ในประเทศ
น่าคิดกันเล่นๆ (แต่อาจจะเป็นจริง) ว่า
ถ้าค่ายสีน้ำเงินชนะเลือกตั้งน้อยกว่านี้สักหน่อย หรือค่ายสีเขียวของผู้กองธรรมนัส พรหมเผ่า กวาดเก้าอี้ ส.ส.น้อยลงกว่านี้อีกนิด การจัดตั้ง “รัฐบาลอนุทิน 2” น่าจะปิดดีลง่ายกว่านี้หรือไม่?
แต่เพราะผลเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ ออกมาชนิดหักปากกาเซียน ภูมิใจไทยกวาดเก้าอี้ไป 193 ที่นั่ง พร้อมๆ กับค่ายกล้าธรรมได้เก้าอี้ ส.ส.ไปถึง 58 ที่นั่ง ดีลที่เหมือนจะง่าย จึงไม่ง่ายอย่างที่คิด
อะไรที่ทำให้ความสัมพันธ์ของพรรคภูมิใจไทยและพรรคกล้าธรรมที่มีความสัมพันธ์ที่ดีตั้งรัฐบาลร่วมกันช่วงก่อนเลือกตั้ง เดินทางเข้าสู่จุดจบหลังการเลือกตั้งที่ต่างฝ่ายต่างก็ประสบความสำเร็จสูงสุดเช่นนี้?
คำตอบเริ่มจากการวิเคราะห์ “ปัญหาทางการเมือง” ของค่ายสีน้ำเงินเอง
1.เพราะใช้ยุทธศาสตร์แบบเดียวกับที่ทักษิณ ชินวัตร เคยใช้จนประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งยุครัฐบาลไทยรักไทย วันนี้พรรคภูมิใจไทยกลายเป็นพรรคศูนย์รวม “บ้านใหญ่” มากสุดในประเทศเป็นที่เรียบร้อย
ประเมินแบบเบื้องต้นว่ากันว่าเลือกตั้งรอบนี้ “ตระกูลบ้านใหญ่” เครือข่ายความสัมพันธ์อุปถัมภ์ท้องถิ่นเข้าร่วมกับค่ายสีน้ำเงินจำนวนมากกว่า 80 หลัง (และชนะเลือกตั้งเกือบ 70 หลัง)
ทั้งหมดอยู่ภายใต้ “กลุ่มบ้านใหญ่” ที่มีแกนนำมากกว่า 10 กลุ่ม
ตระกูลบ้านใหญ่เหล่านี้เข้ามาอยู่ในสังกัดค่ายสีน้ำเงินต่างกรรมต่างวาระกัน
บ้างก็มาตั้งแต่คราวตั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อปี 2552 บ้างก็ย้ายมาร่วมค่ายน้ำเงินเมื่อเลือกตั้งปี 2562 ก่อนจะย้ายมาเพิ่มอีกในปี 2566 และย้ายเข้ามามากสุดคือการเลือกตั้งปี 2569 นี้เอง
และนี่ก็คืออาวุธสำคัญที่ทำให้ “ค่ายภูมิใจไทย” แลนด์สไลด์ ชนะเลือกตั้งได้เก้าอี้ ส.ส.มากสุดในประเทศ แต่นั่นก็ตามมาด้วยโจทย์สำคัญทางการเมืองหลังทราบผลเลือกตั้ง
เมื่อค่ายสีน้ำเงินมี “กลุ่มบ้านใหญ่” จำนวนมากกว่าสิบหลัง แต่ละหลังก็ประกอบด้วยบ้านใหญ่ตระกูลต่างๆ จำนวนมาก คำถามคือ “จะแบ่งโควต้ารัฐมนตรี แบ่งโควต้ากระทรวง” กันอย่างไร
