bg-single

มนัส สัตยารักษ์ : ปราบโกง เรื่องที่รัฐบาลหมดความชอบธรรมจะพูดถึง

15.03.2018

เรื่องคอร์รัปชั่นในประเทศไทยกลายเป็นเรื่องพูดยากไปเสียแล้ว เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร่โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะ คสช. หมดเครดิตในเรื่องนี้ สื่อต่างประเทศวิพากษ์รุนแรงถึงขนาดว่า

“รัฐบาลหมดความชอบธรรมที่จะพูดถึงเรื่องปราบคอร์รัปชั่น” อีกต่อไป

รัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรีมีทางเลือกเพียง 3 ทางที่จะเอ่ยถึงสถานการณ์ของคอร์รัปชั่นในประเทศไทย

ทางเลือกแรกก็คือไม่พูด ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้

ทางเลือกที่สองก็คือตอบโต้และปฏิเสธว่าไม่จริง

อีกทางเลือกหนึ่งก็คือ รับสารภาพว่าเป็นความจริง

จะเป็นทางเลือกใดก็แล้วแต่ ล้วนแต่ทำให้ภาพรัฐบาลติดลบทั้งสิ้น บางทางเลือกสร้างความอึดอัดแก่ทุกคนรอบข้าง บางทางเลือกตามมาด้วยเสียงฮาสนั่น ดูเหมือนใส่ร้ายประเทศตัวเอง และบางทางเลือกทำให้เกิดความโกรธและเกลียดชังขึ้นในสังคมส่วนรวม

เมื่อเริ่มยึดอำนาจได้ใหม่ๆ คสช.มีผลงานที่เป็นรูปธรรมชัดเจนคือ “ปราบโกงจำนำข้าว” ที่เกิดขึ้นในยุคของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ใช้เวลาประมาณ 3 ปี สามารถให้ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกและยึดทรัพย์ผู้กระทำความผิดได้จำนวนหนึ่ง

แต่ก็เหมือนกับคดีอื่นๆ ก่อนหน้านี้ที่ลงโทษในห้วงเวลาของเผด็จการ หรือในบางกรณีใช้กฎหมายพิเศษซึ่งหลายประเทศไม่ยอมรับ ผู้ที่ถูกศาลพิพากษาลงโทษจึงได้สถานะเป็นผู้ลี้ภัยการเมืองมาจนถึงวันนี้

อีกคดีหนึ่งที่เป็นรูปธรรมคือ คดีนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม จากคดีถูกปล้นทรัพย์พฤศจิกายน 2554 บานปลายเป็นร่ำรวยผิดปกติ แจ้งทรัพย์สินอันเป็นเท็จ ซึ่งล่าสุดศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้พิพากษาเมื่อกันยายน 2560 ลงโทษจำคุก 10 เดือนโดยไม่รอลงอาญา และยึดทรัพย์ 64 ล้านบาท

คดีอันสืบเนื่องมาจากการทุจริตคอร์รัปชั่นของนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม แม้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯจะอ่านคำพิพากษาในยุคของ คสช. แต่ในความเป็นจริง เหตุเกิดแต่ปี 2554 ความก้าวหน้าและความสำเร็จ ล้วนเป็นผลมาจากความสามารถและเอาจริงของตำรวจ อัยการ ป.ป.ช. และศาลต่างๆ ในยุคก่อน คสช. ทั้งสิ้น

ในยุคเริ่มต้นของ คสช. ที่ทำท่าจะเอาจริงกับข้าราชการหลายสิบราย แต่ในที่สุดพบว่าไม่มีหลักฐานเพียงพอเอาผิดใครได้ แถมต้องเยียวยาแก่ผู้รับเคราะห์ไปตามระเบียบ

มองอย่างวิเคราะห์กันให้ลึกซึ้งก็อาจจะถือว่า คสช. มองข้าราชการในแง่ร้ายเกินไป หรืออีกนัยหนึ่งอาจจะเป็นเหตุผลของ “ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่” ไม่อยากกำหนดมาตรฐานความผิดที่พวกตัวเองก็ทำอยู่เป็นประจำหรือทำอย่างร้ายแรงกว่า บ้านเมืองเสียหายมากกว่า

