บทความพิเศษ | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
ความเชื่อของคนไทยทั้งประเทศคือน้ำมันขาดแคลนเพราะมี “ไอ้โม่ง” กักตุนน้ำมัน อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตรัฐมนตรีกี่คนที่ผมเจอก็เชื่อเหมือนกับชาวบ้านว่ามี “ไอ้โม่ง” หากินกับความเดือดร้อนช่วงสงครามแบบนี้
จะมีก็แต่รัฐบาลที่เชื่อว่าไม่มี “ไอ้โม่ง” และตัวเองบริหารปัญหาน้ำมันได้ดี
อย่างไรก็ดี ภาพที่ไม่เคยพบเคยเห็นอย่างคนไทยต่อยกันแย่งน้ำมันก็เกิดขึ้นแล้วจริงๆ ยิ่งไปกว่านั้นคือคนเชียงใหม่ต่อยกันวันที่ 25 มีนาคม ซึ่งเป็นวันแรกที่รัฐบาลประกาศไม่ตรึงราคาน้ำมันดีเซลที่ลิตรละ 33 บาทต่อไปอีก ซึ่งแปลว่าหลังจากนี้น้ำมันมีโอกาสจะพุ่งทะยานไปที่ลิตรละ 50 บาททันที
ถ้าบริหารน้ำมันดี น้ำมันหน้าปั๊มก็ต้องมีพอ ยิ่งประเทศไทยมีโรงกลั่น 6 โรงซึ่งกำลังการผลิตมากจนกลั่นน้ำมันได้เกินความต้องการในประเทศ ซ้ำรัฐบาลบอกเองว่าไม่ได้ขาดน้ำมันดิบแบบที่เข้าใจกันผิดๆ ปัญหาน้ำมันขาดแคลนหน้าปั๊มยิ่งต้องไม่มีเลย ยกเว้นแต่ว่าจะมีการบริหารน้ำมันที่ไม่ดีจริงๆ
คำตอบของคุณอนุทิน ชาญวีรกูล เรื่องคนไทยต่อยกันคือไม่ตอบ นึกว่าจะถามเรื่องงาน ส่วนเรื่องวิกฤตที่มีตอนนี้ไม่ทราบ ยังไม่ได้รับรายงาน ผลกระทบต่อราคาสินค้ากับความเป็นอยู่คงมีบ้าง ต้องหาทางแก้โดยกลไกกระทรวงต่างๆ อย่ากักตุนน้ำมัน และทุกคนกำลังทำงานกันอยู่เพื่อบริหารอารมณ์ประชาชน
ฟังดูเป็นคำตอบที่สิ้นหวัง และฟังดูเป็นคำตอบที่สะท้อนการบริหารประเทศแบบหาเช้ากินค่ำที่ยังไม่มีทิศทางอะไรเลย
และทั้งหมดจะแย่ยิ่งขึ้นเมื่อคำนึงถึงผลกระทบที่ราคาน้ำมันมีต่อเศรษฐกิจไทย
ลําพังน้ำมันดีเซลลิตรละ 33 บาท ก็สร้างความเดือดร้อนให้คนไทยทั้งที่หาเช้ากินค่ำและกินทั้งวันทั้งคืนมานาน ราคาน้ำพุ่งขึ้นแพ็กละ 5 บาท, ค่าไฟพุ่งเป็นหน่วยละ 4.59 บาท, หมูขึ้นโลละ 3 บาท, ไข่ขึ้นแผงละ 6 บาท และน้ำมันปาล์มขึ้นขวดละ 8 บาท คือหลักฐานว่าประชาชนแค่กินข้าวและอาบน้ำนอนอยู่บ้านก็จนลง
