เมนูข้อมูล (ลับ) | สุชาติ ศรีสุวรรณ
รัฐบาลที่มี “พรรคภูมิใจไทย” เป็นแกนนำ และกำลังคัดรัฐมนตรีตามโควต้ากันอยู่ เป็นรัฐบาลที่มีภาพของความแข็งแกร่งอย่างยิ่ง
1. ได้รับอำนาจเต็มจาก “รัฐซ้อนรัฐ” โดย “อนุทิน ชาญวีรกูล” ถูกเลือกให้มาเป็นนายกรัฐมนตรี นำการบริหารประเทศ
2. มีเสียงสนับสนุนในรัฐสภา ทั้งสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาอย่างท่วมท้น ทั้งในปัจจัยอันเป็นฐานหลักขององค์ประกอบแห่งอำนาจ “อนุทิน” ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ จนทำให้เชื่อได้ว่าจะเป็นรัฐบาลที่มี “เสถียรภาพสูงยิ่ง” สามารถสร้างผลงานในการแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศได้อย่างคล่องตัว จนทำให้สร้างความนิยม ความเชื่อถือศรัทธาได้หลังจากเข้าบริหารประเทศ
3. มีบุคคลนอกวงการการเมืองที่เป็นผู้เชี่ยวชาญงานเฉพาะด้าน “เทคโนแครต” ถูกส่งเข้ามาช่วยในงานสำคัญ ทำให้เกิดภาพพวกนี้ตั้งแต่เริ่มต้น
อย่างไรก็ตาม ในอำนาจที่ได้รับมาอย่างเบ็ดเสร็จจากกลไกอำนาจอย่างเป็นทางการของ “รัฐพันลึก” และ “รัฐสภา” พร้อมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญทั้งหมดที่ให้การสนับสนุนอย่างสุดจิตสุดใจดังกล่าว แต่หากมองให้ลึกลงไปถึงความเป็น “รัฐบาลอนุทิน” มีหลายปัจจัยที่ฉุดรั้งการสร้างความเชื่อถือศรัทธาในเบื้องต้นได้รุนแรง
1. บุคลิกภาพ “ความเป็นผู้นำ” ของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” เอง ที่ภาพจำในการรับรู้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็น “ผู้ชายสุขนิยม” ใช้ชีวิตอย่างสบายๆ ไม่เอาจริงเอาจังกับอะไร ตามประสาลูกเศรษฐี ที่เลือกได้ว่าจะ “เสพสุข” ไว้ก่อน
สำหรับบุญพาวาสนาส่งที่ให้ได้เป็น “รัฐมนตรีมาหลายกระทรวง” จนถึงเป็น “นายกรัฐมนตรี” กลับไม่ได้สร้างผลงานอะไรให้ประชาชนชื่นชม และเป็นที่จดจำในความรู้ความสามารถ
บ่อยครั้งเสียด้วยซ้ำที่มี่แต่ “พูดคำโต” แล้วทำไม่ได้ จนกลายเป็นการซ้ำเติมความเดือดร้อนให้ประชาชน แก้ปัญหาด้วยการใช้คำพูดพลิกไปพลิกมา โยนความรับผิดชอบให้คนอื่น
ซึ่งเป็นความเสียหายต่อภาพ “ภาวะผู้นำ” เป็นอย่างมาก
2. ชัยชนะการเลือกตั้งที่ได้มาด้วยเรื่องร้องเรียน และร่วมกันจับผิดของประชาชนต่อผลการเลือกตั้งที่เห็นกันว่า มีหลักฐานไม่ชอบมาพากลในทางทุจริตครั้งใหญ่ที่สุดตั้งแต่ประเทศมีการเลือกตั้งมา
ทำให้เป็นปัญหาต่อความชอบธรรมในการขึ้นสู่อำนาจ อันเป็นต้นทุนที่ต้องชดใช้ด้วยการสร้างผลงานซึ่งเป็นที่ยอมรับให้เร็วที่สุด
3. อย่างไรก็ตาม ชัยชนะที่ได้มาด้วยการใช้ “กลไกของระบบบ้านใหญ่อุปถัมภ์” ที่นำการเมืองย้อนกลับสู่การต้องตั้ง “คณะรัฐมนตรี” ตามเสียง “ผู้มีอิทธิพลในแต่ละท้องถิ่น” รวบรวมมาได้ ทำให้ไม่สามารถคาดหวัง และควบคุมให้ “รัฐมนตรี” มีความรู้ความสามารถที่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ได้เต็มที่
ขณะที่แรงกดดันของสถานการณ์โลกเรียกร้องศักยภาพในการบริหารจัดการประเทศมากขึ้น
4. พรรคร่วมรัฐบาล แม้จะคล้ายทำให้เป็นรัฐบาลเสียงข้างมากที่เข้มแข็ง แต่หากมองไปในรายละเอียด การผสมระหว่าง “พรรคเพื่อไทย” ที่มีสภาพไม่ต่างกันนัก ในการต้องจัดโควต้ารัฐมนตรีตาม “มุ้ง” หรือ “กลุ่มทุนในพรรค” กับ “พรรคเล็กพรรคน้อย” ที่เป็น “แกงโฮะ” ไม่มีอะไรที่หวังได้
แถม “พรรคเพื่อไทย” เพียงพรรคเดียวสามารถสร้างแรงกดดันต่อเสถียรภาพรัฐบาลได้ทันที เพราะหากมีปัญหาเกิดความไม่พอใจพรรคแกนนำรัฐบาล จะทำให้มี ส.ส.ไม่เพียงพอต่อการเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก
ภาพของ “ภูมิใจไทย” ที่ได้ชัยชนะในการเลือกตั้งมาด้วยเสียงท่วมท้นเกือบ 200 เสียง พร้อมกับได้รับการปกป้องดูแลจาก “อำนาจรัฐซ้อนรัฐ” จากองคาพยพเต็มที่ เหมือนกับมี “เสถียรภาพ” มั่นคงที่สุด
แต่เมื่อมองลึกลงไป กลับเห็นจุดเริ่มต้นของความอ่อนแอกระจายอยู่ทั่วไปหมด
และอาจจะเป็นเพราะความเป็นจริงเช่นนี้เอง ที่ทำให้ “นักเลง” อย่าง “ธรรมนัส พรหมเผ่า” นั่งมองด้วยจิตใจที่ “นิ่ง” เป็นอย่างยิ่ง
ทั้งที่มีเหตุผลเพียงพอจะเรียกหาความชอบธรรมให้ “พรรคกล้าธรรม” ซึ่งยืนอยู่ข้างเดียวกับ “พรรคภูมิใจไทย” มาตลอด
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
