คะแนนสงสาร ชาตินิยม และการเลือกตั้ง ! | สุรชาติ บำรุงสุข
สัปดาห์ที่แล้ว มีหัวข้อข่าวใหญ่ในเวทีระหว่างประเทศคือ ปัญหาความตึงเครียดระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน ที่มีโอกาสจะนำไปสู่สงครามได้ไม่ยาก และความกลัวเช่นนี้ สะท้อนชัดจากราคาทองคำที่ทะยานเกินกว่า 80,000 บาทต่อบาทอย่างไม่น่าเชื่อ ฉะนั้นจึงไม่แปลกที่ในช่วงสุดท้ายของปลายเดือนมกราคม ผู้คนในสังคมไทยดูจะกังวลกับปัญหาสงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่านอย่างมาก
แต่แล้วในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พวกเราในสังคมไทยกลับตื่นเช้าด้วยความตกใจอีกแบบ แน่นอนว่า สหรัฐยังไม่เปิดการโจมตีอิหร่าน อย่างที่ทรัมป์ออกมาขู่ทุกวัน แต่ข่าวการเลือกตั้งล่วงหน้าในวันที่ 31 มกราคม ก็เป็นอะไรที่นึกไม่ถึงอีกแบบ
หลายสื่อเปิดรายการขึ้นในเช้าวันจันทร์ที่ 2 ล้วนกล่าวถึง ปัญหาของความผิดพลาด และความบกพร่องของ กกต. อย่างที่ไม่อาจเข้าใจได้เลย
แน่นอนว่า กกต. ไม่ใช่องค์กรใหม่ที่เพิ่งเข้ามาจัดการเลือกตั้งในการเมืองไทย หาก กกต. ทำหน้าที่นี้มาอย่างนาน และต้องถือว่ามีประสบการณ์มากพอสมควรแล้ว จนน่าจะสามารถเตรียมการในการจัดการการเลือกตั้งล่วงหน้าที่เกิดในวันอาทิตย์ที่ 1 ที่ผ่านมาได้ดีกว่านี้ หรือจัดในแบบที่พร้อมมากกว่านี้
ถ้าจะบอก กกต. ขาดแคลนงบประมาณ ก็ไม่น่าใช่ หรือจะบอกว่า บุคลากรในระดับต่างๆ ที่เข้ามาทำงานนั้น เป็นมือใหม่เสียเป็นส่วนใหญ่ ก็ไม่น่าจะเป็นเหตุผลหลักแต่อย่างใด และประเด็นเหล่านี้ ไม่น่าจะเป็นข้อแก้ตัว เพราะ กกต ได้รับงบประมาณเป็นจำนวนมากในการจัดเลือกตั้ง ต้องยอมรับว่า สังคมไทยไม่เคย “ขี้เหนียว” กับค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งแต่อย่างใด
แต่ตรงข้ามกับงบประมาณที่ได้รับ หรืออย่างน้อยตรงข้ามกับประสบการณ์ของ กกต ภาพและรายละเอียดต่างๆ ที่ปรากฏในสื่อ ล้วนเป็นคำฟ้องที่ชัดเจนถึงปัญหาความขัดข้องและความผิดพลาดในการออกเสียงเลือกตั้งล่วงหน้า ที่ดูจะใหญ่กว่าความเสียหายที่คาดกันในระดับปกติ และไม่มีความชัดเจนว่า กกต. จะดำเนินการแก้ไขเรื่องนี้ได้อย่างไร เมื่อการเลือกตั้งปิดหีบไปแล้ว และใครจะเป็นผู้รับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้น
ต้องยอมรับว่า สิ่งที่เกิดเป็นความเสียหายนั้น ดูจะเกิดกับพรรคฝ่ายค้านเป็นหลัก อันทำให้คนเป็นจำนวนมากเชื่อด้วยข้อสรุปว่า ปัญหาความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเช่นนั้น เป็นความจงใจ หรือมีนัยของการกลั่นแกล้งทางการเมือง เพื่อให้เกิดผลทางลบกับพรรคที่เป็นฝ่ายตรงข้าม