เพราะหากแบ่งไม่ลงตัว เกิดความไม่เป็นธรรมขึ้น ก็จะกระทบ “สถานะและเสถียรภาพรัฐบาล” ทันที
2.ต้องสร้างภาพลักษณ์ให้ดูดี
เรื่องนี้เหมือนจะไม่ใช่โจทย์ที่ค่ายสีน้ำเงินสนใจแต่แรก แต่หลังเลือกตั้ง หากต้องการประคับประคองกระแสต้านรัฐบาลไม่ให้ลุกลาม การรักษาภาพลักษณ์รัฐบาลก็เป็นเรื่องจำเป็น
จะเข้าใจเรื่องนี้ต้องเจาะไปที่ชัยชนะของค่ายสีน้ำเงิน ล้วนได้มาจาก ส.ส.แบบเขต ด้วยยุทธศาสตร์บ้านใหญ่ล้มเมือง ซึ่งหากเทียบคะแนนนิยมพรรค ค่ายสีน้ำเงินยังพ่ายแพ้ค่ายสีส้มแบบขาดกระจุย
นั่นคือค่ายสีน้ำเงินชนะการเมืองเชิงพื้นที่ แต่ยังพ่ายแพ้การเมืองกระแส
การแก้เกมเรื่องนี้ก็คือการกลับมาตั้งรัฐบาลที่ไม่เสี่ยงต่อการจุดประเด็นให้ผู้คนวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะต้องไม่ให้ถูกเรียกว่าเป็น ครม.สีเทา-รัฐบาลสแกมเมอร์
นั่นคือที่มาที่ไปของการพยายาม “ปลีกตัวออกหาก” ค่ายสีเขียวของผู้กอง เพื่อไม่ให้ถูกมองว่าสีเทา จนกระทั่งข่าวยื่นโนติสถึงค่ายสีแดง ไม่เอา “แกนนำพรรค 2 ส.” มาเป็นรัฐบาลอนุทิน 2 เพราะต้องการยกระดับภาพลักษณ์ ครม.สีน้ำเงินยุคใหม่
3.ต้องพยายามแก้ปัญหาประเทศ
แม้สีน้ำเงินจะชนะเลือกตั้งขาดลอย แต่ก็รู้ดีว่าประเทศมีวิกฤตเศรษฐกิจ สังคม การต่างประเทศรออยู่ การเมืองแบบโควต้าบ้านใหญ่เดิม อาจจะไม่เพียงพอ พาประเทศออกจากปัญหา ซ้ำอาจนำพาประเทศจมหลุมดำของปัญหาเข้าไปใหญ่
การจะบรรเทาปัญหาประเทศได้บ้างจึงต้องพึ่งรัฐมนตรีคนนอก ยอมให้ “เทคโนแครตมือโปร” เข้ามาร่วมรัฐบาลได้ เพราะถ้าไม่แก้ปัญหาประเทศบ้าง กระแสต้านจะเกิดขึ้น และจะอยู่ไม่ครบ 4 ปี
อีกอย่าง หากเทียบความนิยมของค่ายสีน้ำเงินกับความนิยมของค่ายสีแดงยุคไทยรักไทย ต้องยอมรับว่าความนิยมของนายอนุทินเทียบไม่ได้กับยุคนายทักษิณ
ในยุคไทยรักไทย แม้มีคนจำนวนไม่น้อยต่อต้านนายทักษิณ ชินวัตร แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังเลือกไทยรักไทยให้ชนะเลือกตั้งทั้งระบบพรรคและระบบเขต ต่างกับนายอนุทินที่ชนะเลือกตั้ง ส.ส.เขตก็จริง แต่คะแนนนิยมพรรคกลับแพ้ค่ายสีส้มขาดลอย ขยับอะไรนิดหน่อยก็เสี่ยงถูกวิจารณ์
4.สีน้ำเงินต้องคิดถึงอนาคต
