ธงทอง จันทรางศุ | บัณฑิตในอุดมคติ กรณีศึกษาจาก ‘ฮลุน โซโล่’
คอลัมน์ หลังลับแล มีอรุณรุ่ง
หลายวันที่ผ่านมา ข่าวสารเรื่อง “ฮลุน โซโล่” ไปเสียชีวิตที่ประเทศจอร์เจีย ระหว่างการเดินทางท่องเที่ยวแบบแบกเป้คนเดียวไปตามประเทศต่างๆ ทั่วโลก พร้อมกับทำคลิปเล่าเรื่องการเดินทางและสิ่งที่เจ้าตัวได้พบเห็น ให้ผู้ชมที่ส่วนใหญ่นั่งอยู่กับบ้านที่เมืองไทยได้พลอยรู้เห็นโลกกว้างไปกับเขาด้วย เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างยิ่ง
และทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า น่าเสียดายเหลือเกินที่หนุ่มน้อยคนนี้ต้องเสียชีวิตลงในวัยที่น่าจะอยู่เพื่อสานฝันของตัวเองต่อไปได้อีกยาวไกล
ท่ามกลางเสียงอาลัยอาวรณ์และเห็นอกเห็นใจครอบครัวของฮลุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณย่าที่อยู่ข้างหลัง มีเสียงปร่าแปร่งบางเสียงเกิดขึ้น ในทำนองวิพากษ์วิจารณ์ว่า เสียทีที่ฮลุนเรียนจบปริญญาตรีจาก คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่จบมาแล้วก็ไม่ได้หางานทำให้เป็นโล้เป็นพาย มัวแต่เที่ยวเล่นไปตามประเทศต่างๆ
สรุปความเป็นการศึกษาที่สูญเปล่า ไม่คุ้มกับการที่เจ้าตัวได้รับทุนการศึกษาให้มาเรียนหนังสือเลย
เมื่อเสียงแปร่งปร่านี้ดังขึ้น ขบวนรถทัวร์หลายคันก็วิ่งเข้าหาเจ้าของเสียง ป่านนี้ผู้ออกความเห็นดังกล่าวจะไปนั่งกินน้ำใบบัวบกอยู่ที่ไหนก็ไม่ทราบได้
ผมในฐานะเป็นผู้สนใจเรื่องราวทำนองนี้ ขออนุญาตหยิบประเด็นมาคุยกันต่อในที่นี้เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นให้กว้างขวางออกไปอีกสักหน่อย
ส่วนเมื่อท่านผู้อ่านได้ฟังความคิดของผมในเวทีนี้แล้ว จะเห็นด้วยหรือเห็นต่าง หรือถึงขนาดเห็นต่างแล้วอยากขับรถทัวร์มาแล่นทับผมก็ไม่ว่ากันครับ
คําถามที่ควรจะเป็นหัวใจของเรื่องอาจจะพูดให้โก้เก๋ว่า แท้ที่จริงแล้วความมุ่งหมายของการศึกษาชั้นอุดมศึกษาคืออะไรกันแน่
หลายท่านเข้าใจว่าการได้เรียนหนังสือในชั้นอุดมศึกษาคือการเตรียมตัวเข้าสู่ตลาดแรงงาน ใครเรียนอะไรมาก็ต้องทำงานอย่างนั้น ต้องนำความรู้ที่ได้มาจากห้องเรียนไปใช้ประโยชน์แบบตรงไปตรงมา หรือถ้าจะอ้อมไปบ้างนิดหน่อยก็ยอมอนุญาตให้ใช้ความรู้นั้นบ้างแบบไม่ต้องเต็มเม็ดเต็มหน่วยก็ได้
