bg-single

บัก ‘เซียง’ มันตายแล้ว บักเขียวยังบ่ตาย

27.02.2026

ในประเทศ

น่าคิดกันเล่นๆ (แต่อาจจะเป็นจริง) ว่า

ถ้าค่ายสีน้ำเงินชนะเลือกตั้งน้อยกว่านี้สักหน่อย หรือค่ายสีเขียวของผู้กองธรรมนัส พรหมเผ่า กวาดเก้าอี้ ส.ส.น้อยลงกว่านี้อีกนิด การจัดตั้ง “รัฐบาลอนุทิน 2” น่าจะปิดดีลง่ายกว่านี้หรือไม่?

แต่เพราะผลเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ ออกมาชนิดหักปากกาเซียน ภูมิใจไทยกวาดเก้าอี้ไป 193 ที่นั่ง พร้อมๆ กับค่ายกล้าธรรมได้เก้าอี้ ส.ส.ไปถึง 58 ที่นั่ง ดีลที่เหมือนจะง่าย จึงไม่ง่ายอย่างที่คิด

อะไรที่ทำให้ความสัมพันธ์ของพรรคภูมิใจไทยและพรรคกล้าธรรมที่มีความสัมพันธ์ที่ดีตั้งรัฐบาลร่วมกันช่วงก่อนเลือกตั้ง เดินทางเข้าสู่จุดจบหลังการเลือกตั้งที่ต่างฝ่ายต่างก็ประสบความสำเร็จสูงสุดเช่นนี้?

คำตอบเริ่มจากการวิเคราะห์ “ปัญหาทางการเมือง” ของค่ายสีน้ำเงินเอง

1.เพราะใช้ยุทธศาสตร์แบบเดียวกับที่ทักษิณ ชินวัตร เคยใช้จนประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งยุครัฐบาลไทยรักไทย วันนี้พรรคภูมิใจไทยกลายเป็นพรรคศูนย์รวม “บ้านใหญ่” มากสุดในประเทศเป็นที่เรียบร้อย

ประเมินแบบเบื้องต้นว่ากันว่าเลือกตั้งรอบนี้ “ตระกูลบ้านใหญ่” เครือข่ายความสัมพันธ์อุปถัมภ์ท้องถิ่นเข้าร่วมกับค่ายสีน้ำเงินจำนวนมากกว่า 80 หลัง (และชนะเลือกตั้งเกือบ 70 หลัง)

ทั้งหมดอยู่ภายใต้ “กลุ่มบ้านใหญ่” ที่มีแกนนำมากกว่า 10 กลุ่ม

ตระกูลบ้านใหญ่เหล่านี้เข้ามาอยู่ในสังกัดค่ายสีน้ำเงินต่างกรรมต่างวาระกัน

บ้างก็มาตั้งแต่คราวตั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อปี 2552 บ้างก็ย้ายมาร่วมค่ายน้ำเงินเมื่อเลือกตั้งปี 2562 ก่อนจะย้ายมาเพิ่มอีกในปี 2566 และย้ายเข้ามามากสุดคือการเลือกตั้งปี 2569 นี้เอง

และนี่ก็คืออาวุธสำคัญที่ทำให้ “ค่ายภูมิใจไทย” แลนด์สไลด์ ชนะเลือกตั้งได้เก้าอี้ ส.ส.มากสุดในประเทศ แต่นั่นก็ตามมาด้วยโจทย์สำคัญทางการเมืองหลังทราบผลเลือกตั้ง

เมื่อค่ายสีน้ำเงินมี “กลุ่มบ้านใหญ่” จำนวนมากกว่าสิบหลัง แต่ละหลังก็ประกอบด้วยบ้านใหญ่ตระกูลต่างๆ จำนวนมาก คำถามคือ “จะแบ่งโควต้ารัฐมนตรี แบ่งโควต้ากระทรวง” กันอย่างไร

เพราะหากแบ่งไม่ลงตัว เกิดความไม่เป็นธรรมขึ้น ก็จะกระทบ “สถานะและเสถียรภาพรัฐบาล” ทันที

