MatiTalk สุขุม เฉลยทรัพย์ : อ่านอนาคตการเมือง รัฐบาลยากครบเทอม? นี่คือการเมืองที่ถอยหลังไปมาก
สัมภาษณ์ โดย พิชญ์เดช แสงแก่นเพ็ชร์
“ผมมองว่าการเมืองไทยถอยหลังลงนะ เมื่อก่อนนี้เรายังมีความคิดว่าพอนักการเมืองพูดอะไรต่างๆ มันยังพอเชื่อได้ การเมืองไทยในบางครั้งเราอย่าไปวัดเลยว่าเราเป็นประชาธิปไตยมากี่ปี เพราะว่ากี่ปีๆ ซ้ำเหมือนเดิม มันมีเกมที่ทำการเมืองไทยถอยหลังลงเยอะมากๆ”
รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ ประธานที่ปรึกษาอธิการบดีมหาวิทยาลัยสวนดุสิต มองภาพรวมการเมืองไทย ผ่านรายการ MatiTalk โดยมติชนสุดสัปดาห์
สรุปบทเรียนเลือกตั้ง 2569
การเลือกตั้งครั้งนี้ เราจะเห็นว่าคนคิดว่าการเมืองมันก็คงเหมือนเดิม เพราะมี “บทเรียนเก่า” และ “บริบทของการเมืองไทย” โดยเฉพาะเรื่องของกระแสของเงินตราเศรษฐกิจมันย่ำแย่ คนก็อยากจะได้เงิน ตรงนี้เราลืมไปหรือเปล่าที่จะเอาเข้ามาเป็นตัวประกอบในการวิเคราะห์ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้กระแสเงิน “นำ” มากกว่ากระแสต่างๆ
แต่บางครั้งเราก็พูดได้ไม่เต็มปากเพราะเรื่องแบบนี้มันผิดกฎหมาย
แต่บรรดานักวิชาการหลายท่านก็พูดว่ามีการซื้อสิทธิ์ขายเสียงกัน

เราเห็นว่ามันมีการเตรียมการมาแล้ว กกต.ที่ทำหน้าที่ก็ไม่ใช่สมัยแรก เราก็เคยมี กกต.ควบคุมการเลือกตั้ง เราก็ไว้ใจ เรามีกฎหมายมีข้อบังคับอยู่ เราคิดว่าเขาก็คงทำตามกฎอยู่แล้วนะ เพราะบทเรียนในอดีตก็มี กกต.ที่เคยติดคุก เขาคงจะไม่เอาตรงนี้มาเสี่ยงหรอก เราก็เชื่อใจ กกต.
พอถึงเลือกตั้งจริงๆ พรรคการเมืองก็หาเสียงกันไป เรื่องของนโยบายว่ากันให้เต็มที่เลย เพราะจุดมุ่งหมายปลายทางก็คือว่าต้องการที่จะได้ ส.ส.มา
แต่เบื้องหลังมันก็ยังมีการฮั้วกันใช่ไหมว่าถ้าเขตนี้ลงเลือกตั้งตัวเต็งคนนี้เบาหน่อยนะ เพราะสุดท้ายแล้วก็จะมาจับมือกันเป็นรัฐบาล
พอวันที่ผลเลือกตั้งออกมาแล้ว ก็จะเห็นได้ว่าเรื่องของกระบวนการวิธีการต่างๆ ที่มันเป็นวิธีใต้ดินของทุกพรรคที่ทำให้จำนวน ส.ส.คะแนนได้เพิ่มมากขึ้น บางอันก็บอกว่าใช้แบบวิธีเดิมๆ แต่มันพลาดเป้าไปเลยนะทั้งๆ ที่แฟนคลับของแต่ละพรรคมันก็รู้กันอยู่
อันนี้มันก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่สะท้อนออกมาว่าการเมืองการเลือกตั้งครั้งนี้มันแตกต่างกว่าครั้งที่ผ่านๆ มา
พอมาบวกปรากฏการณ์เรื่องของการนับคะแนนก็ดี เรื่องปัญหาที่เกิดขึ้นหน้าหน่วยคูหาเลือกตั้ง บัตรเลือกตั้ง พอผลมันคล้ายๆ กับพลิกล็อก มันจึงเป็นสิ่งที่ถูกจับจ้อง พอเจอจุดใดจุดหนึ่ง มันก็ถูกโยงไปอีกจุดหนึ่ง
เพราะฉะนั้น “ความชอบธรรมที่คนคาดหวังต่อ กกต.” มันจึงไม่เหมือนกับก่อนการเลือกตั้ง
ประกอบกับกระแสบางกระแสที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นที่คนไทยคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้มันมาประจวบเหมาะพอดี