ตัวอย่างเช่น ถ้าเป็นคนเรียนวิชากฎหมายหรือเรียนจบมาจากคณะนิติศาสตร์ที่ไหน ชีวิตจะสมบูรณ์แบบมากถ้าได้ทำงานเป็นผู้พิพากษา อัยการ หรือทนายความ
ถ้าไม่ได้ทำงานแนวนี้แต่ไปอยู่บริษัทหรืออยู่ภาคเอกชน ก็สมควรใช้ความรู้กฎหมายไปเกื้อกูลกับการทำงานในหน้าที่
พ้นจากนี้ไปแล้วต้องถือว่าเรียนกฎหมายมาแล้วเสียเปล่า เรียกว่าเป็นโมฆะบัณฑิตได้เลยทีเดียว
ถ้าเรายึดกรอบความคิดอย่างนี้ ผมมีข้อสงสัยว่า ถ้าผมเรียนวิชาปรัชญาจนถึงชั้นปริญญาเอก แล้วผมไม่ได้สอนวิชาปรัชญาในมหาวิทยาลัย จะไปสอนวิชานี้ในโรงเรียนชั้นประถมมัธยมก็ไม่มีใครเขารับเข้าทำงาน
ครั้นจะไปอยู่บริษัทมหาชนที่เขาเซ็งลี้ฮ้อได้กำไรปีละห้าหมื่นล้าน ก็ไม่มีใครจ้างผมอีก
อย่าว่าอะไรเลย ผมไปเปิดร้านกาแฟดีกว่า ระหว่างมีคนมาซื้อกาแฟ ถ้าผู้ซื้ออารมณ์ดีอยากคุยกับผม ผมก็มีเรื่องจะชวนคุยด้วยสารพัด จะคุยลึกซึ้งขนาดไหนหรือ ความรู้ขนาดดุษฎีบัณฑิตทางปรัชญาอย่างผมคุยด้วยได้ทั้งนั้น และคุยสนุกด้วยนะเออ
ผมทำแบบนี้ผมผิดมากไหมครับ
ถ้าคำตอบบอกว่าผมผิดมาก ผมก็ต้องย้อนถามตัวเองต่อไปว่า ประเทศไทยเราต้องการดุษฎีบัณฑิตทางด้านปรัชญาจำนวนกี่คนกันแน่ และตำแหน่งเหล่านั้นถ้ามีคนบรรจุเข้าไปทำงานครบถ้วนแล้ว ขืนผลิตบัณฑิตเพิ่มขึ้นมาอีกก็ตกงานแย่สิ
อย่ากระนั้นเลย เราจงมาเลิกสอนวิชาปรัชญาในมหาวิทยาลัยกันเถิด รอไว้ให้นักปรัชญารุ่นก่อนเกษียณหรือล้มหายตายจากหมดก่อนจึงค่อยเปิดรับนักศึกษาแผนกนี้ไว้อีกครั้งหนึ่ง
คิดแบบนี้ถูกหรือผิดครับ
ประเด็นเรื่องจำนวนผลิตบัณฑิตระดับอุดมศึกษาในสาขาวิชาต่างๆ นั้น ตามความคิดของผมอาจต้องจำแนกเป็นสองกลุ่มสาขาวิชา
สาขาวิชากลุ่มที่หนึ่ง เป็นเรื่องที่ตรงกันกับวิชาชีพ เช่น แพทย์ เภสัชกร ครูอาจารย์ นักกฎหมาย สถาปนิก นักจิตวิทยา ฯลฯ
สำหรับการศึกษากลุ่มนี้ การตรวจสอบหรือรู้จำนวนความต้องการของตลาดแรงงาน
เช่น เมื่อรู้ว่าเมืองไทยของเรากำลังจะเป็นสังคมผู้สูงอายุแบบสมบูรณ์แบบ ผู้เกี่ยวข้องต้องมานั่งคิดว่าสังคมแบบนั้นเราต้องการให้ใครมาทำงานในหน้าที่แผนกใดบ้าง
เมื่อรู้แล้ว ระบบการศึกษาก็ต้องพยายามตอบสนองความต้องการเหล่านั้น โดยคิดจำนวนเผื่อเหลือเผื่อขาดเอาไว้ด้วย เพราะคนที่เข้ามาเรียนหนังสือปีหนึ่งในมหาวิทยาลัยใช่ว่าจะเรียนจบเป็นบัณฑิตได้ทุกคน และเรียนจบไปแล้วก็ใช่ว่าทุกคนจะประกอบวิชาชีพตามที่ตัวเองเรียนมา
