บทความพิเศษ | พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
ถึงตอนนี้ ทุกคนคงทราบผลการเลือกตั้งและการลงประชามติอย่างไม่เป็นทางการแล้ว
เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสให้สัมภาษณ์แก่สำนักข่าว Bloomberg รวมถึงได้สื่อสารเวทีต่างๆ ถึงทิศทางที่ประเทศไทยควรจะเดินไปในวันที่โลกเปลี่ยนไปแล้ว
วันนี้ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนทางแยกสำคัญ ระหว่างการก้าวไปข้างหน้าสู่ “ประชาธิปไตยที่มั่นคง” กับ วนกลับเข้าสู่ “วงจรแห่งความไร้เสถียรภาพ”
แต่ความท้าทายของประเทศไทยในวันนี้ ไม่ใช่เพียงการเลือกนโยบายที่ถูกต้อง หากคือการสร้างระบบการเมืองและรัฐที่สามารถทำให้นโยบายเหล่านั้นเกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โลกสนใจประเทศไทยเพราะ “ปัญหา” มากกว่า “ศักยภาพ” ไม่ว่าจะเป็นรัฐประหาร การเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีบ่อยครั้ง หรือพรรคที่ชนะการเลือกตั้งไม่ได้เป็นรัฐบาล โลกกำลังปรับตัวอย่างรวดเร็ว แต่ประเทศไทยกลับเสี่ยงที่จะติดอยู่กับความไม่แน่นอนของตัวเอง
เพื่อให้ประเทศไทยกลับเข้าสู่ความมั่นคงและมั่งคั่ง ขอเสนอให้รัฐบาลใหม่มุ่งเน้นไปที่ 3 ภารกิจหลัก ดังนี้
1.เปลี่ยนประเทศให้มีเสถียรภาพทางการเมือง
ความไร้เสถียรภาพทางการเมืองคืออุปสรรคสำคัญที่ฉุดรั้งประเทศมานานนับทศวรรษ เราได้เห็นการใช้ “นิติสงคราม” เพื่อขัดขวางเจตจำนงของประชาชน และทำให้ผลการเลือกตั้งไม่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นอำนาจในการบริหารประเทศได้อย่างแท้จริง
เมื่อการถ่ายโอนอำนาจไม่แน่นอน ประชาธิปไตยย่อมไม่สามารถสร้างเสถียรภาพได้
ประชาธิปไตยที่เข้มแข็งไม่ได้หมายถึงเพียงการมีการเลือกตั้ง แต่หมายถึงระบบที่ทำให้ “ผลการเลือกตั้ง” และ “การจัดตั้งรัฐบาล” เป็นเรื่องเดียวกัน ไม่ใช่สองเรื่องที่อาจแยกออกจากกันได้
รัฐบาลใหม่จึงมีภารกิจเร่งด่วนในการผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มาจากประชาชน เพื่อให้กติกาทางการเมืองสะท้อนเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง และทำให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งสามารถทำงานได้โดยไม่ต้องหวาดระแวงอำนาจนอกระบบ
เสถียรภาพทางการเมืองไม่ใช่เพียงเรื่องของการเมือง แต่คือรากฐานของความเชื่อมั่นในสายตาประชาคมโลก
2. เปลี่ยนรัฐให้มีศักยภาพ จาก “ความซับซ้อน” เป็น “ความชัดเจน“
ประเทศไทยเผชิญกับสภาวะ “นายกรัฐมนตรีประตูหมุน” โดยมีผู้นำถึงสามคนภายในเวลาไม่ถึงสามปี ซึ่งทำให้นโยบายขาดความต่อเนื่องและสร้างความสับสนให้กับนักลงทุนต่างชาติ ทำให้วางแผนการลงทุนยากจนไม่กล้าลงทุน
สิ่งที่นักลงทุนนักธุรกิจต่างชาติบอกผมเสมอเมื่อเดินทางไปทั่วโลกคือ “Your country is too complicated” (ประเทศของคุณซับซ้อนเกินไป)
ปัญหาของไทยจึงไม่ใช่เพียง “นโยบายดีหรือไม่ดี” แต่คือรัฐสามารถดำเนินนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่
รัฐที่มีศักยภาพต้องเป็นรัฐที่ :
- กฎระเบียบเอาแน่เอานอนได้
- การบังคับใช้กฎหมาย กฎระเบียบมีมาตรฐาน ไม่ได้เป็นไป “ตามใจ” ผู้บังคับใช้