2.ต้องสร้างภาพลักษณ์ให้ดูดี

เรื่องนี้เหมือนจะไม่ใช่โจทย์ที่ค่ายสีน้ำเงินสนใจแต่แรก แต่หลังเลือกตั้ง หากต้องการประคับประคองกระแสต้านรัฐบาลไม่ให้ลุกลาม การรักษาภาพลักษณ์รัฐบาลก็เป็นเรื่องจำเป็น

จะเข้าใจเรื่องนี้ต้องเจาะไปที่ชัยชนะของค่ายสีน้ำเงิน ล้วนได้มาจาก ส.ส.แบบเขต ด้วยยุทธศาสตร์บ้านใหญ่ล้มเมือง ซึ่งหากเทียบคะแนนนิยมพรรค ค่ายสีน้ำเงินยังพ่ายแพ้ค่ายสีส้มแบบขาดกระจุย

นั่นคือค่ายสีน้ำเงินชนะการเมืองเชิงพื้นที่ แต่ยังพ่ายแพ้การเมืองกระแส

การแก้เกมเรื่องนี้ก็คือการกลับมาตั้งรัฐบาลที่ไม่เสี่ยงต่อการจุดประเด็นให้ผู้คนวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะต้องไม่ให้ถูกเรียกว่าเป็น ครม.สีเทา-รัฐบาลสแกมเมอร์

นั่นคือที่มาที่ไปของการพยายาม “ปลีกตัวออกหาก” ค่ายสีเขียวของผู้กอง เพื่อไม่ให้ถูกมองว่าสีเทา จนกระทั่งข่าวยื่นโนติสถึงค่ายสีแดง ไม่เอา “แกนนำพรรค 2 ส.” มาเป็นรัฐบาลอนุทิน 2 เพราะต้องการยกระดับภาพลักษณ์ ครม.สีน้ำเงินยุคใหม่

3.ต้องพยายามแก้ปัญหาประเทศ

แม้สีน้ำเงินจะชนะเลือกตั้งขาดลอย แต่ก็รู้ดีว่าประเทศมีวิกฤตเศรษฐกิจ สังคม การต่างประเทศรออยู่ การเมืองแบบโควต้าบ้านใหญ่เดิม อาจจะไม่เพียงพอ พาประเทศออกจากปัญหา ซ้ำอาจนำพาประเทศจมหลุมดำของปัญหาเข้าไปใหญ่

การจะบรรเทาปัญหาประเทศได้บ้างจึงต้องพึ่งรัฐมนตรีคนนอก ยอมให้ “เทคโนแครตมือโปร” เข้ามาร่วมรัฐบาลได้ เพราะถ้าไม่แก้ปัญหาประเทศบ้าง กระแสต้านจะเกิดขึ้น และจะอยู่ไม่ครบ 4 ปี

อีกอย่าง หากเทียบความนิยมของค่ายสีน้ำเงินกับความนิยมของค่ายสีแดงยุคไทยรักไทย ต้องยอมรับว่าความนิยมของนายอนุทินเทียบไม่ได้กับยุคนายทักษิณ

ในยุคไทยรักไทย แม้มีคนจำนวนไม่น้อยต่อต้านนายทักษิณ ชินวัตร แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังเลือกไทยรักไทยให้ชนะเลือกตั้งทั้งระบบพรรคและระบบเขต ต่างกับนายอนุทินที่ชนะเลือกตั้ง ส.ส.เขตก็จริง แต่คะแนนนิยมพรรคกลับแพ้ค่ายสีส้มขาดลอย ขยับอะไรนิดหน่อยก็เสี่ยงถูกวิจารณ์

4.สีน้ำเงินต้องคิดถึงอนาคต

ชัยชนะแบบหักปากกาเซียนของค่ายสีเขียว ก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมอย่างหนักในค่ายสีน้ำเงิน เพราะเป็นที่รู้กันว่าค่ายสีเขียวใช้ยุทธศาสตร์แบบเขตคล้ายกันกับค่ายสีน้ำเงิน ต่างกันแต่เพียงขนาดเล็กกว่าหน่อย ไม่ครอบคลุมทั่วประเทศเท่า

