คอลัมน์ Agora : กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์ วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ www.facebook.com/bintokrit
เจ้าฟ้าและสามัญชน 10 (ตอนจบ)
ชีวิตสมรสของเจ้าฟ้าและสามัญชนระหว่างเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ กับแคทยาได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการหลังผ่านพิธีทางศาสนาที่โบสถ์เซนต์ทรินิตี้ ณ กรุงคอนสแตนติโนเปิล
หลังจากนั้นเดินทางต่อตัดผ่านทะเลเมดิเตอร์เรเนียนลงสู่อียิปต์ และดินแดนไอยคุปต์นี่เองที่ทั้งคู่ได้ใช้ชีวิตแบบที่เฝ้าใฝ่ฝันอยู่หลายเดือน ด้วยการแวะดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์กันตามโบราณสถานต่างๆ อันลือชื่อ เหตุผลที่เป็นอียิปต์ก็เนื่องจากอยู่บนเส้นทางที่ต้องผ่านอยู่แล้วเพื่อกลับสู่สยาม ซึ่งเรือที่สัญจรจากยุโรปเข้าสู่เอเชียได้ก็จำเป็นต้องแล่นผ่านคลองสุเอซ ซึ่งเปิดใช้งานมาตั้งแต่เมื่อ 37 ปีก่อนหน้านั้น โดยมีปากทางอยู่ที่พอร์ตซาอิด แล้วล่องใต้ออกสู่ทะเลแดงที่สุเอซ
ดังนั้น หากคู่รักจะแอบจัดฮันนีมูนทราเวลเล็กๆ ขึ้นก็คงไม่มีใครระแคะระคายสงสัยได้
เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ และแคทยาใช้เวลาอันแสนหวานด้วยกันในกรุงไคโรระหว่างสัปดาห์ของวันวาเลนไทน์พอดี นอกจากจะเป็นคู่รักข้าวใหม่ปลามันแล้ว แคทยายังมีความสุขกับสภาพแวดล้อมและภูมิอากาศของไคโรอย่างมาก แม้จะว้าวุ่นใจในอนาคตของตนก็ตาม โดยเธอชื่นชมว่าไคโรงดงามเหมือนเมืองในฝัน
และจากข้อมูลในหนังสือ “แคทยาและเจ้าฟ้าจักรพงษ์ เรื่องรักและการจากลา” ของหม่อมราชวงศ์นริศรา จักรพงษ์ ซึ่งได้อ้างอิงจดหมายของแคทยาถึงวานยา (หรืออิวาน พี่ชายของแคทยา) ก็แสดงให้เห็นความประทับใจต่อไคโรอย่างชัดเจน
โดยเธอตำหนิว่าคอนสแตนติโนเปิลเป็นเมืองที่สกปรก ทำให้พออนุมานได้ว่าไคโรสะอาดกว่า
คู่รักทั้งสองท่องเที่ยวอียิปต์อยู่ราวๆ หนึ่งสัปดาห์ ด้วยการล่องเรือไปตามแม่น้ำไนล์ เที่ยวชมพีระมิดและตัวสฟิงซ์ เมื่อเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ต้องพบปะผู้คนต่างๆ แคทยาจะหลบเงียบอยู่ในห้องเพื่อไม่ให้มีใครเห็น
นอกจากนี้ เธอยังพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ทำให้การติดต่อสื่อสารในอียิปต์เป็นไปด้วยความยากลำบาก
ห้วงยามนั้นมีเพียงไม่กี่คนที่ล่วงรู้สถานะที่แท้จริงของทั้งคู่ คนที่รู้ดีที่สุดคือพุ่ม ผู้ซึ่งยังคงอยู่ที่รัสเซียต่อไปพร้อมแผนลับในใจที่จะไม่เดินทางกลับ
อีกคนหนึ่งคือหลวงสุรยุทธ นายทหารคนสนิทประจำพระองค์ของเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ที่ตามเสด็จมา ทำให้ครอบครัวของเขาทราบเรื่องนี้อย่างละเอียด
