สงครามอิหร่าน : ฉากทัศน์สู่หายนะ | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
บทความพิเศษ |ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
สงครามสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่านทำให้ “กระแส” ความกลัวสงครามระดับโลกลุกลามแบบไม่เคยเป็นมานาน
ตลาดหุ้นไทยตกวันเดียว 100 จุด จนดัชนีหลุดต่ำกว่า 1,400 ทองตกต่อเนื่องหลายพัน น้ำมันพุ่ง คนกลัวน้ำมันขาดแคลนจนแห่กักตุนน้ำมัน เช่นเดียวกับตลาดหุ้นโลกที่พังวินาศสันตะโร
คนจำนวนมากรู้สึกแบบนี้หรือไม่ตอนรัสเซียบุกยูเครน?
คำตอบคือไม่มากนัก
เช่นเดียวกับคนเยอะแยะไม่รู้สึกอะไรตอนสหรัฐบุกเวเนซุเอลา, บุกอัฟกานิสถาน, บุกอิรัก หรือบุกซีเรีย ทั้งที่รูปแบบและ “ขนาด” ของสงครามแต่ละครั้งในระยะสั้นก็แทบไม่ต่างกันเลย
อดีตนักการเมืองหญิงคนหนึ่งบอกว่า สงครามอิหร่านจะลุกลามเป็น “สงครามโลกครั้งที่ 3”
ซึ่งผมฟังแล้วต้องรีบอธิบายทันทีว่าไม่จริง เพราะนิยาม “สงครามโลก” คือสงครามที่คู่ต่อสู้คือมหาอำนาจระดับโลก แต่หัวเด็ดตีนขาดรัสเซียและจีนจะไม่ร่วมรบกับสหรัฐในสงครามอิหร่านแน่นอน
รัสเซียและจีนแสดงออกอย่างชัดเจนว่าเข้าข้างอิหร่าน และประณามการโจมตีของสหรัฐจริง
แต่ท่าทีแบบนี้เป็นการแสดงออกทางการทูตเหมือนที่รัสเซียและจีนทำตอนสหรัฐบุกเวเนซุเอลา, อิรัก ฯลฯ
ซึ่งไม่เคยมีกรณีไหนที่จบด้วยรัสเซียและจีนจับมือกันรบกับสหรัฐแม้แต่ครั้งเดียว
ในแง่ภูมิรัฐศาสตร์โลก รัสเซียติดหล่มสงครามยูเครนมาตั้งแต่ปี 2565 โดยไม่มีวี่แววว่าจะชนะทั้งที่เริ่มสงครามโดยคิดว่าจะยึดกรุงเคียฟใน 7 วัน โอกาสที่รัสเซียจะรบสหรัฐเรื่องอิหร่านจึงเป็นศูนย์
ส่วนจีนนั้นอยู่ไกลอิหร่านจนทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว ยิ่งรัสเซียไม่ยุ่ง จีนยิ่งไม่มีทางรบกับสหรัฐได้เลย
“นักวิเคราะห์” บางคนบอกว่า จีนพึ่งน้ำมันอิหร่านจนต้องช่วยอิหร่านรบกับสหรัฐ เพื่อปกป้องความมั่นคงทางพลังงานให้จีนเอง แน่นอนว่า อิหร่านส่งออกน้ำมัน 80% ไปจีน แต่อิหร่านไม่ใช่ 1 ใน 5 ของประเทศที่จีนนำเข้าน้ำมันมากที่สุด เหตุผลเรื่องจีนต้องรบสหรัฐเพื่อน้ำมันจึงไม่มีน้ำหนักเลย
ถ้าอธิบายจีนด้วยทฤษฎีระบบโลกของ Immanuel Wallerstein จีนเลื่อนชั้นตัวเองจากประเทศปิดที่ยากจนและแทบไม่มีการค้าระหว่างประเทศเลยจนทศวรรษ 1980 แล้วใช้เวลาแค่ 30 ปีเป็นประเทศศูนย์กลางของโลก (Core Country) โดยไม่ต้องจ่ายเงินสักบาท จนไม่มีเหตุให้ต้องรบหรือจ่ายตอนนี้
พูดตรงๆ ครั้งสุดท้าย ที่จีนส่งกำลังทหารไปรบนอกประเทศชัดๆ ได้แก่ สงครามเกาหลีสมัยปี 2493 จีนจึงไม่ใช่ประเทศที่อยากควักเงินตัวเองไปรบเพื่อประเทศอื่นนัก
ยิ่งกว่านั้นคือ จีนเป็นประเทศที่มีน้ำมันดิบเก็บในคลังมากที่สุดในโลก แรงจูงใจที่จีนต้องรบเพื่อแย่งน้ำมันจึงยิ่งลดลงไป