ด้วยยุทธวิธีเดียวกัน หากปล่อยไปในอนาคต ค่ายสีเขียวย่อมต้องขยายตัวใหญ่ขึ้นได้ไม่ยาก ดังนั้น โจทย์วันนี้ของค่ายสีน้ำเงินจึงต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้ค่ายสีน้ำเงินครองสถานะนำในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ซึ่งจากผลการเลือกตั้งครั้งนี้ ค่ายสีน้ำเงินก็รู้ได้ทันทีว่า ศัตรูใหญ่สุดของค่ายสีน้ำเงินในเกมเลือกตั้งวันข้างหน้า อาจไม่ใช่สีส้ม แต่คือ “ค่ายสีเขียวของผู้กองฯ” ต่างหาก

สรุปรวบยอดจากโจทย์ใหญ่ทางการเมือง 4 ข้อดังกล่าว จึงมิต้องแปลกใจกับข่าวจู่ๆ ค่ายสีน้ำเงินก็แถลงข่าวเปิดตัวจับมือกับแกนนำค่ายสีแดงตั้งรัฐบาลอนุทิน 2 แบบรวดเร็วสายฟ้าแลบ ทำให้รัฐบาลสีน้ำเงินรอบนี้ มีเสียงผู้แทนน่าจะเกิน 300 เสียงเป็นที่เรียบร้อย

ขณะที่มือถือของแกนนำค่ายสีเขียว “เงียบกริบ” ไร้เสียงโทรศัพท์เข้ามาติดต่อร่วมรัฐบาล

ต้องยอมรับว่า จังหวะเวลาและบริบทการเมืองวันนี้เป็นใจให้รัฐบาลสีน้ำเงินอย่างยิ่ง

1. เครือข่ายอนุรักษนิยมหนุนหลัง เพราะสีน้ำเงินคือตัวเลือกที่ดีที่สุดในการควบคุมกระทั่งต่อต้านการเติบโตของ “ค่ายสีส้ม”

แน่นอน ค่ายสีน้ำเงินอาจมีภาพลักษณ์แง่ลบบ้าง แต่ก็มิได้ทำอะไรกระทบกระเทือนสถานะนำของเครือข่ายอนุรักษนิยมในการเมืองไทย

2. พลังราชการสนับสนุน เพราะเคยทำงานด้วยกันมานาน ยอมเข้าใจว่าค่ายสีน้ำเงินเพียงใช้ระบบราชการเป็นเครื่องมือ อย่างมากสุดก็ใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมือง แต่มิได้มีเป้าหมายมากระจายอำนาจ-ลดอำนาจแบบที่ค่ายส้ม-ค่ายแดง อาจจะทำ

3. กลุ่มทหาร/ฝ่ายความมั่นคงสนับสนุน ในแง่นี้ก็อุ่นใจได้ว่าภายใต้รัฐบาลสีน้ำเงิน จะไม่มีเหตุการณ์รัฐประหารแบบอดีตอีก

4. กระแสชาตินิยมหนุน กรณีชายแดนไทย-กัมพูชา สีน้ำเงินเกาะกระแสชายแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพสุด จนชนะเลือกตั้ง ซึ่งหลังจากนี้ก็ยังสามารถหนุนเสริมกระแสนี้ต่อไปได้ เพราะเป็นกระแสที่เป็นคุณกับค่ายสีน้ำเงิน แถมแทบไม่ต้องใช้ต้นทุนทางเศรษฐกิจ-กำลังอะไรมากมายเลย

แต่เนื่องจากผลการเลือกตั้งยังไม่ชัดเจน ไม่รู้ว่าจะเกิดเหตุเซอร์ไพรส์อะไรขึ้นอีก วิเคราะห์จากบริบทการเมืองวันนี้ สมการการเมืองจากนี้จึงยังอาจคลี่คลายออกมาได้เป็น 3 รูปแบบ

สมการที่ 1 คือ ค่ายสีน้ำเงิน + แดง + พรรคเล็ก การันตีจำนวนผู้แทนประมาณ 300 เสียง มีข้อดีคือ แข็งแกร่ง มีเสียงเพียงพอ แต่มีข้อเสียคือ ค่ายสีน้ำเงินอาจเจอการต่อรองในอนาคตจากค่ายสีแดง