ในประเทศที่มีความคิดเสรีนิยม เราไม่สามารถบังคับให้ใครประกอบอาชีพอะไรที่เขาไม่มีใจรักได้นะครับ
หมอบางคนอาจจะมีใจรักด้านอื่น แรกทีเดียวก็เป็นคุณหมอที่ค้าขายได้บ้าง แต่อีกห้าปีข้างหน้า คุณหมอคนนั้นอาจจะกลายเป็นพ่อค้าที่เคยรักษาคนไข้ได้ เรามีอำนาจอะไรจะไปห้ามเขาหรือ
ยิ่งถ้าเป็นกลุ่มวิชาที่ไม่ใช่วิชาชีพโดยตรง ทางเลือกหลังจากจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแล้วก็เปิดกว้างให้ทำอะไรก็ได้อีกมากมาย สุดแต่ความถนัดและจังหวะโอกาสในชีวิตของแต่ละคน
นินทาหลานตัวเองนี่แหละครับง่ายดี
เรื่องมีอยู่ว่าหลานของผมเรียนวิชาสังคมสงเคราะห์ศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งแถวรังสิต แหม! เดากันไม่ได้เลยใช่ไหมครับว่ามหาวิทยาลัยอะไร ฮา!
เมื่อเธอเรียนจบเป็นสังคมสงเคราะหศาสตรบัณฑิต ผมถามว่าจะไปทำงานอยู่กรมประชาสงเคราะห์หรือ
เธอก็หัวเราะแล้วบอกว่า หนูสงเคราะห์ตัวเองยังไม่รอดเลย เดี๋ยวหางานอย่างอื่นทำดีกว่า
ว่าแล้วก็ไปสมัครงานแล้วได้งานทำที่บริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ซึ่งมีกิจการเกี่ยวกับการใช้พลังงานที่ยั่งยืนหรืออะไรทำนองนั้น
กลับบ้านมาก็มีเรื่องเกี่ยวกับคาร์บอนเครดิตมาเล่าให้ผมฟังทุกวัน เวลานี้พัฒนาไปไกลถึงขนาดกำลังเรียนต่อต่างประเทศ เพื่อจะเรียนวิชาอะไรทำนองนี้ให้ลึกซึ้งซับซ้อนมากขึ้นอีก
ซึ่งทั้งหมดนี้มองดูแล้วก็ไม่เห็นว่าเกี่ยวข้องกับความเป็นสังคมสงเคราะห์ศาสตรบัณฑิตตรงไหน
ตกลงหลานของผมทำผิดไหมครับ
ประเทศไทยและมหาวิทยาลัยแห่งนั้นลงทุนไปตั้งเยอะ ไม่เห็นได้นักสังคมสงเคราะห์ขึ้นมาเลย
ถ้ามองอย่างนี้แล้วเราจะบอกว่าเป็นการจัดการอุดมศึกษาที่เสียเปล่าหรือ
คราวนี้ย้อนกลับมาพูดถึงเรื่องของน้องฮลุนกันบ้าง
บัณฑิตรายนี้เรียนจบมาในสาขาวิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา
ถ้ามองดูโดยลึกซึ้ง การเดินทางท่องเที่ยวไปตามประเทศต่างๆ แล้วทำคลิปออกมาให้เราดู ให้เราได้เปิดสมองและเปิดสายตารับรู้ว่าโลกนี้มีเพื่อนร่วมโลกที่มีวิถีชีวิต มีความเป็นอยู่ที่หลากหลายและล้วนน่าสนใจ
นี่แหละครับ ที่ผมเห็นกิจกรรมของน้องฮลุน ทั้งหมดไม่มีอะไรที่ตรงกันกับการเรียนวิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยายิ่งไปกว่านี้อีกแล้ว
ผมเชื่อว่าฮลุนทำงานที่เราได้เห็นโดยเขาฝากฝีมือไว้ด้วยใจรักโดยแท้