ดังนั้น ผลที่เกิดในทางจิตวิทยาการเมืองคือ ทำให้คนในสังคมไทยส่วนหนึ่ง เกิดความรู้สึกในแบบ “สงสาร”พรรคที่ได้รับผลกระทบ และรู้สึกว่า เป็นการกลั่นแกล้งที่ “ไม่แฟร์” และอาจทำให้ความรู้สึกสงสารเช่นนี้ กลายเป็น “คะแนนเสียง” ทางการเมืองกับพรรคที่ถูกแกล้งได้ไม่ยาก ดังนั้น “คะแนนสงสาร” ในบริบทของจิตวิทยาการเมืองไทย จึงอาจเกิดขึ้นได้ในสภาวะเช่นนี้
ในอีกด้านคือ ทำให้หลายคนที่ไปออกเสียงล่วงหน้าในวันนั้น ย่อมรู้สึก “รับไม่ได้” หรือ “ทนไม่ได้” กับการกระทำในลักษณะเช่นนี้ของ กกต. เพราะเท่ากับเสียงของพวกเขาที่ลงไปแล้ว กลายเป็น “เสียงตกน้ำ” และจมหายไปต่อหน้าต่อตาอย่างที่ไม่อาจทำอะไรได้เลย
ด้วยประสบการณ์การเมืองที่เคยได้พบในการเมืองไทยนั้น จึงอยากขอตั้งข้อสังเกตประการหนึ่งว่า “อย่าประมาทอารมณ์การเมือง” ของผู้คนในสังคมไทยเป็นอันขาด เพราะอารมณ์ในมิติทางจิตวิทยาการเมือง พร้อมที่จะเป็นพลังขับเคลื่อนทางการเมืองให้สนองตอบต่ออารมณ์ของผู้คนที่กำลังมีความรู้สึกได้เสมอ
อีกทั้ง ต้องตระหนักว่า ยังมีผู้คนอีกส่วนที่รอที่จะเข้าคูหาครั้งใหญ่ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่จะถึง และความรู้สึกเช่นนี้ อาจจะกลายเป็น “คะแนนเสียง” อย่างดีสำหรับพรรคที่พวกเขารู้สึกสงสาร
ขณะที่เราไม่ควรประมาทกับอารมณ์ทางการเมืองของผู้คนกับปัญหาการทำงานของ กกต. แต่ในอีกด้าน เราก็ไม่อาจประมาทกับอารมณ์ทางการเมืองจากปัญหาชายแดน เพราะกระแส “ชาตินิยม” ยังสามารถทำหน้าที่ได้อย่างดีเสมอ เนื่องจาก ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ยังอยู่ในภาวะคาราคาซัง และยังไม่มีความชัดเจนว่า จะจบลงได้อย่างไร
ในภาวะเช่นนี้ อดคิดไม่ได้ว่า เสมือนกับ “กระแสไม่พอใจ กกต.” ที่ถูกสำทับเข้ากับ “กระแสไม่พอใจประกันสังคม” ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองในปัจจุบัน ซึ่งดูจะมีผลอย่างมากกับ “คะแนนเสียง” ทางการเมืองในวันที่ 8 กุมภาพันธ์

ดังนั้น ภาวะเช่นนี้ จึงเป็นดัง “กระแสไม่พอใจ กกต. + ไม่พอใจประกันสังคม สู้กับ กระแสสงครามชายแดน”
อย่างไรก็ตาม ในขณะที่การจัดการเลือกตั้งล่วงหน้า สะท้อนให้เห็นปัญหาที่เกิดในรูปแบบต่างๆ นั้น ทำให้ผู้คนหลายส่วนมีความกังวลมากขึ้นอีกว่า แล้วการเลือกตั้งใหญ่ที่จะเกิดในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ จะมีปัญหาและความผิดพลาดอะไรอีกบ้าง และถ้าปัญหาเช่นในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ เกิดในขอบเขตอย่างใหญ่และกว้างขวางกว่าในวันที่ 8 แล้ว จะเกิดอะไรขึ้นในทางการเมือง หรือจะนำไปสู่การประท้วงทางการเมืองแบบใดหรือไม่
ผู้มีอำนาจในสังคมไทย อาจต้องระมัดระวังว่า ถ้าวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เกิด “อาการซ้ำซ้อน” ในรูปแบบเช่นที่เห็นกันแล้วในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ก็อาจทำให้ผู้คนในสังคมไทยเกิดความรู้สึกว่า นี่เป็น “การเลือกตั้งสกปรก” ไม่ว่าอารมณ์เช่นนี้ จะนำไปสู่การก่อตัวของแรงต่อต้านครั้งใหญ่เช่นการต่อต้านรัฐบาลในการเลือกตั้งปี 2500 หรือไม่ก็ตาม