สมการที่ 2 เป็นรูปแบบขั้วอำนาจที่ลดอำนาจต่อรองของพรรคร่วมรัฐบาล ประกอบด้วยน้ำเงิน + แดง + ฟ้า + พรรคเล็ก

สมการนี้มีข้อดีคือ รัฐบาลแข็งแรงมาก พรรคร่วมรัฐบาลอำนาจต่อรองลดลง แต่มีข้อเสียคือ โควต้ารัฐมนตรีถูกแบ่งเพิ่ม

สมการที่ 3 น้ำเงิน + แดง + เขียว รูปแบบรัฐบาลแบบนี้จะทำให้รัฐบาลแข็งแกร่งที่สุด แต่ค่ายสีน้ำเงินจะเจอปัญหาเก้าอี้รัฐมนตรีไม่พอแบ่งบ้านใหญ่ในพรรค แถมจะทำให้ค่ายสีเขียวแข็งแกร่งขึ้นมากในอนาคต

สูตรนี้จึงไม่อาจเกิดขึ้นได้ในวันนี้ ยกเว้นเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองระหว่างค่ายสีน้ำเงินและค่ายสีแดง สมการที่ 3 ที่ดึงเอาค่ายสีเขียวเข้ามาร่วมรัฐบาลก็อาจจะเกิดขึ้นได้

ยิ่งหลังเดือนพฤษภาคมที่ผู้นำจิตวิญญาณค่ายสีแดงมีกำหนดพักโทษ ออกมาจากเรือนจำได้ ก็ไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ของค่ายแดง-น้ำเงินจากนั้นจะเป็นอย่างไร

จนถึงวันนี้ แม้เจ้าตัวจะยังไม่ยอมรับ แต่ต้องบอกว่า ไฟแค้นระหว่าง ร.อ.ธรรมนัสกับแกนนำค่ายสีน้ำเงินได้ถูกจุดขึ้นเป็นที่เรียบร้อย ส่วนจะลุกลามใหญ่ขึ้น หรือจะหดเล็กจนดับลง ขึ้นกับสถานการณ์ต่อจากนี้

ในช่วงแรกหลังทราบผลเลือกตั้ง จะเห็นว่าค่ายสีเขียวยอมหงายไพ่ในมือทุกใบ ยอมหมอบเพื่อแสดงความจริงใจต่อค่ายน้ำเงินว่าอยากร่วมรัฐบาล

ตั้งแต่ข่าว ร.อ.ธรรมนัสยอมถอยไม่นั่งเก้าอี้รัฐมนตรี หากค่ายสีน้ำเงินจะกังวลเรื่องคุณสมบัติ หรือจะเป็นการโชว์ชิลบินหนีไปเที่ยวฟินแลนด์ล่าแสงเหนือ ก็ไร้สัญญาณโทรศัพท์ติดต่อหา

ไม่ว่าจะเป็นกรณี ไผ่ ลิกค์ ว่าที่ ส.ส.กำแพงเพชรของพรรคยกหูหาระดับเลขาธิการพรรคภูมิใจไทยว่ากล้าธรรมยอมแล้ว รับทุกเงื่อนไข ก็พบแต่ความว่างเปล่า

ไม่ว่าจะเป็นการ “รุก” เข้าพูดคุยกับนายอนุทินด้วยท่าทีจริงจังของนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรค กลางงานศพ แต่ก็ไร้สัญญาณตอบรับจากค่ายสีน้ำเงิน

หลังไร้ท่าทีเชิงบวก ค่ายสีเขียวจากนิ่งๆ จึงเปลี่ยนเป็นบทบู๊มากขึ้น

ตั้งแต่ ร.อ.ธรรมนัสออกมาโพสต์ยินดีให้มีการนับคะแนนใหม่ทั้งหมด ช่วงที่ผู้คนกำลังกังขาการนับคะแนนจนมีคนกดไลก์นับแสน ตรงกันข้ามกับคนค่ายสีน้ำเงินที่เลี่ยงไม่พูดเรื่องนี้

หรือจะเป็นการพูดเรื่องเลือกตั้งโมฆะว่ากำลังดูอยู่ รวมถึงกำลังปรึกษานักกฎหมายชั้นนำเรื่องนี้อยู่ด้วย