และนอกจากใจรักแล้ว ทุกตอนทุกคลิปของการเดินทางท่องเที่ยวที่เราได้ติดตามเขาไปรอบโลก ฮลุนได้สอดแทรกเรื่องของสังคมวิทยา และได้ฝากเรื่องมานุษยวิทยาไว้โดยตลอดทุกบททุกตอน
สมมุติว่าน้องฮลุนไม่ได้เลือกใช้ชีวิตแบบนี้ แต่เขาไปทำบริษัททัวร์ โดยเริ่มจากการเป็นไกด์ท่องเที่ยวแล้ววันหนึ่งขยับฐานะขึ้นเป็นเจ้าของบริษัท หรือไปทำรายการทีวีรายการวิทยุ ไปเป็นนักหนังสือพิมพ์ ไปเป็นอะไรอีก 500 อย่าง ที่เราอาจจะลากเส้นความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่เขาทำกับความรู้ที่ได้เรียนในมหาวิทยาลัยถึงกันได้เบาบางเต็มที
ผมก็ยังเห็นว่าฮลุนเรียนหนังสือระดับมหาวิทยาลัยโดยไม่เสียเปล่าเลยแม้แต่นิดเดียว
การศึกษาระดับมหาวิทยาลัยในทัศนะของผม จึงไม่ตีวงแคบแต่เพียงแค่การเรียนวิชาการในศาสตร์นั้นศาสตร์นี้เท่านั้น
หากแต่หมายถึงการได้ใช้เวลาฝึกฝนตัวเองให้คิดเป็น
หัดที่จะใช้ชีวิตหลังเรียนจบแล้วไปพบกับความจริงในโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
และรู้ด้วยว่าจะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นได้อย่างไร
หรือถ้าจะให้เด็ดยิ่งไปกว่านั้น เรียนจบแล้วก็ต้องออกไปเป็นผู้นำความเปลี่ยนแปลงให้คนอื่นเดินตามด้วย
บัณฑิตแบบนี้ผมยกนิ้วให้เลย
การเรียนหนังสือและการใช้ชีวิตอยู่ในมหาวิทยาลัยจึงไม่ใช่การแสวงหาความรู้อันลุ่มลึกในศาสตร์วิทยาการแต่เพียงอย่างเดียว โดยทอดทิ้งการฝึกฝนวิธีเรียนรู้ตลอดชีวิต และวิธีที่จะอยู่กับโลกอีกหลายสิบปีหลังจากเรียนจบออกไปจากรั้วมหาวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยเป็นแหล่งที่สร้างคนสร้างมนุษย์ที่มีความเป็นตัวตนของตัวเอง เราไม่ได้สร้างหุ่นยนต์นะครับ
กรณีของน้องฮลุน เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจยิ่งสำหรับความเป็นบัณฑิตที่แท้ มีทั้งความรู้ มีทั้งศาสตร์และศิลป์ มีการเรียนรู้ที่จะอยู่ได้ในโลกอย่างกลมกลืนและไม่ขัดแย้งกับทุกสภาพแวดล้อม
มีความเป็นผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบต่อทุกถ้อยคำที่กล่าวจากปาก
มีน้ำใจเอื้ออารีต่อผู้คนที่ได้พบเห็น มีความกตัญญูต่อคุณย่า ต่อครอบครัวของตนเอง รู้จักการใช้เงินไปในทางที่สร้างสรรค์ และเป็นประชากรที่มีคุณภาพของโลกโดยเต็มภาคภูมิ
นี่แหละครับบัณฑิตตัวจริงในอุดมคติของผมและของพวกเรา