ชัยชนะแบบหักปากกาเซียนของค่ายสีเขียว ก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมอย่างหนักในค่ายสีน้ำเงิน เพราะเป็นที่รู้กันว่าค่ายสีเขียวใช้ยุทธศาสตร์แบบเขตคล้ายกันกับค่ายสีน้ำเงิน ต่างกันแต่เพียงขนาดเล็กกว่าหน่อย ไม่ครอบคลุมทั่วประเทศเท่า
ด้วยยุทธวิธีเดียวกัน หากปล่อยไปในอนาคต ค่ายสีเขียวย่อมต้องขยายตัวใหญ่ขึ้นได้ไม่ยาก ดังนั้น โจทย์วันนี้ของค่ายสีน้ำเงินจึงต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้ค่ายสีน้ำเงินครองสถานะนำในการเลือกตั้งครั้งหน้า
ซึ่งจากผลการเลือกตั้งครั้งนี้ ค่ายสีน้ำเงินก็รู้ได้ทันทีว่า ศัตรูใหญ่สุดของค่ายสีน้ำเงินในเกมเลือกตั้งวันข้างหน้า อาจไม่ใช่สีส้ม แต่คือ “ค่ายสีเขียวของผู้กองฯ” ต่างหาก
สรุปรวบยอดจากโจทย์ใหญ่ทางการเมือง 4 ข้อดังกล่าว จึงมิต้องแปลกใจกับข่าวจู่ๆ ค่ายสีน้ำเงินก็แถลงข่าวเปิดตัวจับมือกับแกนนำค่ายสีแดงตั้งรัฐบาลอนุทิน 2 แบบรวดเร็วสายฟ้าแลบ ทำให้รัฐบาลสีน้ำเงินรอบนี้ มีเสียงผู้แทนน่าจะเกิน 300 เสียงเป็นที่เรียบร้อย
ขณะที่มือถือของแกนนำค่ายสีเขียว “เงียบกริบ” ไร้เสียงโทรศัพท์เข้ามาติดต่อร่วมรัฐบาล
ต้องยอมรับว่า จังหวะเวลาและบริบทการเมืองวันนี้เป็นใจให้รัฐบาลสีน้ำเงินอย่างยิ่ง
1. เครือข่ายอนุรักษนิยมหนุนหลัง เพราะสีน้ำเงินคือตัวเลือกที่ดีที่สุดในการควบคุมกระทั่งต่อต้านการเติบโตของ “ค่ายสีส้ม”
แน่นอน ค่ายสีน้ำเงินอาจมีภาพลักษณ์แง่ลบบ้าง แต่ก็มิได้ทำอะไรกระทบกระเทือนสถานะนำของเครือข่ายอนุรักษนิยมในการเมืองไทย
2. พลังราชการสนับสนุน เพราะเคยทำงานด้วยกันมานาน ยอมเข้าใจว่าค่ายสีน้ำเงินเพียงใช้ระบบราชการเป็นเครื่องมือ อย่างมากสุดก็ใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมือง แต่มิได้มีเป้าหมายมากระจายอำนาจ-ลดอำนาจแบบที่ค่ายส้ม-ค่ายแดง อาจจะทำ
3. กลุ่มทหาร/ฝ่ายความมั่นคงสนับสนุน ในแง่นี้ก็อุ่นใจได้ว่าภายใต้รัฐบาลสีน้ำเงิน จะไม่มีเหตุการณ์รัฐประหารแบบอดีตอีก
4. กระแสชาตินิยมหนุน กรณีชายแดนไทย-กัมพูชา สีน้ำเงินเกาะกระแสชายแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพสุด จนชนะเลือกตั้ง ซึ่งหลังจากนี้ก็ยังสามารถหนุนเสริมกระแสนี้ต่อไปได้ เพราะเป็นกระแสที่เป็นคุณกับค่ายสีน้ำเงิน แถมแทบไม่ต้องใช้ต้นทุนทางเศรษฐกิจ-กำลังอะไรมากมายเลย