เราจะสังเกตเห็นได้ว่า คนของฝ่าย คสช. มีพฤติกรรมแปลกประหลาดขึ้นทุกวัน แต่ไม่ถูกตรวจสอบ ไม่ถูกกล่าวหา แถมยังจะย้อนมาเล่นงานสื่อที่ประโคมข่าวอีกด้วย

ยกตัวอย่าง เช่น… การเอาเงินหลวงเข้าบัญชีส่วนตัว การเปิดบริษัทประมูลงานในบ้านพักของทางราชการ การซุกหุ้นไม่แจ้งบัญชีทรัพย์สินตามความเป็นจริง มีทรัพย์สินบอกความร่ำรวยอย่างผิดปกติ

ข่าวที่สร้างความชอกช้ำใจแก่ราษฎรผู้เสียภาษีอย่างมากก็คือ คสช. ใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ลำบากยากจน เช่น…ข่าวเช่าเหมาเครื่องบิน 20 ล้านบาทไปประชุมหรือดูงาน ค่าอาหารมื้อละ 6 แสนบาทสำหรับคน 30 กว่าคน ค่าเงินเดือน สนช. เดือนละเกือบ 30 ล้านบาท คนที่ทำงานให้ คสช. รับเงินเดือน 2 ทาง มีสิทธิลาไม่อั้นถ้าอ้างว่าต้องไปทำงานอีกแห่งหนึ่ง ค่าเช่ารถประจำตำแหน่งปีละกว่า 100 ล้าน

ข่าวตัวอย่างการทุจริตโดยชอบด้วยกฎหมายในพารากราฟข้างต้น เป็นสาเหตุที่ทำให้คนระดับ “บิ๊ก” ไม่กล้าปราบโกงอย่างจริงจัง ไม่กล้าแม้แต่จะพูดถึง เพราะต่างตระหนักดีว่าตัวเองนั่นแหละที่ควรจะโดนปราบเป็นคนแรก

ความล้มเหลวในการปราบโกงก็เท่ากับความสำเร็จในการโกง ความสำเร็จในการโกงทำให้คนโกงย่ามใจ เราจึงเห็นความแปลกประหลาดชนิดเหลือเชื่อเกิดขึ้นมากมายในประเทศของเรา และเรื่องที่ดังอื้อฉาวที่สุดเรื่องหนึ่งก็คือเรื่อง “นาฬิการยืมพื่อน” ถึงกับมีรัฐมนตรีร่วมคณะรัฐบาลเอาไปพูดถึงในต่างประเทศ

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผอ.ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจ ม.หอการค้าไทย แถลงเรื่อง “การจ่ายเงินใต้โต๊ะ” กล่าวว่า “อัตราการจ่ายเงินใต้โต๊ะปี 2560 อยู่ที่ร้อยละ 5 ถึง 15 สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจปีละ 100,000-200,000 ล้านบาท

งบประมาณรายจ่ายของรัฐ ปี 2560 จำนวน 2,932 ล้านล้านบาท มีโอกาสถูกโกงไปถึง 291,000 ล้านบาท และอาจจะสูงถึง 874,800 ล้านบาท

อัตราจ่ายเงินใต้โต๊ะที่นายธนวรรธน์พยากรณ์ปีนี้น่าจะสูงกว่าปีที่แล้ว เพราะรัฐมีซูเปอร์โปรเจ็กต์มากมาย แต่ส่วนที่น่าวิตกก็คือการทุจริตในแวดวงศาสนาหรือเรื่อง “เงินทอน” กับการทุจริตเงินสงเคราะห์คนยากไร้ทั่วประเทศ (ขณะนี้ตรวจพบแล้ว 12 จังหวัด)

ทั้ง 2 กรณีบอกความเสื่อมทรามอย่างสุดขั้วของสังคม… โกงกระทั่งพระหรือเป็นพระยังโกง กับกรณีปล้นคนยากไร้