อย่างไรก็ดี คนทั่วไปอาจคิดว่า “สงครามโลก” คือสงครามที่ยิงจนวุ่นทั้งโลก ส่วนคู่กรณีเป็น “มหาอำนาจ” หรือไม่ช่างหัวมัน
นิยามนี้ทำให้สงครามอิหร่านอาจเข้าข่ายให้คนคิดว่าเป็น “สงครามโลก” ก็ได้ ถึงตามหลักรัฐศาสตร์แล้วเรื่องนี้ยังคงเป็นสงครามภูมิภาคที่มีผลกระทบระดับโลกเท่านั้นเอง
ใครๆ ก็รู้ว่า สหรัฐจะชนะอิหร่านในตอนจบแบบที่อิหร่านไม่มีทางสู้ได้เลย แต่ปัญหาคือ อิหร่านจะทำอะไรเพื่อตอบโต้สหรัฐ สหรัฐจะหยุดตอนไหน และระหว่างนั้นใครจะได้รับผลกระทบอะไร ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่มีใครรู้อนาคตเลย
ทรัมป์คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้คนตื่นตระหนกว่าสงครามอิหร่านจะลุกลามจนโลกวุ่นวาย เพราะถึงแม้อเมริกาจะแสดงออกว่ามองอิหร่านเป็นศัตรูตั้งแต่คนอิหร่านลุกฮือล้มพระเจ้าชาห์ปี 2522 แต่เพิ่งจะมีทรัมป์ที่พูดชัดๆ ว่าต้องการ “เปลี่ยนระบอบ” (Regime Change) และใช้กองทัพสหรัฐทำจริงๆ
ความเลวร้ายของผู้นำอิหร่านชัดเจนไม่มีอะไรให้เถียงกัน
ผู้นำศาสนาผิดแน่ๆ ที่ปกครองอิหร่านแบบเผด็จการเกือบ 50 ปี
แต่กษัตริย์อิหร่านที่สหรัฐหนุนหลังก่อนปี 2522 คือรัฐบาลที่ประเคนทรัพยากรชาติให้สหรัฐอย่างเลวร้ายด้วย
ความเลวร้ายของผู้นำจึงไม่ใช่ปัญหาเท่าผู้นำที่เลวร้ายเป็นคนของใคร
กองเชียร์ทรัมป์อ้างว่า ทรัมป์ทำถูกที่ถล่มอิหร่านเพราะผู้นำอิหร่านเป็นเผด็จการศาสนาสารเลว
แต่พื้นฐานของการยิงผู้นำอิหร่านจนตายคือรัฐบาลสหรัฐลอบสังหารผู้นำประเทศอื่น การทำแบบนี้ผิดกฎหมายสหรัฐ ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ และยุยงให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในประเทศอื่นชัดเจน
ทรัมป์และสหรัฐไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการเปลี่ยนตัวผู้นำประเทศอื่น แต่ถ้าทรัมป์ทำสงครามอิหร่านเพราะต้องการเปลี่ยนผู้นำจริงๆ สงครามต้องจบทันทีที่ผู้นำอิหร่านเสียชีวิต ไม่ใช่ทำสงครามต่อบนคำประกาศ “เปลี่ยนระบอบ” (Regime Change) และพูดถึงการส่งทหารราบบุกอิหร่านทันที
ไม่มีหลักฐานให้เชื่อว่าทรัมป์บุกอิหร่านเพื่อประโยชน์ของอิหร่านเอง ทรัมป์ในฐานะประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ส่งทหารสหรัฐบุกประเทศอื่นแล้ว 7 ครั้ง การบุกเวเนซุเอลาจบโดยให้ผู้ช่วยประธานาธิบดีครองอำนาจ ไม่ใช่ฝ่ายค้านที่ประชาชนสนับสนุนมหาศาล และสงครามอิหร่านก็จะจบแบบเดียวกัน
ขณะที่สหรัฐบุกอิรัก, ซีเรีย หรืออัฟกานิสถานโดยอ้างปัญหา “ผู้ก่อการร้าย” ที่พอถูไถได้ว่าเป็น “ภัยคุกคามซึ่งหน้า” (Imminent Threats) ต่อมนุษยชาติ อิหร่านคือประเทศที่สหรัฐและโลกตะวันตกปิดล้อมเกือบ 50 ปีจนแทบไม่มีอะไรคุกคามมนุษยชาติ ยกเว้นการปกป้องตัวเองจากสหรัฐอย่างเดียว