แต่เนื่องจากผลการเลือกตั้งยังไม่ชัดเจน ไม่รู้ว่าจะเกิดเหตุเซอร์ไพรส์อะไรขึ้นอีก วิเคราะห์จากบริบทการเมืองวันนี้ สมการการเมืองจากนี้จึงยังอาจคลี่คลายออกมาได้เป็น 3 รูปแบบ
สมการที่ 1 คือ ค่ายสีน้ำเงิน + แดง + พรรคเล็ก การันตีจำนวนผู้แทนประมาณ 300 เสียง มีข้อดีคือ แข็งแกร่ง มีเสียงเพียงพอ แต่มีข้อเสียคือ ค่ายสีน้ำเงินอาจเจอการต่อรองในอนาคตจากค่ายสีแดง
สมการที่ 2 เป็นรูปแบบขั้วอำนาจที่ลดอำนาจต่อรองของพรรคร่วมรัฐบาล ประกอบด้วยน้ำเงิน + แดง + ฟ้า + พรรคเล็ก
สมการนี้มีข้อดีคือ รัฐบาลแข็งแรงมาก พรรคร่วมรัฐบาลอำนาจต่อรองลดลง แต่มีข้อเสียคือ โควต้ารัฐมนตรีถูกแบ่งเพิ่ม
สมการที่ 3 น้ำเงิน + แดง + เขียว รูปแบบรัฐบาลแบบนี้จะทำให้รัฐบาลแข็งแกร่งที่สุด แต่ค่ายสีน้ำเงินจะเจอปัญหาเก้าอี้รัฐมนตรีไม่พอแบ่งบ้านใหญ่ในพรรค แถมจะทำให้ค่ายสีเขียวแข็งแกร่งขึ้นมากในอนาคต
สูตรนี้จึงไม่อาจเกิดขึ้นได้ในวันนี้ ยกเว้นเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองระหว่างค่ายสีน้ำเงินและค่ายสีแดง สมการที่ 3 ที่ดึงเอาค่ายสีเขียวเข้ามาร่วมรัฐบาลก็อาจจะเกิดขึ้นได้
ยิ่งหลังเดือนพฤษภาคมที่ผู้นำจิตวิญญาณค่ายสีแดงมีกำหนดพักโทษ ออกมาจากเรือนจำได้ ก็ไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ของค่ายแดง-น้ำเงินจากนั้นจะเป็นอย่างไร
จนถึงวันนี้ แม้เจ้าตัวจะยังไม่ยอมรับ แต่ต้องบอกว่า ไฟแค้นระหว่าง ร.อ.ธรรมนัสกับแกนนำค่ายสีน้ำเงินได้ถูกจุดขึ้นเป็นที่เรียบร้อย ส่วนจะลุกลามใหญ่ขึ้น หรือจะหดเล็กจนดับลง ขึ้นกับสถานการณ์ต่อจากนี้
ในช่วงแรกหลังทราบผลเลือกตั้ง จะเห็นว่าค่ายสีเขียวยอมหงายไพ่ในมือทุกใบ ยอมหมอบเพื่อแสดงความจริงใจต่อค่ายน้ำเงินว่าอยากร่วมรัฐบาล
ตั้งแต่ข่าว ร.อ.ธรรมนัสยอมถอยไม่นั่งเก้าอี้รัฐมนตรี หากค่ายสีน้ำเงินจะกังวลเรื่องคุณสมบัติ หรือจะเป็นการโชว์ชิลบินหนีไปเที่ยวฟินแลนด์ล่าแสงเหนือ ก็ไร้สัญญาณโทรศัพท์ติดต่อหา