อีกโครงการหนึ่งที่ชวนวิตกเป็นอย่างยิ่งก็คือ “โครงการไทยนิยมยั่งยืน” ซึ่ง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เป็นผู้ดูแล

แบ่งการลงพื้นที่เป็น 3 กลุ่ม ใช้งบประมาณกลุ่มละ 100,000 ล้านบาท โครงการไทยนิยมเป็น “นามธรรม” ชนิดจับต้องไม่ได้ หรือไม่มีอะไรให้จับต้อง

พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า เน้น 2 เรื่องตามแนวทางของนายกรัฐมนตรี คือ

สะท้อนความต้องการของประชาชน กับการดำเนินโครงการ ต้องมีความโปร่งใส

มหาดไทยจะวางกรอบการใช้งบประมาณ เงิน 300,000 ล้าน ประกอบด้วย

1. บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

2. การพัฒนาให้เกิดความสามารถในการแข่งขัน และ

3. การเกษตรกรรม ปรับเปลี่ยนให้ประชาชนปลูกพืชให้เหมาะสมกับพื้นที่ และสอดคล้องกับความต้องการของตลาด

วางกรอบไว้อย่างนี้ก็พอจะมองเห็นเป็นรูปธรรมรางเลือน

แต่อดไม่ได้ที่จะนึกถึงภาพนายกรัฐมนตรี กับบรรดาหัวหน้าหน่วยงานและองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นทั้งของรัฐและเอกชน ที่แห่กันขึ้นไปยืนยกแขนเป็นเชิงสัญลักษณ์ “ต่อต้านคอร์รัปชั่น” เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2560 ซึ่งสหประชาชาติกำหนดเป็นวันต่อต้านคอร์รัปชั่นสากล

เราก็คงจะได้ภาพเชิงสัญลักษณ์ชวนฮาของ “ไทยนิยมยั่งยืน” ทำนองนี้แหละ

ส่วนเงิน 3 แสนล้านบาทนั้นก็คงจะละลายกลายเป็น “ค่าลงพื้นที่” ตามแบบฉบับของ คสช. นั่นคือ ค่าเงินเดือน (2 ทาง) ค่าที่ปรึกษาและผู้ช่วยเหลือ ค่าเบี้ยเลี้ยง เบี้ยประชุม ค่าเช่ายานพาหนะประจำตำแหน่ง ฯลฯ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เหยี่ยวถลาลม | หนูไม่รู้
50 ปี 6 ตุลาฯ | สุรชาติ บำรุงสุข
บททดสอบสุดท้าย’บิ๊กต่าย’ ระบบตั๋วปะทะระบบคุณธรรม ระวังคลื่นลูกใหญ่ใน ก.พ.ค.ตร.
การกลับมาโสดอีกครั้งของ ปันปัน สุทัตตา
ออสเตรเลีย ยกระดับคุมปืน รับซื้ออาวุธปืนคืนจากประชาชน
เส้นทางความรัก นก อุษณีย์ จนถึงวัน ขอ ‘ม่วย’ แต่งงาน
แนวคิดของมาเคียเวลลีเรื่องการตบตีเทพีแห่งโชค
MatiTalk รมช.คมนาคม โต้ง สิริพงศ์ ว่าด้วย KPI กำแพง อุปสรรค และสิ่งที่ไม่คาดฝัน
ธงทอง จันทรางศุ | ‘ช่องว่าง’ ในครอบครัว
เจาะปมสังหาร ‘นายกฯ เด’ เลือดล้างสัมพันธ์เก่าแก่ อดีต ส.ส.ฉลอง-อ้างหนี้ แต่เบื้องลึกพลิกอีกมุม!
ศ.สุชาติ ชี้แก้คอร์รัปชันไทย ต้องเริ่มจากผู้นำที่สะอาด ใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม
E-DUANG | จังหวะภาพ ทักษิณ ชินวัตร ชุมนุม มังกร ทาง การเมือง