ตัวอย่างง่ายๆ เรื่องของการที่บอกว่าจะไม่เอาสถานการณ์ความมั่นคงของประเทศเรื่องของชายแดนเรื่องของชีวิตของทหาร มาหาเสียง แต่เอาเข้าจริงๆ กระแสตรงนี้มันดันหาเสียงได้ หาคะแนนได้ ก็กลายเป็นลักษณะที่ใช้วิธีการรูปแบบต่างๆ ที่ไม่ได้หาเสียงโดยตรง แต่เป็นการหาเสียงทางอ้อม ที่ผมพูดมาทั้งหมด
เราจะเห็นได้ว่ากระแสของการเลือกตั้งครั้งนี้มันแตกต่างกว่าทุกครั้งโดยสิ้นเชิง
ทุกสิ่งอย่างพอเกิดขึ้นมาแล้วทุกคนก็จะพยายามไปโยงว่า “นี่มันเป็นการเลือกตั้งสกปรกที่สุดหรือเปล่า?” มันเหมือนกับปี พ.ศ.2500 หรือเปล่า มันจึงทำให้กระแสต่างๆ ถูกวิพากษ์วิจารณ์เยอะ
แต่ที่ต้องคิดอยู่ส่วนหนึ่งก็คือว่าตัวดิจิทัลฟุตปรินต์ ที่แต่ละคนเคยพูด แต่ละคนทำเอาไว้สมัยไหนก็แล้วแต่มันถูกบันทึกไว้หมด ด้วยความขยันของสื่อมวลชนก็จะเอามาเปรียบเทียบกัน ว่าเมื่อก่อนพูดแบบนี้ ไอ้ที่บอกไม่หาเสียงแบบนี้ มันมีมาแบบนี้ พอจับมาชนกัน เรื่องมันเลยปะติดปะต่อไปได้ จึงกลายเป็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่แค่หวังอำนาจเพื่อจะเป็นรัฐบาลอย่างเดียวแล้ว มันยังมองช็อตต่อไป เพราะมีความคิดว่ายังไงก็ไม่ครบ 4 ปีหรอก ถ้ามันมีการแทงหลังกันอะไรกัน เดี๋ยวมันก็มีการเลือกตั้งอีก
ถ้าเป็นเช่นนั้นพอมีการเลือกตั้งอีก ก็มีความคิดว่าถ้าเอาพรรคนี้มาจับมือกับพรรคนี้ต่อไปพรรคนี้มันจะเข้มแข็งแล้วจะเอาลงยาก มันก็เป็นความซับซ้อนทางการเมืองเราจะเห็นได้เลยว่าทำไมหลังเลือกตั้งครั้งนี้ เรื่องของการปฏิวัติรัฐประหารทำไมไม่ค่อยมีการพูดถึงกัน อันนี้คืออะไรไม่ใช่บอกว่ามันเลยยุคมาแล้วไม่ใช่ หรือว่าทหารไม่เข้มแข็งพอ หรือว่าพรรคที่จะเป็นรัฐบาลสามารถเป็นเนื้อเดียวกันกับทหารได้?
ผมว่าตรงนี้ก็ไม่มีใครกล้าวิเคราะห์ว่าทำไมคนจึงไม่พูดเรื่องของปฏิวัติรัฐประหารเลย จะพูดว่าเชยเท่านั้นเหรอ ผมว่ามีเป็นบางสิ่งที่บางอย่างเราก็พูดไม่ได้ใช่ไหมครับ
ทุกคนก็ไม่กล้าฟันธงว่าแบ็กจริงๆ ของแต่ละพรรคที่ใหญ่กว่าผู้มีบารมีคืออะไร ก็เป็นการคาดการณ์การคาดเดาโดยปะติดปะต่อจากข่าวโน้นข่าวนี้เอามาพูดกัน
เพราะฉะนั้นถ้าจะสรุปสั้นๆ ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ถ้าดูแล้วมันเหนือกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ไม่ใช่เฉพาะการหาเสียงที่ดุเดือดไม่ใช่เพราะการขายนโยบาย
แต่มันเป็น “เกมการเมืองที่ซ้อนเกมการเมืองกัน” ซึ่งบางอย่างพูดได้บางอย่างพูดไม่ได้

: ทำไมมองต่างจากนักวิเคราะห์ท่านอื่นว่ารัฐบาลอยู่ไม่ครบเทอม ทั้งที่เขามีทั้งสภาบน+สภาล่าง+องค์กรอิสระ
ผมก็ยังยืนยันนะว่ารัฐบาลนี้อยู่ไม่ครบเทอม 4 ปี สาเหตุที่ผมยืนยันแบบนี้ เพราะการบริหารบ้านเมืองของประเทศเราเนื่องจากว่ามันมีพรรคที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลแล้วเรื่องของการผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะผลัดกันได้เยอะผลัดกันได้น้อย มันจึงต้องมีวิธีการทุกวิถีทางที่ว่าไหนๆ เสียก็ต้องคิดว่าต่อไปมันจะได้มากกว่าครั้งนี้