อิหร่านถูกสหรัฐและอิสราเอลโจมตีว่ามีนิวเคลียร์ แต่ทั้งทรัมป์และเนทันยาฮูก็ไม่เคยแสดงหลักฐานอะไร ตอนที่สหรัฐกับอิสราเอลโจมตีอิหร่านเดือนกุมภาพันธ์ ก็ไม่เห็นอิหร่านใช้นิวเคลียร์ และผู้อำนวยการองค์กรปรมาณูโลก (IAEA) ก็ยืนยันว่า อิหร่านไม่มีโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์เลย
ทรัมป์พยายามใช้ประโยชน์จากกระแสเกลียดอารยธรรมอิสลามแบบ Huntington ใน The Clash of Civilizations มาเป็นเครื่องมือ แต่จุดสูงสุดของการสร้างความเป็นศัตรูทางอารยธรรมผ่านไปพร้อมเหตุการณ์ 9/11
จนชาติตะวันตกทั้งหมดไม่ได้อยู่ข้างทรัมป์เพื่อต่อต้านอิสลามอย่างที่ทรัมป์ต้องการ
เหตุผลที่คนกลัวว่าสงครามครั้งนี้จะลุกลาม เพราะทรัมป์ทำให้สงครามครั้งนี้ไม่มีทิศทาง
พันธมิตรสหรัฐไม่ต่อต้านอิหร่านอย่างที่สหรัฐต้องการ สเปนไม่ให้สหรัฐใช้ฐานทัพ อังกฤษให้ใช้ฐานทัพแต่ห้ามใช้ทิ้งระเบิด
และอย่างมากที่ประเทศเหล่านี้ทำคือ ออกแถลงการณ์ประณามอิหร่านอย่างเดียว
ทรัมป์ทำให้สงครามอิหร่านเป็นแค่เรื่องผลประโยชน์ของทรัมป์กับอิสราเอล คำขู่ว่าสหรัฐจะบุกใช้ฐานทัพสเปนตามใจชอบทำให้ยุโรปไม่พอใจทรัมป์ยิ่งขึ้น
การด่าทออังกฤษทำให้อังกฤษไม่สนับสนุนทรัมป์แน่ๆ อย่างมากที่สุดที่ทรัมป์ทำได้จึงได้แก่การกระตุ้นยุโรปเร่งสะสมอาวุธขึ้นเท่านั้นเอง
ยุทธวิธีอิหร่านในการตอบโต้สหรัฐทำให้โลกเผชิญความไม่แน่นอนยิ่งขึ้นด้วย เพราะอิหร่านโจมตีสหรัฐโดยมุ่งไปที่ประเทศพันธมิตรทั้งที่เกี่ยวข้องกับการรบและไม่เกี่ยวโดยตรง ตัวอย่างเช่น ดูไบ ซึ่งวางตัวเป็นศูนย์กลางการเงินก็ถูกโจมตีด้วย
ผลกระทบของสงครามจึงลุกลามแบบไม่เคยเป็น
ถ้าแสนยานุภาพทางทหารคือข้อได้เปรียบของสหรัฐ ความเข้าใจภูมิรัฐศาสตร์ของการส่งออกน้ำมันคือข้อได้เปรียบของอิหร่านโดยตรง เพราะการสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้การส่งออกน้ำมันกระทบทั้งโลก สหรัฐจึงอยู่ภายใต้แรงกดดันที่จะต้องเร่งจบสงครามจนอาจเป็นฝ่ายเสียเปรียบทันที
ขณะที่สหรัฐหมกมุ่นกับการคิดเปิดช่องแคบฮอร์มุซเพื่อส่งน้ำมัน ผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้วคืออิรักต้องสั่งปิดโรงกลั่นน้ำมันและคลังน้ำมันทั้งหมดอย่างไม่มีใครคาดคิด เพราะเมื่อน้ำมันส่งออกไม่ได้ การขายน้ำมันก็ทำไม่ได้ น้ำมันที่ผลิตจึงเยอะจนล้นสต๊อกและต้องปิดการผลิตน้ำมันโดยปริยาย
ซาอุมีท่อส่งน้ำมันเพื่อเลี่ยงช่องแคบฮาร์มุซก็จริง แต่ท่อเหล่านี้มีศักยภาพส่งน้ำมันแค่ 15% ของช่องแคบเท่านั้น หากสงครามไม่จบภายใน 1 เดือน สต๊อกน้ำมันของแต่ละประเทศจึงอาจร่อยหรอเข้าขั้นวิกฤต และทั้งหมดนี้จะยิ่งเป็นแรงกดดันไปยังทรัมป์และสหรัฐเองว่าจะถอยอย่างไร
ถ้าทรัมป์ไม่ถอยและตัดสินใจส่งทหารราบบุกภาคพื้นดิน อิหร่านจะเป็นอิรักและอัฟกานิสถานแห่งที่ 2 ซึ่งสหรัฐอาจเป็นฝ่ายสูญเสียเองมากกว่าที่ประเมิน