เท่าที่สภาอุตสาหกรรมประเมิน ราคาดีเซลเพิ่มลิตรละ 1-2 บาทจะทำให้ต้นทุนขนส่งเพิ่ม 3-5% และราคาสินค้าเพิ่มเล็กน้อย ถ้าดีเซลพุ่งลิตรละ 2-4 บาท ต้นทุนขนส่งจะเพิ่ม 5-12% สินค้าแพงขึ้น 3-5% และถ้าดีเซลเพิ่มกว่า 4 บาทต่อลิตร ค่าขนส่งจะเพิ่ม 15-20% และสินค้าแพงขึ้น 6-8% ทันที
หากดีเซลหลังราคาลอยตัวพุ่งขึ้นเป็นลิตรละ 50 บาท คนไทยก็มีโอกาสเจอฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุดคือเงินเฟ้อพุ่ง 6% เท่ากับทุกคนจนลง 6% ส่วนต้นทุนสินค้าที่สูงขึ้นจะทำให้ SMES เจอปัญหาสภาพคล่อง ขณะที่ปัญหาค่าครองชีพและต้นทุนธุรกิจต่างๆ จะเพิ่มอย่างรุนแรงจากปัจจุบัน
จากที่คนไทยจะ “รวยจนทนไม่ไหว” กลายเป็นแค่ให้รอดก็ยังแทบรากเลือดทันที และก็เช่นเดียวกับคุณอนุทินพูดเรื่องราคาน้ำมัน ลูกน้องคุณอนุทินอย่างคุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ อ้างว่าข้าราชการไม่เคยรายงานว่าของแพง
ส่วนลูกน้องคุณศุภจีอย่างปลัดกระทรวงพาณิชย์บอกว่าสินค้าราคามีขึ้นก็มีลง
หนึ่งในคำพูดที่คุณอนุทินใช้หาเสียงคือจะทำให้คนไทยรวยจนต้องรอขอชีวิตจากรัฐบาล แต่ตอนนี้ นอกจากไม่รวยแล้ว แค่คิดเรื่องทำอย่างไรให้ชีวิตรอดยังยาก ไม่ต้องรวยถึงขั้นทนไม่ไหวอย่างที่รัฐบาลโม้ก่อนเลือกตั้งก็ได้ ขอแค่ให้ประคองตัวเองฝ่าวิกฤตสงครามก็ยังไม่รู้จะทำอย่างไรดี
น้ำมันพุ่งทำให้สินค้าราคาแพง แต่นายกฯ, รองนายกฯ, รัฐมนตรีพาณิชย์, ปลัดพาณิชย์ ฯลฯ ล้วนไม่มีใครพูดเรื่องจะทำอะไรเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนมากไปกว่าให้ประหยัดหรือปลูกผักเลี้ยงไก่ ซึ่งทั้งหมดก็คือการผลักภาระแก้ปัญหาทั้งหมดไปที่ประชาชนเอง
อย่างเดียวที่รัฐบาลพูดเพื่อแก้ปัญหาของแพงคือจัดรถธงฟ้าบริการประชาชน ปัญหาคือนโยบายธงฟ้าเป็นนโยบายสร้างภาพไว้ให้รัฐมนตรีพาณิชย์ถ่ายรูปว่าได้ช่วยประชาชนบางพื้นที่เป็นเวลาสั้นๆ
โดยไม่เคยแก้ปัญหาสินค้าแพงหรือสินค้าขาดแคลนระยะยาว
กลับไปที่เรื่องน้ำมันไม่มีและน้ำมันแพง
การปล่อยน้ำมันลอยตัวเป็นนโยบายที่ถูกต้องกว่าอุ้มน้ำมันลิตรละ 20 บาทซึ่งในที่สุดกองทุนน้ำมันขาดทุนจนไม่เหลืออะไร คนสำคัญในทำเนียบบอกผมว่าเอาเงินก้อนเท่ากันไปช่วยประชาชนผ่าน “คนละครึ่งพลัส” ดีกว่าเยอะ

แต่ปัญหาคือตอนนี้ยังไม่มีมาตรการช่วยคนไทยหลังน้ำมันลอยตัวเลย