ถ้าเราบอกว่าพรรคที่ออกมาพูดเรื่องของการเลือกตั้งครั้งนี้ มีกรณีบัตรเขย่งต่อมาก็เรื่องของการพิมพ์บาร์โค้ด คิวอาร์โค้ดลงในบัตรนะมันส่อไม่ชอบธรรมไม่ลับอะไรต่างๆ น่าจะเลือกตั้งใหม่ กระแสมันออกมาเยอะก็แสดงว่า “พรรคที่ไม่อยากเลือกตั้งใหม่” ก็คงมีพรรคเดียวคือ “พรรคที่ได้เยอะที่สุด” แล้วยิ่งพอต่อไปนี้ความขัดแย้งการต่อรองผลประโยชน์กันในพรรคร่วมรัฐบาลมันก็จะมีข้อขัดแย้งกันมากนะ ลิ้นกับฟันมันขบกันแน่
ไอ้ตรงนี้พอมันแก้ไม่ได้ ไหนจะมีเรื่องของการทิ่มแทง การออกมาของฝ่ายค้าน ที่พยายามหาข้อมูลอะไรต่างๆ มา ในเมื่อทุกคนอยากเป็นรัฐบาล แน่นอนว่าก็ไม่อยากให้รัฐบาลอยู่ยาวนาน โดยเฉพาะฝ่ายค้านหรือฝ่ายที่เป็นรองในรัฐบาล เพราะฉะนั้นยังไง 4 ปีก็ไม่มีทางครบ
อย่าไปมองว่าในเมื่อตัวเลขรัฐบาลเกือบทะลุ300 เสียงเกินครึ่งมาตั้งเยอะแต่ในจำนวนนี้ จริงๆ มันก็ต้องไปดูให้ดีว่าใน 191 ของพรรคสีน้ำเงิน มันอาจจะเป็นอย่างงั้นนะ แต่เมื่อไหร่พรรคสีน้ำเงินก็ไม่ได้ถูกใจทั้งหมด โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้เป็นรัฐมนตรี มุ้งที่ไม่ได้เป็นรัฐมนตรี แม้จะบอกว่าไม่มีมุ้งไม่มีฝ่ายอะไรก็แล้วแต่ ทุกคนคิดเอาว่าผลประโยชน์มันเป็นตัวตั้งมากเกินไปที่ไม่ใช่ผลประโยชน์ของประชาชน แต่เป็นผลประโยชน์ของตนเอง เมื่อไหร่ก็ตามถ้านักการเมืองยังมีตรงนี้อยู่ มันจึงยากที่โอกาสจะอยู่ครบเทอม
แล้วอย่างที่ผมกล่าวไปว่าเลือกตั้งใครบอกได้ไหมว่าครั้งนี้ไม่มีการซื้อสิทธิ์ซื้อเสียง ไม่มีใครกล้าบอก แต่อย่าตายใจเด็ดขาดว่าคุณคิดว่าคุณมีอำนาจต่างๆ พร้อมแล้วมันน่าจะอยู่ได้ครบ เขามี ส.ส.พร้อม ส.ว.ก็พร้อม องค์กรอิสระก็พร้อม และที่ยังพูดไม่ได้อีกก็ยังมี “ที่เป็นแบ็กอีก” มันก็เกมกันทั้งหมด เล่นเกมทั้งนั้น
ผมเลยคิดว่าบางสิ่งบางอย่างประเทศไทยที่ผมห่วงมากที่สุดก็คือ “อย่าดึงฟ้ามาให้ต่ำ” เพราะมันจะทำให้มันยิ่งไปกันใหญ่ ต้องไม่ลืมว่าคนไทยนี่เคารพเทิดทูนสถาบันมาก
: มอง “พรรคน้ำเงิน” vs “พรรคเขียว” อย่างไร
ถ้าเรามาดูกรณีของพรรคภูมิใจไทยกับสีเขียว จริงๆ เขารู้ชั้นเชิงกันเหมือนกัน ทั้ง 2 พรรคเขาก็จับกระแสนะได้ ว่าตอนนี้ประชาชนมองการเมืองยังไง หรือตอนนี้เรื่องของสีเทาไม่เป็นที่ต้องการไม่เป็นที่ที่ถูกใจของประชาชนคนไทยในภาพรวมทั่วๆ ไป แล้วถ้าอยากจะหวังการเลือกตั้งครั้งหน้า ซึ่งมันไม่มีทางครบ 4 ปีอยู่แล้ว จะเข้มแข็งได้ต้องเอาสีเทาๆ พักไว้ก่อนได้ไหม
เป็นการหวังผลภายหน้าอดเปรี้ยวไว้กินหวานสร้างความเข้มแข็งออกไป แล้วก็รู้ทันกัน ถ้าเอาเข้ามาตอนนี้ แล้วต่อไปเขาจะเติบใหญ่ขึ้นมาแล้วจะทำยังไง ตรงนี้เองมันก็เป็นแรงส่งที่ทำให้พรรคสีส้มถ้ายืนได้ยืนระยะยาวได้ ค่อนข้างจะได้เปรียบมากที่สุด โดยการที่ว่าเขาตัดกันเอง นี่แหละคือการเมืองไทย
แล้วยิ่งถ้าสมมุติว่ามีงูเขียวเลื้อยออกมาจริงๆ ในการโหวต ทุกคนจะเห็นธาตุแท้ของพรรคการเมืองต่างๆ
ชมคลิป