นี่จึงเป็นยกแรก การปะทะของค่ายเขียวกับค่ายสีน้ำเงิน แต่ก็เป็นการปะทะแบบไม่เป็นทางการ ด้วยค่ายสีเขียวยังหวังให้แกนนำ 2 น. ค่ายสีน้ำเงินเปลี่ยนใจ

แต่จากการขยับของค่ายสีน้ำเงินจนถึงวันนี้แล้ว ดูเหมือนความฝันของผู้กองฯ คงเป็นจริงได้ยาก

หากรัฐบาลอนุทิน 2 ตั้งสำเร็จโดยไร้เงาค่ายสีเขียว ร่วมรัฐบาล ผู้กองธรรมนัส อาจจะต้องเจอสงครามงูเห่าต่อจากนี้

เพราะการไม่ได้เป็นรัฐบาลของค่ายสีเขียวก็ไม่ต่างกับการทำให้ตายอย่างช้าๆ บ้านใหญ่หลายหลังของค่ายสีเขียวคงไม่อาจอดทนเป็นฝ่ายค้านได้ยาวนานตลอด 4 ปีได้

การผลักไปเป็นฝ่ายค้าน จึงเป็นความเก๋าเกมผสมโหดเหี้ยมทางการเมืองของค่ายสีน้ำเงินในการต้อน “ทีมผู้กอง” ให้จนมุม

เมื่อจนมุม โดนกระทำฝ่ายเดียว ไร้อำนาจต่อรองใดๆ อีกฝ่ายจึงทำได้เพียงงัดทุกอย่างที่มีมาสู้

ร.อ.ธรรมนัสซึ่งได้ชื่อว่าเป็นแมว 9 ชีวิตในทางการเมือง ถูกกระทำหลายครั้ง แต่ก็รอดกลับมาชนะเลือกตั้งได้

รอบนี้ก็ถูกกระทำอีกครั้ง จึงต้องจับตาว่า ร.อ.ธรรมนัสจะแก้เกมอย่างไรในอนาคต

จะอยู่ในสภาพ ‘บักเซียง’ ที่เป็นไวรัลในโลกโซเชียลมีเดียสัปดาห์นี้หรือไม่ นั่นคืออยู่ในสภาพ “บักเซียงมันตายแล้ว” หรือไม่

หรือตรงกันข้าม ด้วยเขี้ยวเล็บทางการเมืองระดับ ‘เซียน’ ของ ร.อ.ธรรมนัส เขาจึงอาจไม่อยู่ในสภาพ บักเซียงที่ตายแล้ว แต่ในทางการเมืองอาจต้องบอกว่า “บักเขียว (บักนัส) ยังบ่ตาย” ง่ายๆ เด้อ!!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สิทธิที่จะนั่ง
เส้นทาง ความคิด ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ สถานะ มนุษยภาพ
จากนาราถึงรมณีนาถ : การเล่าประวัติศาสตร์ยุคสมัยใหม่ผ่านคุก (จบ)
เชลยศึกสงครามลาว (46)
ชีวิตทางการเมือง ของพระสารสาสน์พลขันธ์ (29)
E-DUANG | ความเปราะบาง อำนาจ การเมือง เบื้องหน้า สถานการณ์ “โกงส.ว.”
รัฐประหาร 2520 ! | สุรชาติ บำรุงสุข
ศุภชัย เบรกกระแสฮั้วสว. ปม‘สำนวนคณะ 26’ ชี้ต้นทางยังพิสูจน์ไม่ได้ เตือนอย่าเพิ่งเชื่อเพียงเพราะเขาพูดกันมา
“ประชาธิปัตย์” ต้อนรับ “ปุ๊น ตรีรัตน์” ร่วมพรรค มอบบทบาทเสริมทัพนโยบายพลังงาน-เศรษฐกิจ ชูเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อประชาชน
‘โครงการหิ่งห้อย’ โดย CKPower ส่งต่อความเชี่ยวชาญ สู่พลังขับเคลื่อนความยั่งยืน
ผู้คิดค้น Bluetooth ให้เราฟังเพลงเพราะๆ
จากฮอร์มุซสู่มะละกา : ข้อคิดเรื่องความเสี่ยงทางภูมิเศรษฐศาสตร์