ภรรยาของหลวงสุรยุทธเป็นสตรีรัสเซียชื่อ “เอลิซาเวตา นิโคลาเยฟนา” (Elizaveta Nikholaevna) หรือ “เอลนิค” (El. Nick) ซึ่งรับหน้าที่เป็นผู้อภิบาลให้แคทยาระหว่างเดินทาง
โดยเอลนิคหอบหิ้วลูก 2 คน พร้อมพี่เลี้ยงเด็กอีก 2 คนมาด้วย
ปกติแล้วเรือจากรัสเซียสู่สยามจะใช้เวลาประมาณหนึ่งเดือนกว่าๆ เมื่อถึงมหาสมุทรอินเดียแล้วจะบ่ายหน้าไปทางตะวันออกจนถึงศรีลังกา จากนั้นมุ่งไปสิงคโปร์ ก่อนตัดขึ้นเหนือไปสู่อ่าวไทย
แต่ถึงแม้จะใช้เวลามากกว่าหนึ่งเดือนก็ตาม ทว่าไม่ปรากฏหลักฐานของเหตุการณ์ช่วงนี้ว่ามีพระราชหัตถเลขาของรัชกาลที่ 5 และลายพระหัตถ์ของสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ อยู่ในหนังสือ “ถึงลูกชายเล็ก” ของหม่อมราชวงศ์นริศรา จักรพงษ์ และไพศาลย์ เปี่ยมเมตตาวัฒน์ เลย ซึ่งอาจเป็นเพราะเอกสารนั้นสูญหายไป หรือไม่ก็ถูกเก็บไว้โดยยังไม่เปิดเผยสู่สาธารณชนก็เป็นได้
หลักฐานที่มีเป็นจำนวนมาก คือจดหมายที่แคทยาเขียนถึงวานยาพี่ชายของเธอนั่นเอง รวมทั้งลายพระหัตถ์ของเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ถึงวานยาด้วย ซึ่งจดหมายเหล่านี้ถูกรวบรวมและบอกเล่าอยู่ในหนังสือ “แคทยาและเจ้าฟ้าจักรพงษ์ เรื่องรักและการจากลา”
เมื่อคณะเดินทางมาถึงสิงคโปร์แล้ว แคทยาและครอบครัวของเอลนิคต้องอยู่ที่สิงคโปร์ต่อไปเรื่อยๆ ในขณะที่เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ เสด็จกลับสยามไปก่อนพร้อมกับหลวงสุรยุทธ
การพักแคทยาไว้ที่สิงคโปร์เพื่อรอคอยจังหวะเวลาสะท้อนให้เห็นความทรมานพระทัยจากรักต้องห้าม เห็นได้จากการที่พระองค์ทรงมีจดหมายถึงวานยาเพื่ออธิบายเหตุผลให้เข้าใจ
ส่วนแคทยาก็บ่นระบายความอัดอั้นผ่านจดหมายถึงวานยาเช่นกัน
การเดินทางจากรัสเซียครั้งนี้เริ่มต้นตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม พ.ศ.2449 กระทั่งล่วงเข้าสู่ปลายมีนาคม หรือสองเดือนเข้าไปแล้ว แคทยาก็ยังคงเคว้งคว้างอยู่ที่สิงคโปร์ ไปไม่ถึงจุดหมายปลายทางเสียที ซ้ำยังไม่รู้แน่ชัดว่าเมื่อไหร่จะได้ไปต่อ
จากเดิมคาดว่าต้องพักคอยอยู่ที่สิงคโปร์สองสัปดาห์ก็กลายเป็นสาม โดยที่มีจดหมายจากเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ส่งมาเพียงไม่กี่ฉบับ
นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ของเธอกับเอลนิคก็ย่ำแย่ลงเรื่อยๆ แคทยาบ่นว่าเหมือนใช้ชีวิตอยู่ในโรงเลี้ยงเด็ก
เรื่องประหลาดอีกอย่างคือ เอลนิคมีคนรับใช้ส่วนตัวเป็นสาวไทย ซึ่งไม่สามารถสื่อสารอะไรกับแคทยาได้เลย แถมยังมีกิริยามารยาทประหนึ่งเจ้านาย มิใช่คนใช้ ทำให้สภาพจิตใจของแคทยาดำดิ่งยิ่งขึ้น
เรื่องราวของแคทยาที่ถูกซุกซ่อนไว้อย่างเงียบเชียบที่สิงคโปร์ดำเนินไปได้ระยะหนึ่งก็เริ่มเก็บงำเอาไว้ไม่อยู่ ข่าวนี้เป็นที่ซุบซิบนินทากันปากต่อปาก