ปัญหาใหญ่ของประเทศไทยหลังสงครามอิหร่านคือน้ำมันไม่พอโดยรัฐบาลก็ไม่รู้ว่าน้ำมันไปไหน
แต่ปัญหานี้ไม่ควรเกิดเพราะรัฐบาลบอกว่าโรงกลั่นไม่ได้กลั่นน้ำมันลดลง ถ้าทั้งรัฐบาลกับโรงกลั่นพูดความจริงก็แปลว่าต้องมีคนกักตุนน้ำมัน แต่รัฐบาลก็ไม่เคยบอกว่าแล้วคนกักตุนน้ำมันเป็นใคร
คุณอนุทินอ้างว่าน้ำมันขาดแคลนเพราะประชาชนกักตุนน้ำมัน
แต่เรื่องนี้คนไม่เชื่อเพราะประชาชนไม่มีทั้งเงินและคลังที่จะกักตุนจนน้ำมันหมดประเทศ ซ้ำรัฐบาลก็ไม่มีหลักฐานว่าประชาชนกักตุนน้ำมันตอนไหน
ยิ่งพูดจึงยิ่งน่าสงสัยว่าโทษประชาชนเพราะไม่ต้องการแตะคนกักตุนน้ำมันจริงๆ
คําอภิปรายของ ส.ส.แทบทุกคนเชื่อว่าโรงกลั่นคือ “ไอ้โม่ง” ที่กักตุนน้ำมันจนประเทศน้ำมันไม่พอ เหตุผลง่ายๆ คือโรงกลั่นมีเงินและมีคลัง
ยิ่งกว่านั้นคือโรงกลั่นได้ประโยชน์สูงสุดจากการกักน้ำมันที่ซื้อด้วยราคา “ก่อนสงคราม” แล้วปล่อยตอนราคาพุ่ง “หลังสงคราม” แบบไม่ต้องทำอะไรเลย
สิ่งที่สังคมเรียกร้องคือรัฐบาลต้องตรวจสอบ “สต๊อกน้ำมัน” โรงกลั่นกับผู้ค้าน้ำมัน
แต่สิ่งซึ่งรัฐบาลไม่ยอมทำที่สุดคือตรวจสอบ “สต๊อกน้ำมัน” ตามสังคมเรียกร้อง และทำแค่ให้โรงกลั่นกับผู้ค้าน้ำมันรายงานยอดสต๊อกและปริมาณผลิต-จำหน่ายทุกวัน ซึ่งไม่มีอะไรเป็นหลักประกันว่าจะได้ตัวเลขจริง
เมื่อรัฐบาลไม่ตรวจสอบว่าโรงกลั่นและผู้ค้าน้ำมันมีสต๊อกน้ำมัน “ราคาเก่า” ก็เท่ากับรัฐบาลปล่อยให้โรงกลั่นและผู้ค้าน้ำมันเอาน้ำมัน “ราคาเก่า” ไปขายใน “ราคาใหม่” ทั้งหมด
คุณโสภณ สุภาพงษ์ อดีตซีอีโอบางจาก ถึงกับบอกว่าผู้ค้าน้ำมันได้เงินจากวิธีนี้ถึง 16,000 ล้านบาทฟรีๆ
ถ้าไม่ตรวจสอบสต๊อกน้ำมันก็ต้องตรวจสอบต้นทุนน้ำมัน แต่การเปิดเผยของคุณพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ซึ่งเคยเป็นอดีตรัฐมนตรีพลังงาน ต้นทุนน้ำมันคือสิ่งที่รัฐบาลขอกี่ครั้งโรงกลั่นก็ไม่เคยให้ โรงกลั่นได้กำไรจากการชดเชยของกองทุนน้ำมันมหาศาลแค่ไหนจึงไม่มีใครรู้ ไม่เว้นแม้แต่รัฐบาล
ยิ่งกลั่นน้ำมันได้มากไปพร้อมกับการกักตุนน้ำมัน โรงกลั่นก็ยิ่งได้ประโยชน์จากการปล่อยน้ำมันสู่ตลาดในเวลาที่น้ำมันราคาพุ่งเกินกว่าราคาต้นทุนน้ำมันใน “สต๊อกเก่า” และยิ่งกักตุนน้ำมันได้มาก ก็ยิ่งได้กำไรมากขึ้นทันที