- นโยบายมีความต่อเนื่อง
- และภาคเอกชนสามารถวางแผนระยะยาวได้
รัฐบาลใหม่ต้องสังคายนากฎระเบียบที่ซับซ้อน สร้างความต่อเนื่องเชิงนโยบาย และสร้างระบบบริหารที่โปร่งใส คาดการณ์ได้ และเข้าใจง่ายสำหรับทั้งคนไทยและนักลงทุนทั่วโลก เพราะในโลกที่การแข่งขันสูง ประเทศที่ “เข้าใจยาก” มักถูกมองข้ามเสมอ
3. เปลี่ยนเครื่องยนต์เศรษฐกิจ จาก “คนป่วยแห่งเอเชีย” สู่ “พยัคฆ์” ตัวเดิม
เราต้องยอมรับความจริงที่สื่อระดับโลกขนานนามเราว่า “คนป่วยแห่งเอเชีย” ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่ไทยกลับโตเพียง 1-2% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก น่าตกใจไปกว่านั้น หากนับตั้งแต่ข่วงก่อน COVID-19 เศรษฐกิจเวียดนามโตขึ้นมา 40% ระหว่างที่ไทยโตขึ้นเพียงราว 5% นอกจากนี้ เรากำลังเผชิญกับวิกฤตที่หยั่งรากลึก ทั้งการผลิตที่ลดลง 20% ในรอบ 5 ปี หนี้ครัวเรือนที่สูงเกือบ 90% ของ GDP และสังคมที่ “แก่ก่อนรวย”
เศรษฐกิจไทยจึงต้องการมากกว่ามาตรการระยะสั้น เราต้องการการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่
ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจควรมุ่งเน้น 3 ด้านสำคัญ ได้แก่
- การสร้างความไว้วางใจและความแน่นอนทางนโยบาย
- การอัพเกรดโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
- การปลดล็อกตลาดภายในประเทศเพื่อเพิ่มกำลังซื้อ
เพราะการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในระบบที่คาดเดาไม่ได้ เสถียรภาพทางการเมืองและศักยภาพของรัฐคือเงื่อนไขเบื้องต้นของความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ
ประเทศไทยเคยเป็น “เสือเศรษฐกิจ” ของภูมิภาค และผมเชื่อจริงๆ ว่า หากเราปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างจริงจัง ไม่มีเหตุผลใดที่เราจะกลับมาเป็น “เสือ” อีกไม่ได้
โลกปรับ ไทยต้องเปลี่ยน
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เราต้องยอมรับความจริงที่น่าเจ็บปวดว่า ประเทศไทยได้กลายเป็นประเทศ “Introvert” ที่หมกมุ่นอยู่แต่กับวังวนของความขัดแย้งและการเมืองที่ไร้เสถียรภาพ จนโลกเริ่มที่จะไม่สนใจเรา และเราเองก็เริ่มไม่สนใจโลกมากขึ้นทุกที
แต่ผมเชื่อมั่นอย่างสุดหัวใจว่า “ยังไม่สายเกินไปที่จะเปลี่ยน” หากรัฐบาลใหม่สามารถลงมือจัดการกับ 3 ภารกิจหลักที่ผมเสนอไว้ได้อย่างเป็นรูปธรรม ประเทศไทยย่อมมีศักยภาพที่จะเปลี่ยนผ่านจากประเทศที่โลกเคยมองข้าม ให้กลายเป็นประเทศที่โดดเด่นและกลับมาเป็นจุดหมายสำคัญของการลงทุนอีกครั้ง
ถึงเวลาแล้วที่เราจะร่วมกันสร้างประเทศไทยที่น่าภาคภูมิใจ อนาคตที่ประเทศไทยจะไม่ใช่แค่ประเทศที่คอยวิ่งตามโลกให้ทัน แต่เป็นประเทศที่มีความมั่นคง พร้อมแข่งขัน และสามารถกำหนดทิศทางของตนเองได้
ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะนำไปสู่รัฐบาลในรูปแบบใด การเปลี่ยนความหวังของประชาชนให้กลายเป็นความจริงยังคงเป็นภารกิจสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันผลักดัน เพื่อสร้างประเทศไทยที่ “การเมืองดี ปากท้องดี มีอนาคต”