จนในที่สุดก็แพร่งพรายถึงกรุงเทพฯ พอล่วงเข้าสู่เดือนพฤษภาคมก็ถึงพระกรรณของรัชกาลที่ 5 โดยข่าวลืออันอึกทึกครึกโครมที่สุดปรากฏผ่านการตีแผ่ทางหน้าหนังสือพิมพ์ ซึ่งเรียกขานเธอว่า “มาดัมพิศณุโลก” ตามหนังสือถึงลูกชายเล็กได้แสดงหลักฐานนี้อย่างชัดเจน
กล่าวคือ เมื่อรัชกาลที่ 5 มีพระราชหัตถเลขาลงวันที่ 4 พฤษภาคม ถามสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ว่า “เรื่องของตัวเองที่ปรากฏในหนังสือพิมเรียกตัวว่า มาดัมพิศณุโลกนั้น มีอย่างไรฤๅ”
เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ก็มิได้ตอบคำถามนี้เลย แต่ทรงเลี่ยงไปชี้แจงเฉพาะคำถามที่เกี่ยวกับนายพุ่มเท่านั้น
ในที่สุดความจริงก็เปิดเผย เมื่อรัชกาลที่ 5 ตรัสถามสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ตรงๆ ต่อหน้าธารกำนัล โดยเรื่องราวนี้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายผ่านหนังสือ “เกิดวังปารุสก์” และ “เจ้าชีวิต” ของพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ผู้เป็นพระโอรสของเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ
พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์มีพระธิดาคือ ม.ร.ว.นริศรา จักรพงษ์ ซึ่งในกาลต่อมามีลูกชายคนหนึ่งผู้เป็นที่รู้จักในวงกว้างทางด้านดนตรีและการแสดงคือ “ฮิวโก้” หรือ “เล็ก” จุลจักร จักรพงษ์ นั่นเอง
โดยเนื้อความใน “เกิดวังปารุสก์” ได้บรรยายเรื่องราวเอาไว้ว่า
“ตลอดเวลาที่พ่อประทับอยู่ที่วังปารุสก์พระองค์เดียวและแม่ยังอยู่ที่สิงคโปร์ พ่อได้เสด็จไปในการงานต่างๆ ตามปกติ และปฏิบัติราชการทหารของท่านอย่างเรียบร้อย เวลานั้นท่านเป็นเจ้ากรมยุทธศึกษาทหารบกในสมัยนั้น ทูลหม่อมปู่ได้ทรงมีการเสด็จออกขุนนางอย่างไปรเวตทุกๆ สัปดาห์ บรรดาเจ้านายต้องคอยเฝ้าเสมอ ในไม่ช้าก็มีข่าวลือรั่วมาถึงกรุงเทพฯ ว่ามีมาดาม เดอ พิษณุโลก อยู่ที่สิงคโปร์ อันเป็นนามที่พ่อให้แม่ใช้ และก็มีผู้กราบทูลให้ทูลหม่อมปู่ทรงทราบ แต่ท่านจะทรงเชื่อหรือไม่ก็ตาม ในวันหนึ่งในขณะออกขุนนาง ทูลหม่อมปู่ทรงพระสรวลขณะที่อยู่ต่อหน้าธารกำนัล ได้ตรัสถามพ่อว่า – ยังไงเล็ก เขาว่ามีเมียแหม่มจริงไหม? – ทูลหม่อมอาเอียดน้อยได้ทรงเล่าเรื่องตอนนี้ให้ข้าพเจ้าฟัง เป็นเวลาก่อนเสด็จไปศึกษาที่ยุโรป ท่านว่า พ่อได้ตอบโดยเสียงออกจะแหบๆ ว่า – อาจจะเป็นได้ – ต่างคนต่างนิ่งกันหมด ทูลหม่อมปู่พระพักตร์ซีด และโดยไม่ตรัสอย่างใดอีก ได้เสด็จออกจากห้อง เป็นอันว่าเสด็จขึ้น”
ส่วนผลที่ตามมาเป็นอย่างไรนั้น ในหนังสือ “เจ้าชีวิต” ได้บรรยายว่า
“พระเจ้าอยู่หัวทรงเสียพระราชหฤทัยอย่างล้นพ้น สมเด็จพระบรมราชินีนาถนั้นทั้งแค้นทั้งกริ้วเป็นที่สุด เมื่อข่าวได้เปิดเผยออกมาแล้ว ทูลกระหม่อมจักรพงษ์ก็ทรงจัดให้หม่อมเดินทางมากรุงเทพฯ และอยู่ด้วยกันที่พระตำหนักปารุสกวัน”
จบภาค 1 เจ้าฟ้าและสามัญชน ชีวิตโลดโผนผจญภัยของนักเรียนทุนไทยในต่างแดน