วิธีบริหารน้ำมันแบบนี้เป็นประโยชน์กับโรงกลั่นมากกว่าเป็นประโยชน์กับประชาชนแน่ๆ จนไม่มีทางที่โรงกลั่นจะยุติระบบนี้
แต่คำถามคือทำไมรัฐบาลกลับไม่ทำอะไรจนปล่อยให้โรงกลั่นและผู้ค้าน้ำมันทำตามใจชอบได้เกือบจะตลอดเวลา
นโยบายรัฐขึ้นอยู่กับตัวรัฐและรัฐบาล
และไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ที่ทุกรัฐบาลหลังปี 2562 มีคนจากโรงกลั่นและกลุ่มผู้ค้าน้ำมันเป็นรองนายกหรือรัฐมนตรีพลังงานอย่างต่อเนื่อง
ตัวอย่างเช่น คุณสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ยุครัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา คุณพิชัย ชุณหวชิร ยุคเพื่อไทย หรือคุณอรรถพร ฤกษ์พิบูลย์ และคุณพิพัฒน์ รัชกิจประการ ยุคภูมิใจไทย
เมื่อเทียบกับกระทรวงอื่นอย่าง DE หรือคมนาคมที่ไม่เคยเห็นเจ้าของธุรกิจสื่อสารหรือรถไฟฟ้ามาเป็นรัฐมนตรี
กระทรวงพลังงานคือกระทรวงที่การขัดกันของผลประโยชน์ (Conflict of Interest) ประเจิดประเจ้อ
ผลคือรัฐมนตรีพลังงานล้วนแล้วแต่เป็นคนที่เจ้าสัวเลือก หรือไม่ก็คนที่เจ้าสัวโอเค
ในที่สุดสงครามอิหร่านก็ครบ 1 เดือนโดยสหรัฐไม่ได้ชนะสงครามอย่างที่คุยโว ยิ่งกว่านั้นคือ Wall Street Journal ระบุว่าซาอุดีอาระเบียและ UAE อาจยกระดับร่วมมือกับสหรัฐรบอิหร่าน เช่นเดียวกับรอยเตอร์รายงานว่าสหรัฐอาจส่งนาวิกโยธินราว 5,000 นาย ซึ่งแปลว่าสงครามจะยกระดับกว่าที่ผ่านมา
ยิ่งสงครามยืดเยื้อก็ยิ่งส่งผลต่อประเทศไทยด้านน้ำมันและเศรษฐกิจรุนแรง แต่การจัดตั้งรัฐบาลของคุณอนุทินรอบนี้เต็มไปด้วยการแต่งตั้ง “ลูกบังเกิดเกล้า” ของนักการเมืองบ้านใหญ่กลุ่มต่างๆ มาเป็นรัฐมนตรีโดยไม่คำนึงถึงความสามารถหรือความเหมาะสม ต่อให้ในเวลาที่ไม่มีสงครามก็ตาม
ถ้าหนึ่งเดือนแรกของสงครามทำให้ประเทศไทยพังขนาดนี้ เดือนที่สองของสงครามคงยิ่งทำให้ประเทศไทยแย่ขึ้น และการจัดตั้งคณะรัฐบาลแบบนี้ไม่มีผลดีกับประเทศไทยแม้แต่นิดเดียว
มีรัฐบาลแบบนี้อย่ามีเลย เอาแค่ให้รอดยังยาก ไม่ต้องเสียเวลาพูดเรื่องรวย