ไม่ว่าจะเป็นกรณี ไผ่ ลิกค์ ว่าที่ ส.ส.กำแพงเพชรของพรรคยกหูหาระดับเลขาธิการพรรคภูมิใจไทยว่ากล้าธรรมยอมแล้ว รับทุกเงื่อนไข ก็พบแต่ความว่างเปล่า
ไม่ว่าจะเป็นการ “รุก” เข้าพูดคุยกับนายอนุทินด้วยท่าทีจริงจังของนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรค กลางงานศพ แต่ก็ไร้สัญญาณตอบรับจากค่ายสีน้ำเงิน
หลังไร้ท่าทีเชิงบวก ค่ายสีเขียวจากนิ่งๆ จึงเปลี่ยนเป็นบทบู๊มากขึ้น
ตั้งแต่ ร.อ.ธรรมนัสออกมาโพสต์ยินดีให้มีการนับคะแนนใหม่ทั้งหมด ช่วงที่ผู้คนกำลังกังขาการนับคะแนนจนมีคนกดไลก์นับแสน ตรงกันข้ามกับคนค่ายสีน้ำเงินที่เลี่ยงไม่พูดเรื่องนี้
หรือจะเป็นการพูดเรื่องเลือกตั้งโมฆะว่ากำลังดูอยู่ รวมถึงกำลังปรึกษานักกฎหมายชั้นนำเรื่องนี้อยู่ด้วย
นี่จึงเป็นยกแรก การปะทะของค่ายเขียวกับค่ายสีน้ำเงิน แต่ก็เป็นการปะทะแบบไม่เป็นทางการ ด้วยค่ายสีเขียวยังหวังให้แกนนำ 2 น. ค่ายสีน้ำเงินเปลี่ยนใจ
แต่จากการขยับของค่ายสีน้ำเงินจนถึงวันนี้แล้ว ดูเหมือนความฝันของผู้กองฯ คงเป็นจริงได้ยาก
หากรัฐบาลอนุทิน 2 ตั้งสำเร็จโดยไร้เงาค่ายสีเขียว ร่วมรัฐบาล ผู้กองธรรมนัส อาจจะต้องเจอสงครามงูเห่าต่อจากนี้
เพราะการไม่ได้เป็นรัฐบาลของค่ายสีเขียวก็ไม่ต่างกับการทำให้ตายอย่างช้าๆ บ้านใหญ่หลายหลังของค่ายสีเขียวคงไม่อาจอดทนเป็นฝ่ายค้านได้ยาวนานตลอด 4 ปีได้
การผลักไปเป็นฝ่ายค้าน จึงเป็นความเก๋าเกมผสมโหดเหี้ยมทางการเมืองของค่ายสีน้ำเงินในการต้อน “ทีมผู้กอง” ให้จนมุม
เมื่อจนมุม โดนกระทำฝ่ายเดียว ไร้อำนาจต่อรองใดๆ อีกฝ่ายจึงทำได้เพียงงัดทุกอย่างที่มีมาสู้
ร.อ.ธรรมนัสซึ่งได้ชื่อว่าเป็นแมว 9 ชีวิตในทางการเมือง ถูกกระทำหลายครั้ง แต่ก็รอดกลับมาชนะเลือกตั้งได้
รอบนี้ก็ถูกกระทำอีกครั้ง จึงต้องจับตาว่า ร.อ.ธรรมนัสจะแก้เกมอย่างไรในอนาคต
จะอยู่ในสภาพ ‘บักเซียง’ ที่เป็นไวรัลในโลกโซเชียลมีเดียสัปดาห์นี้หรือไม่ นั่นคืออยู่ในสภาพ “บักเซียงมันตายแล้ว” หรือไม่
หรือตรงกันข้าม ด้วยเขี้ยวเล็บทางการเมืองระดับ ‘เซียน’ ของ ร.อ.ธรรมนัส เขาจึงอาจไม่อยู่ในสภาพ บักเซียงที่ตายแล้ว แต่ในทางการเมืองอาจต้องบอกว่า “บักเขียว (บักนัส) ยังบ่ตาย” ง่ายๆ เด้อ!!
