‘นิกเกอิ เอเชีย’ วิเคราะห์ ‘สถานะทางเศรษฐกิจของไทย’ ในกระแสเลือกตั้งประชานิยม
เทศมองไทย
โค้งสุดท้ายในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2026 ของไทย ทุกอย่างก็วนเวียนมาบรรจบพบกันที่ประชานิยมเข้าจนได้ สารพัดพรรคพากันสาดนโยบายประชานิยมเข้าใส่ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง กวาดเอาประเด็นที่ควรถูกพูดถึงอื่นๆ ออกไปไว้ด้านข้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทางด้านการค้า หรือการพัฒนาอุตสาหกรรมที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ในเวลานี้
นั่นคือความรู้สึกรวมๆ ที่ได้รับหลังจากที่อ่านข้อเขียนว่าด้วยเรื่องการเลือกตั้งทั่วไปของไทยในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ของนิกเกอิ เอเชีย ที่เผยแพร่เอาไว้เมื่อ 28 มกราคมที่ผ่านมา
ซึ่งแน่นอน ย่อมระบุเอาไว้ด้วยว่า นโยบายประชานิยมสารพัดที่ว่านี้ มีขึ้นท่ามกลางเสียงตำหนิติติง ว่าสารพัดเรื่องลดแลกแจกแถมเหล่านี้มีแต่จะบ่อนทำลายขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้เสื่อมทรามลงไปมากยิ่งขึ้น
ในขณะเดียวกันกับที่สร้างภาระหนี้สาธารณะให้ผู้คนที่มีหน้าที่ต้องชำระภาษีต้องแบกรับกันหลังแอ่นไปยาวนานในอนาคต
ประเดิมด้วยนโยบายของพรรคการเมืองอย่างเพื่อไทย ที่ประกาศแผน “ลอตเตอรี่รายวัน” ที่จะแจก 1 ล้านบาทให้กับผู้โชคดี 9 คนในทุกวัน ที่จะลงเอยเป็นเงิน 3,280 ล้านบาทต่อปี ซึ่งแกนนำพรรคบอกว่า เป็นไปเพื่อ “เพิ่มกำลังซื้อเพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัว” ที่กลายเป็นเรื่องอื้อฉาวไปในชั่วพริบตา
บางคนวิจารณ์ว่าไม่โปร่งใส ในขณะที่อีกหลายๆ คนชี้ว่า เป็นการส่งเสริมให้คนไทย “เสพติด” กับเงินที่ได้มาอย่างง่ายดายแล้วกลายเป็นการส่งเสริมความเกียจคร้านไปในที่สุด
นิกเกอิ เอเชียบอกว่า นอกจากโครงการลอตเตอรี่ที่ว่านี้แล้ว เพื่อไทยยังสัญญาว่าจะแจกเงินให้กับกลุ่ม “เปราะบาง” อย่างเช่นผู้สูงอายุและคนพิการให้ได้ 3,000 บาทต่อราย
ซึ่งถูกผู้เชี่ยวชาญทางการเมืองระบุว่า เป็นการจุดประกายให้เกิดนโยบายประชานิยมในทำนองคล้ายคลึงกัน ปรากฏออกมาเป็นทิวแถวจากพรรคการเมืองอื่นๆ ด้วยหวังว่าจะชนะในการเลือกตั้ง
พรรคภูมิใจไทยของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล มี “คนละครึ่ง”
พรรคประชาธิปัตย์เสนอให้เงินสนับสนุนเด็กแรกเกิดเดือนละ 5,000 บาทไปเป็นเวลา 1 ปีเต็ม แถมด้วยเงินแจกให้กับผู้สูงอายุและผู้พิการอีกเดือนละ 1,000 บาท
พรรคประชาชนมีนโยบายช่วยเหลือค่าเช่าบ้าน 50 เปอร์เซ็นต์สำหรับ 500,000 ครัวเรือนต่อปี จ่ายเงินให้กับผู้สูงอายุและผู้พิการกับพ่อแม่ที่มีลูกแรกคลอด 1,000 บาทอีกด้วย
นักวิชาการบอกกับนิกเกอิ เอเชียว่า นโยบายเหล่านี้ยิ่งทำให้ภาระหนี้ภาครัฐของประเทศเพิ่มสูงขึ้น ทั้งๆ ที่อยู่ในระดับเกือบเต็มเพดานเต็มทีแล้ว ซึ่งในขณะเดียวกันก็จะส่งผลกระทบต่ออันดับความน่าเชื่อถือของเครดิตประเทศ ที่ในที่สุดก็จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ
นิกเกอิ เอเชียชี้ว่า กระทรวงการคลังกำหนดเพดานหนี้สาธารณะของไทยเอาไว้ว่า ต้องไม่เกิน 70 เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพี ขณะนี้ ณ สิ้นปี 2025 ปริมาณหนี้สาธารณะที่ว่านี้ ขึ้นไปอยู่ที่ 12.4 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 65.7 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีเข้าไปแล้ว
รัฐบาลคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจของไทยเมื่อปี 2025 จะขยายตัวอยู่ที่ระดับ 2 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่สภาเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติคาดการณ์ว่า ในปีนี้เศรษฐกิจจะยิ่งชะลอลงไปอีก โดยคาดว่าจีดีพีจะขยายตัวอยู่ที่เพียงแค่ระหว่าง 1.2 เปอร์เซ็นต์ถึง 2.2 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
นิกเกอิ เอเชียระบุว่า ไม่น่าแปลกที่ประเด็นทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ เห็นได้จากผลโพลของสวนดุสิต ที่แสดงให้เห็นว่า 35.6 เปอร์เซ็นต์ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมดระบุว่า ต้องการให้รัฐบาลมุ่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจและลดต้นทุนการดำรงชีพลง จัดอยู่ในอันดับสูงสุดพอๆ กับประเด็นทางด้านความมั่นคงและอธิปไตยของประเทศ (38.1 เปอร์เซ็นต์) และการอุดหนุนราคาสินค้าเกษตรเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร (35.8 เปอร์เซ็นต์)
นิกเกอิ เอเชียบอกว่า จากการตรวจสอบปฏิกิริยาของประชาชนพบว่า แยกออกเป็นสองส่วน
ส่วนหนึ่งเชื่อว่าเป็นเรื่องดี ถือเป็นโอกาสที่จะได้จับเงินก้อนชนิดที่ไม่เคยได้แตะต้องมาก่อน
แต่อีกส่วนหนึ่งตระหนักดีว่า เงินเหล่านี้ที่แท้ก็คือเงินที่ได้จากการเรียกเก็บภาษีอากรที่พวกเรานี่แหละเป็นคนจ่าย ไม่ควรถูกนำไปใช้อย่างอีลุ่ยฉุยแฉกเช่นนี้
นิกเกอิ เอเชียระบุว่า ภาคเอกชนเองก็ไม่ได้คัดค้านนโยบายแจกทั้งหลายที่ว่านี้ แต่ที่ชวนให้เป็นกังวล เพราะต้องการให้การดำเนินการเป็นไปอย่างโปร่งใส ปลอดจากการคอร์รัปชั่น
เพราะถึงที่สุดแล้วเงินทั้งหมดเหล่านี้ ก็มาจากกระเป๋าของพวกเราเองทั้งหมดนี่แหละ
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