สมมติ ถ้าปัญหาความผิดพลาดเกิดชัดเจนในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ และตามมาด้วยการเผยแพร่ของภาพและข้อมูลขยายออกไปสู่สังคมไทยในวงกว้างแล้ว จนเป็นสิ่งที่ผู้คนจำนวนมากในสังคมไม่อาจยอมรับได้ สิ่งที่เกิดตามมาอาจกลายเป็น “วิกฤต” ได้ไม่ยาก เพราะต้องยอมรับว่า สังคมไทยปัจจุบันมีความเปราะบางทางการเมืองอยู่ค่อนข้างมาก
ดังนั้นจากนี้ไปอีกไม่กี่วันแล้ว การเลือกตั้งใหญ่จะเกิดในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ซึ่งก็ต้องขอเชิญชวนทุกคนไปออกเสียงเลือกตั้ง แต่ในอีกด้าน ก็ต้องไม่ลืมว่า เราจะต้องลงประชามติด้วย ซึ่งก็ไม่อาจคาดเดาได้ว่า จะมีความผิดพลาดอะไรจะเกิดกับประชามติรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะเป็นเรื่องนี้กำลังประเด็นสำคัญอีกส่วนในการเมืองไทยในปัจจุบัน
ภาพของความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ทำให้เกิดความกังวลเพิ่มเติมว่า ถ้ามีความผิดพลาดในทั้ง 2 ส่วนในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ จะยิ่งทำให้ “อารมณ์” ของความรู้สึกทางการเมืองของผู้คนในสังคมไทย มีอาการพุ่งพล่านมากขึ้น และต้องระวังอาการพุ่งพล่านไม่หยุดด้วย
แต่ในอีกมุมของปัญหา ก็มีความโชคดีแทรกอยู่ที่การเลือกตั้งครั้งนี้ มีแต่ประชามติรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็ดูจะมีความยุ่งยากอยู่พอสมควร แต่ถ้ามีประชามติเรื่องบันทึกช่วยจำเขตแดนไทย-กัมพูชา เป็นอีก 2 คำถามเพิ่มเข้ามาอีกเช่นที่รัฐบาลเคยนำเสนอก่อนหน้านี้แล้ว … ตอบได้ทันทีว่า จะมีความยุ่งยากมากขึ้นตามมามากขึ้นอย่างแน่นอน เพราะภาพสะท้อนจากการเลือกตั้งล่วงหน้า บอกกับเราว่า ถ้ามีบัตรหลายใบทั้งการเลือกตั้ง ประชามติรัฐธรรมนูญ และประชามติบันทึกช่วยจำแล้ว วันที่ 8 กุมภาพันธ์ จะเป็น “วันของความวุ่นวาย” ทางการเมืองอย่างหนีไม่พ้น
อย่างไรก็ตาม ก็หวังว่าความผิดพลาดของ กกต. จะได้รับการแก้ไขให้เบาบางไปบ้าง แต่ดังที่กล่าวแล้วว่า ถ้าความผิดพลาดเช่นนี้ ยังเกิดในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ และขยายวงไปกับขอบเขตและปริมณฑลของการเลือกตั้งทั่วประเทศ และทั้งยังรวมถึงมีปัญหาของการลงประชามติเพิ่มขึ้นตามมาอีกด้วยแล้ว … วันที่ 8 กุมภาพันธ์ จะเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตการเมืองไทยได้ไม่ยาก และทั้งจะทำให้ผลการเลือกตั้งกลายเป็นข้อถกเถียงที่ไม่ยุติ !
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
