงินเล่นตามเกมเก่งแค่ไหน ในบทฮีโร่ชาตินิยมภายใต้สถานการณ์การเมือง 1 เดือนก่อนเลือกตั้งใหญ่
อาการหลังพิงชาตินิยมของค่ายสีน้ำเงินยังปรากฏชัดในวันเปิดนโยบายพรรค ทั้งการประกาศนโยบายสร้างรั้วปกป้องชาติ และนโยบายเปิดรับทหารอาสา 1 แสนนาย รับราชการเงินเดือน 1.2 หมื่นบาท แทนระบบทหารเกณฑ์เพื่อหลีกเลี่ยงจุดอ่อนทางนโยบายประเด็นกองทัพกับพรรคส้ม
เมื่อจับเอาอาการโหนชาตินิยมเลเวลชำนาญการระดับสูง พร้อมถอยกลับไปมอง “ภาพกว้างการขยับทางการเมืองของค่ายสีน้ำเงิน” รอบหลายเดือนที่ผ่านมา
ไม่ว่าจะเป็นการหักกับค่ายแดงด้วยเหตุผลความรักชาติ การเดินเกมหลังม่านมาจับมือกับพรรคส้มยอมเซ็นข้อตกลงจะปลดล็อกแก้ไขรัฐธรรมนูญให้
เมื่อเข้ามามีอำนาจรัฐก็ทำนโยบายคนละครึ่งแจกเงินเรียกคะแนนนิยม ตามด้วยการย้ายข้าราชการจำนวนมาก การสะสมทรัพยากรทางการเมืองเพื่อใช้ในการเลือกตั้ง การดูดเครือข่ายการเมืองอิทธิพลท้องที่เข้าไปอยู่ในพรรค พร้อมๆ กันนั้นก็เดินเกมปลุกกระแสชาตินิยม
พอได้จังหวะคะแนนชาตินิยมกำลังมา ก็หักข้อตกลงพรรคประชาชน โหวตเข้าข้าง ส.ว.เพื่อรักษาอำนาจไว้ตามรัฐธรรมนูญ 2560
การยุบสภาเพื่อให้เกิดการเลือกตั้งไวที่สุด 8 กุมภาพันธ์ ทำให้ค่ายสีน้ำเงินได้เปรียบที่สุด อย่างน้อยโมเมนตัมทางการเมืองจากกระแสทหารนิยม-ชาตินิยมยังมีเอฟเฟ็กต์ต่อการเลือกตั้ง
ค่ายสีน้ำเงินยังเดินเกมใช้จังหวะได้เปรียบในเรื่องอื่นๆ
1. ไม่ร่วมเวทีดีเบตกับพรรคการเมืองต่างๆ เพราะรู้ว่าเป็นจุดอ่อน และกลัวจะพูดผิดจนถูกนำไปต่อยอดให้เสียคะแนนนิยมทางการเมือง
2. ดึงเทคโนแครตร่วมทีมต่อ ในวันเปิดนโยบายมีการประกาศชัดว่าจะให้นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ มาเป็นทีมรองนายกฯ ต่อเนื่อง
เพราะรู้จุดอ่อนของคนในค่ายสีน้ำเงิน จึงดึงจุดแข็งของคนเหล่านี้มากลบจุดอ่อนตนเอง พร้อมๆ กับดันบทบาทคนรุ่นใหม่อย่าง ไชยชนก ชิดชอบ และ ซาบีดา ไทยเศรษฐ์
3. แท็กทีมทหารต่อเนื่อง นายอนุทินเข้าร่วมการประชุมความมั่นคงเสมอ ตามใจทหารทุกเรื่อง อนุมัติงบฯ ให้อย่างเดียว ไม่มีติดขัด
ประมวลจากทั้งหมด จึงจะเห็นว่าได้ว่า ที่นักวิเคราะห์การเมืองฟันธงว่า นายอนุทินมาแน่ในการเลือกตั้งครั้งหน้า จึงไม่เกินจริง
จากนี้ไป นายอนุทินเล่นบทพระเอกชาตินิยมเต็มสูบเช่นเดิม หวังใช้จังหวะนี้เป็นแต้มต่อในศึกเลือกตั้ง ครองอำนาจยาวอีก 4 ปี
ขณะที่กลุ่มทหารซึ่งมีบทบาททางการเมืองในการเมืองไทยมายาวนาน และมีความนิยมต่ำลงมากยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
กลายเป็นว่า ผู้นำทหารเจนนี้ ไม่เน้นยุ่งการเมืองเช่นผู้นำในอดีตเคยทำ แต่มาเน้นทำสงครามจริงจังช่วงปีที่ผ่านมา ช่วยฟื้นฟูคะแนนนิยมทหารให้กลับมาได้สำเร็จ
กระแสชาตินิยมเฟื่องฟู คนได้ประโยชน์ทางตรงคือทหาร คนที่ได้ประโยชน์ทางอ้อมคือนักการเมือง
เมื่อประสานกันดีขนาดนี้ ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ระหว่างกัน ช่วยกันสถานปนา “ยุคสมัยที่ความมั่นคงทางทหารมาแรงเหนือสิ่งอื่นใด”
มิติทางเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา ประชาธิปไตย ฯลฯ ก็เก็บไว้ก่อน
คนไทยก็ต้องทนต่อไป …
